เมื่อทำงาน วางแผนรบ ถึงเวลาอาหารเย็นแม่ทัพก็บอกบังไม่ยอมกินอะไรทั้งสิ้น
"หยวนอิง"แม่ทัพหยาง
"ขอรับท่านแม่ทัพ"หยวนอิงที่ยังไม่ได้กินอะไรเช่นกันวิ่งเข้าวิ่งออกกระโจมเป็ว่าเล่น
แม่ทัพหยางไม่พูดอะไรมองหน้าหยวนอิงนิ่งๆ
"เอ่อ ยังไม่เห็นเ้าหนูนั่นเลยขอรับ ข้าน้อยไปดูที่ประตูค่ายก็ไม่มี แต่มีเื่นึงที่น่าสงสัย"หยวนอิงตอบ
"อะไร"แม่ทัพหยางถาม
"ในลังไม้มีกล่องหายไปกล่องนึงเป็กล่องที่ยังไม่ได้เปิด กับ ดูเหมือนว่าจะมีซองอาหารเพิ่มขึ้นขอรับ"หยวนอิงรายงาน
เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองนับผิดหรืออย่างไร มีกล่องที่ยังไม่ได้เปิด สามกล่องตอนนี้เหลือสอง แต่ของในลังน้ำหนักเท่าเดิมเพราะซองอาหารผงที่ดูเหมือนจะมีเพิ่มมากขึ้น
"เตรียมม้า"แม่ทัพหยางรู้ทันทีว่าเ้าอันดามาแล้วและไปที่ไหน
"ท่านรองแม่ทัพ แย่แล้ว"นายกองกงจื่อวิ่งมารายงาน
"มีอะไร"หยวนอิงถาม
"ดูเหมือนม้าจะหายไปตัวนึงขอรับ เมื่อครู่ข้าเพิ่งจะแปรงขนให้มันเอง แต่ตอนนี้มันหายไปแล้ว" นายกองจื่อนั้นถูกทำโทษให้มาดูแลคอกม้าเพราะปล่อยให้องค์รัชทายาทตกลงไปบ่อปฎิกูล เก่งเื่รบ แต่การดูแลม้านั่นงกๆ เงิ่นๆ ที่บอกว่าเมื่อครู่นั้นคือนานแล้ว
"เอาเ้าพายุมาให้ข้า"แม่ทัพหยางสั่ง
"ข้าไป"หยวนอิง
"ไม่ต้อง แต่อีกหนึ่งชั่วยามข้ายังไม่กลับให้พาคนไปที่หมู่บ้าน"เขายังไม่อยากให้คนไปมาก
เมื่อขี่ม้ามาถึงหน้าถ้ำก็มืดแล้ว มีแสงลอดออกมาจากหน้าถ้า แต่คราวนี้แสงค่อนข้างสว่าง
"นี่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ พรุ่งนี้พวกท่านก็เอาแป้นนี้ไปวางกลางแดดเพื่อเติมพลังงานนะ" อันดาที่กำลังปีนเสาไม้เพื่อแขวนหลอดไฟอธิบาย
"กดปุ่มปิดเปิดนะ เอาล่ะช่วยข้าแขวนหน่อย เดี๋ยวค่อยกินข้าวพร้อมกัน" วันนี้เธอเข้าไปนอนในมิติได้ตื่นนึง
พอตื่นขึ้นมาก็นึกขึ้นได้ว่าในลังมีกล่องนมผงสำหรับเด็กเล็ก และเห็นว่าซองอาหารผงน่าจะเหลือน้อยสำหรับทหารทั้งค่ายจึงไปดึงเอากล่องนมออกมา
แล้วก็บังเอิญเห็นม้าที่ยืนอยู่หน้าคอกจึงขี่กลับมาที่ซ่อนของหมู่บ้านเพื่อเอานมผงมาให้เด็กๆ แล้วก็เอาหลอดไฟแสงอาทิตย์จากในห้องออกมาให้ชาวบ้านใช้
มาถึงก็เอาของให้ผู้ใหญ่บ้านจัดการ แล้วก็สาธิตวิธีใช้หลอดไฟ
"นี่มันมุกราตรี"ชาวบ้านคนนึงพูด
"มุกอะไรยาวเป็แท่ง"อีกคนสงสัย
ในยุคนี้มีสิ่งที่เรียกว่ามุกราตรี มันจะเรืองแสงในตอนกลางคืน แต่คนที่สามารถมีได้คือคนที่รวยมาก หรือมีใช้ในพระราชวังเท่านั้นเอง ชาวบ้านธรรมดาไม่เคยเห็นเคยแต่ได้ยินจึงสันนิษฐานเอาว่าหลอดไฟพลังงานแสงอาทิตย์ของอันดาคือมุกราตรี
"เอาเถอะ ต้มน้ำแล้วก็มากินข้าวกัน"อันดาถาม
แต่สิ่งที่น่าหงุดหงิดคือคนที่ได้กินก่อนกลับเป็พวกผู้ชาย คนแก่ ผู้หญิงและเด็กต้องรอก่อน
"เดี๋ยวทำไมพวกท่านกินก่อน ทำไม่ให้เด็กกินก่อน"อันดาไม่เข้าใจ ตามหลักต้องให้คนที่อ่อนแอได้ก่อนไม่ใช่หรือ
"ก็พวกเราต้องใช้แรงงาน ออกไปแบกน้ำ แบกฟืน ต้องกินให้มีแรง พวกนี้อยู่ที่นี่กันเฉยๆ ทำงานได้น้อยกว่า"ผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นมา
"อาหารก็เป็พวกนางทำให้ท่าน ดูแลบ้าน เย็บเครื่องนุ่งห่ม จะว่าไม่ทำได้อย่างไร พวกท่านทำนาแล้วพวกนางไม่ทำเหรอ ข้าเห็นพวกนางก็ช่วยเก็บฟืนนี่ แล้วพวกเด็กๆ ก็เป็ความรับผิดชอบของท่านไม่ใช่เหรอ"อันดาถาม
"พวกมันไม่ใช่ลูกข้านี่ ทำไมข้าต้องดูแล"ชายคนนั้นตอบ
"แล้วข้ากับท่านไม่ได้เป็อะไรกันทำไมข้าต้องดูแลท่าน หาอาหารเองได้ท่านก็ไปหาเอง ของพวกนี้ไม่ต้องกิน"ไอ้พวกเห็นแก่ตัว
"ไอ้เด็กนี่ ของพวกนี้เป็ของท่านแม่ทัพเขาให้พวกเราเ้าไม่มีสิทธิ์"ชายคนนั้นโมโหเพราะอันดาไม่ยอมให้เขากินอาหาร
"ใครบอก ของพวกนี้เป็ของข้า ข้าไม่ให้เ้ากิน"อันดาดึงถุงอาหารกลับมา
"ไอ้เด็กเวร! ข้าจะกินเ้าถอยไป"ชายคนนั้นผลักอันดากระเด็น
"อาติง เ้าทำเกินไปแล้ว เด็กคนนี้เอาอาหารมาให้ มาช่วยให้แสงสว่าง เ้าอย่าทำเขาเลย"ผู้ใหญ่บ้านปรามแล้วเข้าไปช่วยพยุงอันดา
ส่วนอันดาพอลุกขึ้นได้ก็ะโถีบอาติงพร้อมทั้งดึงถุงอาหารกลับมา
"ไอ้เวรนี่"อาติงคว้าไม้หมายจะฟาดที่หัวของอันดาแต่
"อั่ก" เขาถูกแรงถีบของแม่ทัพกระเด็นออกไป
ที่จริงอาติงคนนี้เป็นักเลงหัวไม้ในหมู่บ้าน เขาหลบเลี่ยงการเกณฑ์ทหารได้ ในหมู่บ้านนี้ส่วนใหญ่จึงเหลือแค่คนแก่
ผู้หญิงและเด็กๆ ดังนั้นเมื่อถูกทหารโจมตี เขาจึงเป็เหมือนที่พึ่งพาของทุกคน ดังนั้นไม่ว่าเขาจะทำอะไรทุกคนก็เกรงใจเขา
"ท่านแม่ทัพ" ผู้ใหญ่บ้านหันไปดูว่าเป็ใคร เพราะยืนอยู่ในมุมมืด เมื่อเขาเดินออกมาที่แสงไฟจึงเห็นว่าเป็แม่ทัพหยางนั่นเอง
"กล้าลงมือกับคนของข้ารึ" รูปประโยคแปลกทำให้อันดาขมวดคิ้ว เธอกลายเป็คนของตาลุงนี้ั้แ่เมื่อไหร่
"อั่ก"อาติงกระอักเป็เื
"เ้าคงหนีทหารล่ะสิ โทษของการหนีทหารคือตาย"แม่ทัพโกรธเตรียมลงมือ แต่โดนหยุดเอาไว้ก่อน
"เดี๋ยวมีเด็กอยู่" อันดาเตือน
"ข้าให้เวลาเ้าถ้าพรุ่งนี้ไม่ไปมอบตัวเองที่ค่ายก็ต้องหนีไปให้ไกล อย่าให้ข้าได้เห็นหน้าเ้าอีก ไม่อย่างนั้น หัวของเ้าคงไม่อยู่ที่เดิม"แม่ทัพหยาง
"ข้า ข้าผิดไปแล้ว ท่านแม่ทัพโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย" อาติงที่มักจะกร่างเสมอถึงกับเข่าอ่อน ร้องไห้ฟูมฟายขอชีวิต
“ดับไฟนั่นด้วย” แม่ทัพสั่งเสียงดัง
“เหลือไว้บ้างไม่ได้เหรอ” อันดาถามพอปิดไฟแล้วมันก็มือจนมองแทบไม่เห็นอะไร
"เปิดพอให้เห็นได้ แต่อย่าให้แสงลอดออกไป ไม่รู้หรืออย่างไรว่าอันตราย"แม่ทัพดุ
ที่จริงอันดาเพิ่งติดตั้งไฟแล้วยังไม่รู้ว่าต้องใช้ความสว่างมากแค่ไหน ตอนนี้ เธอจึงให้ปิดไฟส่วนที่อยู่ด้านหน้าถ้ำก่อน ที่จริงเธอมาติดตั้งั้แ่ฟ้ายังไม่มืด ใช้เวลาในการติดตั้งไปนานจนพระอาทิตย์ตกดินก็ไม่รู้ตัวเพราะมัวแต่วุ่นอยู่กับการวางสายไฟ
“มาที่นี่ทำไมไม่บอกข้า ไม่รู้ว่ามันอันตรายหรือ แล้วยังขโมยม้ามาอีก” แม่ทัพหยางดุอันดา
“ก็ข้าไม่รู้ว่ามันอันตราย เห็นท่านพาข้ามาได้ข้าก็มาเอง ท่านไม่เห็นเด็กพวกนี้หรือ ข้าเอานมผงมาให้พวกเขามันอยู่ในลังไม้ของข้า แล้วเื่ม้า มันยืนอยู่หน้าคอกข้าไม่เห็นใคร เลยขี่ออกมา เื่นี้ข้าผิดจริง ข้าขอโทษ” อันดาก้มหน้ายอมรับผิด แต่เธอไม่ได้ตั้งใจขโมยกะว่าเดี๋ยวก็เอาไปคืนตอนกลับแล้ว
“เ้าเด็กนี่ ขโมยม้าโทษหนักรู้หรือไม่” แม่ทัพหยางดุ
“ความผิดครั้งแรกท่านผ่อนผันหน่อยเถอะ ข้าเพิ่งมาที่นี่ไม่รู้เื่กฎระเบียบมากนัก” อันดา
“งั้นเ้าก็ต้องเรียนรู้” แม่ทัพหยางสั่ง
ในระหว่างนั่งกินอาหารกับชาวบ้านจู่ๆ แม่ทัพก็สั่งให้ดับไฟ
“มีคนมา เ้าต้อนชาวบ้านไปอยู่ด้านในก่อน ทำเงียบๆ” แม่ทัพหยางสั่งหัวหน้าหมู่บ้าน ตอนนี้ทุกคนตื่นตระหนก เด็กๆ พากันสะอื้น
“เงียบ!อย่าส่งส่งเสียง” หัวหน้าหมู่บ้านดุเสียงเบา
“เห็นหรือยังว่าแสงไฟมันล่อศัตรูมาได้” แม่ทัพหยางถามอันดา
“ขอโทษ ตอนมาฟ้ายังไม่มืดเลย แล้วก็คิดว่าหมู่บ้านนี่อยู่ด้านหลังค่ายพวกมันไม่น่าผ่านเข้ามาได้” อันดาตอบ
จริงอยู่ถ้าไม่มีไส้ศึกที่คอยบอกทางน่ะนะ ดีเหมือนกัน เขาจะได้จัดการพวกมันเสียทีเดียว
ในยามศึกอย่างนี้กองทัพเป่ยซานมักจะเตรียมเสบียงมาไม่พอแล้วที่ทำคือปล้นสดมภ์ชาวบ้าน แย่งชิงอาหารและฉุดคร่าหญิงสาว บางหมู่บ้านกลายเป็หมู่บ้านร้าง มีคนที่ถูกฆ่าและกระทำจนฆ่าตัวตายไปมากมาย
สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นใต้จมูกของเขาเองยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าหนอนบ่อนไส้เหล่านี้มีโทษตายสถานเดียว
______________________