ฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 33 อยู่ๆ ก็มาสู่ขอ

            วิธีการทำขนมแป้งทอดสอดไส้และขนมแป้งกรอบม้วนล้วนเป็นสิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวของนางเช่นกัน

            ช่วงนี้หวาชิงเสวี่ยจะคอยทดสอบสมองของตนเองเป็นระยะๆเหมือนกับทำการทดลอง เมื่อเห็นสิ่งของอะไร นางก็จะคิดว่า ‘เจ้าสิ่งนี้ทำขึ้นได้อย่างไร?’

            บางครั้งสมองก็ว่างเปล่า

            และบางครั้ง สมองก็เหมือนคอมพิวเตอร์ที่ถูกป้อนคำสำคัญเข้าไปจากนั้นก็มีผลการค้นหามากมายปรากฏขึ้น

            หลังจากการกระตุ้นเส้นประสาทสมองบ่อยๆความทรงจำของหวาชิงเสวี่ยก็กลับคืนมาบ้าง...

            นางจำได้ว่าตนเองเป็นนักศึกษาปริญญาโทของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่งเป็นทั้งลูกศิษย์คนโปรดและเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของอาจารย์ ซึ่งกำลังวิจัยเกี่ยวกับอาวุธพลังงานความร้อนชนิดใหม่

            แต่นางยังจำชื่อ เพื่อนสนิทและคนในครอบครัวไม่ได้...ทั้งยังจำไม่ได้ว่าใครกันแน่ที่ฆ่านาง

            แต่ว่า ในที่สุดนางก็เข้าใจเรื่องหนึ่ง

            นั่นก็คือ ในโลกที่นางเคยอยู่ทุกคนนิยมฝังชิปไว้ในสมอง ชิปนี้จะบรรจุความรู้ทุกสาขาวิชาไว้ภายใน เหมือนกับหนังสือสารานุกรมความรู้

            แน่นอนว่า ความรู้ในชิปนี้เป็นเพียงแค่ความรู้ในตำราไม่ได้หมายความว่าการฝังสูตรอาหารจะทำให้กลายเป็นพ่อครัว การฝังวิธีการรักษาจะทำให้กลายเป็นหมอทุกอย่างยังต้องผ่านการฝึกฝนด้วยตนเอง และในที่สุดก็จะเชี่ยวชาญวิธีการนั้นๆ คุณค่าของชิปนี้จึงปรากฏผลออกมาได้

            ดูเหมือนว่าชิปของหวาชิงเสวี่ยจะมีปัญหานิดหน่อยบางครั้งก็ทำงาน บางครั้งก็ไม่ทำงาน

            หวาชิงเสวี่ยคาดเดาว่ามันน่าจะเกี่ยวข้องกับการที่นางข้ามมิติมาเมื่อโลกจากมิติคู่ขนานทั้งสองมาบรรจบกัน ชิปในร่างกายรวมถึงสมองของนางเกิดความเสียหายและทำให้นางสูญเสียความทรงจำ...

            หากอยู่ในโลกเดิม นางสามารถไปโรงพยาบาลใช้หุ่นยนต์ขนาดจิ๋วถอดชิปที่ชำรุดออกไปซ่อมแซมหรือเปลี่ยนรุ่นได้โดยไม่ทำให้เจ็บปวดแต่ในสถานที่แห่งนี้...

            ต้องยอมรับว่า การมีชิปที่อาจจะพังได้ทุกเมื่ออยู่ในสมองนั้นเป็นอันตรายแฝงอย่างแท้จริง...

            หวาชิงเสวี่ยรู้ตัวดีว่าตนเองไม่มีความสามารถพิเศษอะไรในที่แห่งนี้ นางปักผ้าไม่เป็นเย็บผ้าก็ไม่ได้ สิ่งเดียวที่พึ่งพาได้ก็คือชิปในสมองจึงต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

            นางออกไปหาซื้อกระดาษกับพู่กันจะได้จดบันทึกรายละเอียดในตอนที่นึกอะไรขึ้นได้

            เผื่อว่าวันหนึ่งชิปจะใช้การไม่ได้อย่างน้อยนางก็จะไม่ต้องมืดแปดด้าน...

            ...

            ในลานเรือนที่เงียบสงัดไร้เสียง

            ป้าเหอออกไปตั้งแผงขายอาหารเช้าตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเหออู่ก็ไปช่วยขายด้วย

            หวาชิงเสวี่ยอยู่ในครัวมือถือตะเกียบคนไข่ในชามเป็นจังหวะ ไข่สีเหลืองทองสะท้อนแสงเป็นมันเงา

            ในสูตรอาหารบอกว่าให้ใช้เครื่องตีไข่ไฟฟ้าประมาณสามสิบวินาทีหวาชิงเสวี่ยได้แต่กะเอาเอง พยายามตีไข่ในชามให้เข้ากันอย่างอดทน

            ขนมแป้งทอดสอดไส้มีวิธีทำหลายวิธีแต่ที่นิยมทำกันต้องใช้นมวัวปริมาณหนึ่ง

            แต่ในเมืองผานสุ่ยไม่มีนมวัวขาย

            เนยที่หวาชิงเสวี่ยซื้อมาจากถนนก่อนหน้านี้เป็นผลผลิตที่ได้มาจากคนเลี้ยงสัตว์ทางเหนือ น่าเสียดายที่พวกเขาไม่มีวิธีถนอมอาหารที่ดีไม่เช่นนั้น พ่อค้าก็น่าจะนำนมวัวมาขายได้

            หวาชิงเสวี่ยตีไข่ในชามพลางคิดในใจว่านี่อาจจะเป็นโอกาสทางธุรกิจก็ได้?

            มีนมวัวแล้วก็สามารถทำอะไรได้หลากหลายมากขึ้นอย่างเช่น ชานมรสคาราเมล! ไม่ว่าอย่างไรนางก็รู้วิธีการถนอมความสดของนมวัวไว้...แต่ว่า...ถึงแม้นมวัวจะหอมหวาน แต่คนในยุคนี้ ระบบย่อยอาหารจะปรับตัวได้หรือไม่?จะมีอาการแพ้น้ำตาลในนมหรือไม่?

            เรื่องนี้มีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียว...

            ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่องคือภาวะที่คนบางกลุ่มขาดเอนไซม์แลคเตส ดังนั้นเมื่อดื่มนมหรือกินผลิตภัณฑ์จากนม แลคโตสในนมจึงไม่สามารถย่อยและดูดซึมได้หมดทำให้ตกค้างอยู่ในลำไส้ ส่งผลให้แรงดันในกระบวนการออสโมซิสของลำไส้เพิ่มขึ้น ลำไส้บีบตัวเร็วขึ้นแลคโตสจึงถูกขับไปยังลำไส้ใหญ่ และเกิดการดูดซึมน้ำในลำไส้ใหญ่อย่างรวดเร็ว จากนั้นแบคทีเรียจะย่อยสลายแลคโตสและผลิตก๊าซหากไม่รุนแรงก็จะไม่แสดงอาการชัดเจน ส่วนผู้ที่อาการรุนแรงก็จะเกิดอาการท้องอืด เสียงร้องในท้องผายลม ปวดท้อง ท้องร่วง เป็นต้น

            หวาชิงเสวี่ยขมวดคิ้วนางไม่รู้ว่าหมอที่นี่รู้และเข้าใจเกี่ยวกับภาวะแพ้นมหรือไม่ หากมีคนป่วยแบบนี้ขึ้นมาแล้วไปฟ้องร้องนางที่ศาลจะทำอย่างไร?

            ...ต่อให้มีร้อยปากก็คงอธิบายไม่เข้าใจ...ถ้าซวยขึ้นมาบางทีอาจจะถูกเข้าใจผิดว่านางแอบใส่ยาพิษในนม

            หวาชิงเสวี่ยคิดในใจการสร้างเนื้อสร้างตัวนั้นต้องทำทีละขั้นตอน

            ตีไข่จนเข้ากันดีแล้วหวาชิงเสวี่ยก็ใส่น้ำตาลทรายลงไปในชาม คนให้เข้ากันเล็กน้อย จากนั้นเติมน้ำผึ้งหนึ่งช้อนคนต่อ แล้วเติมแป้งสาลี คนให้เข้ากันดีแล้วก็เติมเนยที่ละลายแล้วลงไป และยังคงต้องคนให้เข้ากันต่อไป

            หลังจากทำทั้งหมดนี้แล้วก็นำแป้งที่ผสมแล้วไปเก็บไว้ในที่เย็นๆ ประมาณครึ่งชั่วยาม อันที่จริง ตอนที่ใส่แป้งสาลีลงไปเมื่อครู่ควรจะใส่ผงฟูลงไปด้วยนิดหน่อย แต่ในยุคโบราณไม่มีผงฟู หวาชิงเสวี่ยจึงไปขอเชื้อยีสต์เก่าๆหรือก็คือแป้งหมักเก่าๆ จากคนครัวในร้านอาหารมาใส่ลงไปในแป้ง แล้วคนให้เข้ากัน

            แป้งที่ผสมแล้วในชามนี้เตรียมไว้ทำแป้งด้านนอกของขนมแป้งทอดสอดไส้

            ระหว่างที่รอแป้งที่ผสมไว้พักตัวหวาชิงเสวี่ยก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เพราะนางต้องทำถั่วแดงกวน ถั่วบดเป็นไส้ที่เติมลงตรงกลางแป้งทอดรสชาติแป้งทอดสอดไส้จะอร่อยหรือไม่ มักจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของถั่วแดงกวน

            ถั่วแดงถูกต้มจนเปื่อยยุ่ยอยู่ในหม้อแล้วเนื่องจากแช่น้ำไว้ทั้งคืน จึงใช้เวลาไม่มากในการต้มจนเปื่อย หวาชิงเสวี่ยคนหม้อเบาๆกลิ่นหอมของถั่วก็ลอยฟุ้งออกมา

            นางตักถั่วแดงที่ต้มสุกแล้วออกมาส่วนหนึ่งห่อด้วยผ้าขาวบาง แล้วใช้ไม้คลึงแป้งบดถั่วแดงที่ต้มสุกแล้วทีละนิดๆ จนเป็นเนื้อละเอียดจากนั้นก็นำไปผัดในกระทะ ใส่น้ำตาลทรายปริมาณมาก ผัดด้วยไฟอ่อนๆ ในระหว่างที่ผัดก็เติมน้ำมันลงไปทีละน้อยทำให้ออกมาสวยงามขึ้น

            หวาชิงเสวี่ยไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งตนเองจะมีความตั้งใจและพิถีพิถันเช่นนี้ เพียงเพื่อทำขนมชิ้นหนึ่ง

            เมื่อก่อนนางจะทำแบบนี้เฉพาะในห้องทดลองเท่านั้น...

            หวาชิงเสวี่ยเทถั่วแดงกวนที่ผัดเสร็จแล้วลงในจานอย่างระมัดระวังใช้นิ้วจิ้มขึ้นมาชิมเล็กน้อย อืม หวานนุ่ม อร่อยมาก

            ดูเหมือนว่านางไม่เพียงแต่มีความสามารถในการทำวิจัยเท่านั้นยังมีความสามารถในการทำขนมอีกด้วย

            ตั้งแต่นี้ต่อไป ไม่ว่าจะเรื่องผลกระทบของช่วงพลังงานความร้อนหรือทิศทางการพัฒนาขั้นสุดท้ายของอาวุธ...สิ่งเหล่านี้คงสามารถลืมสิ้นไปจากสมองได้แล้วกระมัง?

            ในเมื่อมาอยู่ในโลกใบนี้แล้วก็ต้องเป็นเพียงคนธรรมดาๆ และใช้ชีวิตต่อไปให้ดี...

            เหมือนกับถั่วแดงกวนจานนี้ถูกกำหนดให้เป็นไส้ ก็ต้องทำหน้าที่ของไส้ไปตามธรรมชาติก็พอ เหตุใดต้องไปคิดถึงสิ่งที่ไม่เป็นจริงเหล่านั้นอีก?

            หวาชิงเสวี่ยเช็ดมือตอนนี้สามารถเริ่มทำแผ่นแป้งของขนมแป้งทอดสอดไส้ได้แล้ว

            หลังจากที่แป้งพักตัวในอุณหภูมิต่ำเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วจะเหนียวข้นขึ้นมาก ในตอนนี้สามารถเติมน้ำสะอาดลงไปทีละน้อย เพื่อปรับความข้นของแป้งปรับจนแป้งเนียนและรอยที่บุ๋มจะหายไปอย่างรวดเร็ว แค่นี้ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว

            หวาชิงเสวี่ยหยิบกระทะแบนที่สั่งทำพิเศษจากช่างตีเหล็กออกมาตั้งไฟอ่อนจนกระทะร้อนได้ที่ จากนั้นตักแป้งข้นหนึ่งทัพพีเทลงไปตรงกลางกระทะ แล้วจ้องมองแผ่นแป้งที่กำลังขึ้นรูปตาไม่กะพริบ

            เมื่อผิวหน้าของแป้งเริ่มมีรูเล็กๆก็ทำการพลิกกลับด้าน แล้วปล่อยให้นาบอยู่บนกระทะต่ออีกประมาณครึ่งนาทีก็เป็นอันใช้ได้

            การจะนำแป้งข้นชามใหญ่มาทอดให้เป็นแผ่นจนหมดนั้น

            ...ช่างเป็นกระบวนการที่น่าเบื่อแต่หวาชิงเสวี่ยจะใจร้อนไม่ได้ นางต้องมั่นใจว่าขนาดของแป้งแต่ละแผ่นใกล้เคียงกัน การทำให้ขนมมีรูปลักษณ์ดีและรสชาติดีด้วย จะนำมาซึ่งรายได้ที่น่าพอใจให้กับนาง...

            หวาชิงเสวี่ยทาถั่วบดลงบนด้านสีเหลืองอ่อนของแป้งให้ทั่วแผ่นจากนั้นก็ปิดทับด้วยแป้งอีกแผ่นหนึ่ง แป้งทอดสอดไส้หนึ่งชิ้นก็เสร็จสมบูรณ์

            ทำแบบนี้ซ้ำๆ กันไปนางทำแป้งทอดสอดไส้ได้ทั้งหมดหกสิบกว่าชิ้น หวาชิงเสวี่ยขยับข้อศอกที่ปวดเมื่อยเล็กน้อยคิดในใจว่า พักสักครู่ แล้วค่อยทำขนมแป้งกรอบม้วนอีกสักหนึ่งชุดก็จะเสร็จแล้ว

            ตอนนี้ เพื่อที่จะออกไปตั้งแผงขายของทุกๆ วันนางต้องตื่นแต่เช้ามืด พอตกบ่ายหลังจากทำงานยุ่งตลอดทั้งเช้า ก็แทบจะไม่มีเวลาทานอาหารกลางวันเพราะต้องรีบออกไปตั้งแผงขายของ

            การใช้ชีวิตของคนโบราณช่างลำบากจริงๆ ...

            “มีใครอยู่หรือไม่?”

            มีเสียงเรียกมาจากด้านนอกหวาชิงเสวี่ยเช็ดมือแล้วเดินออกจากครัว เห็นสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่ง อายุประมาณสี่สิบกว่าปีเดินเข้ามาทางประตูเรือน แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันสดใส แต่งหน้าเข้ม หวีผมเรียบเป็นมันเงา

            คนผู้นี้คือผู้ใด?

            หวาชิงเสวี่ยเดินเข้าไปหาแล้วพูดอย่างสุภาพว่า“ป้าเหอออกไปตั้งแผงขายของแล้ว ไม่ได้อยู่บ้าน หากท่านมีธุระก็เชิญมาใหม่ภายหลังนะเจ้าคะ”

            นางคิดไปเองว่าคนผู้นี้มาหาป้าเหอเพราะอย่างไรนางก็เพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน ยังไม่รู้จักใครเลย

            สตรีนางนั้นเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าเมื่อมองหวาชิงเสวี่ยตั้งแต่หัวจรดเท้า รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งสดใสขึ้น

            “แม่นางหวาใช่หรือไม่?ได้ยินมาว่ามีแม่นางน้อยฝีมือดีมาอยู่ที่บ้านป้าเหอ...ข้าว่างๆ ก็เลยแวะมาดูคนบ้านใกล้เรือนเคียงกันก็ควรจะไปมาหาสู่กันบ้าง จริงหรือไม่?”

            หวาชิงเสวี่ยพยักหน้ารับแต่ในใจกลับรู้สึกแปลกๆ ...

            สตรีนางนั้นแนะนำตัวว่า“แม่นางหวาเพิ่งมาใหม่ คงยังไม่รู้จักข้า ข้าแซ่ฮวา บ้านอยู่ที่ตรอกเฉียวสุ่ย เจ้าเรียกข้าว่าป้าฮวาก็ได้”

            ถึงแม้ว่าหวาชิงเสวี่ยจะไม่เข้าใจสถานการณ์เท่าไรนักแต่ก็ยังคงเรียกตาม “สวัสดีเจ้าค่ะป้าฮวา”

            ป้าฮวายิ้มแล้วกล่าวว่า“แม่นางหวารูปร่างหน้าตาช่างงดงามจริงๆ คงหาผู้ที่สวยกว่าแม่นางหวาได้ยากในเมืองผานสุ่ยแห่งนี้ยิ่งไปกว่านั้นยังมีนิสัยที่ดีอีกด้วย ข้าเห็นแม่นางหวาแล้วก็ชอบจากใจจริง โอ้ย สาวงามเช่นนี้ต่อให้ถือโคมไฟออกตามหาสิบถนนก็หาไม่ได้!”

            หวาชิงเสวี่ยฝืนยิ้มออกมา“แฮะแฮะ ไม่ใช่หรอกเจ้าค่ะ...”

            “แม่นางหวาถ่อมตัวเกินไปแล้วตอนนี้ใครบ้างไม่รู้ว่าเมืองผานสุ่ยของเรามีเทพธิดาชงชา [1] ?รูปโฉมงดงามราวเทพธิดาบนสวรรค์!”

            อะ...อะไรนะ?

            เทพธิดาชงชา?

            หวาชิงเสวี่ยขนลุกไปทั่วตัว

            เหตุใดถึงมีข่าวลือแบบนี้ออกมา?นางรู้สึกว่ารูปร่างหน้าตาของตนเอง อย่างมากก็แค่...ผิวขาวหน่อย แล้วก็...ไม่ได้ขี้เหร่แค่นั้นเอง?

            ป้าฮวาพูดพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดมุมตาเบาๆ“พูดก็พูดนะสตรีอย่างเรานี่ ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน เห็นแม่นางหวาบอบบางงดงามราวดอกไม้เช่นนี้แต่ก่อนคงเป็นคุณหนูที่ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี ตอนนี้กลับต้องมาทำงานหนักหาเลี้ยงชีพข้าเห็นแล้วก็สงสาร”

            หวาชิงเสวี่ยยิ้มแหย

            “เฮ้อ โชคดีที่ยังสาวยังพอถ่วงเวลาได้อีกหลายปี แต่สตรีอย่างเราจะทนความลำบากเช่นนี้ไปได้สักกี่ปีกันเชียว...มีคนกล่าวไว้ว่าดอกไม้บานไม่ถึงร้อยวันแม่นางหวาอย่ารังเกียจที่ข้าเป็นยายแก่พูดมากเลย แม่นางหวาควรวางแผนอนาคตของตัวเองได้แล้ว!”

            แฮะแฮะ...

            ช่วงนี้เหตุใดถึงมีคนถามนางเรื่องแผนการในอนาคตบ่อยเหลือเกิน

            ป้าฮวาตบมือทันทีแล้วพูดว่า“อ้อ! ข้านึกออกแล้ว ตอนนี้ตรงหน้ามีคู่ที่เหมาะสมรออยู่มิใช่หรือ?!คุณชายรองของบ้านหลี่ รูปงามสง่า เหมาะสมกับแม่นางหวายิ่งนัก เป็นคู่ที่สมกันราวกับกิ่งทองใบหยก!”

            หวาชิงเสวี่ยตกตะลึงนางไม่คิดเลยว่าตนเองมาอยู่ที่เมืองผานสุ่ยได้ไม่นาน ก็มีคนมาสู่ขอนางแล้ว!

            ————————————————————————————————————

            [1]เทพธิดาชงชา (茶西施)คำเปรียบเปรยถึงหญิงสาวที่ชงชาได้งดงามและรสชาติดี เหมือนกับนางไซซี1 ใน 4 หญิงงามแห่งแผ่นดินจีน ที่ได้ชื่อว่างามเลิศ

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592