ซูเซียงยอมปล่อยมือตามคำสั่ง ทว่าสายตาจับจ้องผู้บุกรุกตลอดเวลา คนผู้นี้อาจหาญมากถึงขนาดกล้าบุกเข้ามาในจวนอ๋อง ท่านอ๋องเพิ่งเดินทางออกจากเมือง โจรก็ใจกล้าเสียแล้ว มิรู้ว่ารอดพ้นหูตาทหารรักษาความปลอดภัยในจวนมาได้อย่างไร
“เจ้าเป็นใคร?”
“เหมียนเหมียน” นางลุกขึ้นตอบ จับคอที่เคล็ดเพราะโดนกดกับพื้น บ่าวรับใช้พวกนี้แรงเยอะอย่างกับหมีควาย
“เจ้าจะบอกเพียงชื่อเหมียนเหมียน?”
“ใช่ พวกเจ้าเรียกข้าว่าเหมียนเหมียนก็พอ”
“เจ้าเข้ามาที่นี่ทำไม?”
“ข้ามาเที่ยวเล่น”
จ้าวลู่ชิงยกมือขึ้นห้ามซูเซียงที่กำลังจะจัดการกับคนที่เดินมาทิ้งก้นนั่งลงบนเก้าอี้แล้วรินชาดื่มเหมือนเป็นเรือนตนเอง
“เที่ยวเล่นในจวนอ๋อง? เจ้าเป็นใครกันแน่”
“ข้าคือบุตรบุญธรรมที่ท่านอ๋องรับเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก พ่อข้าเป็นสหายกับท่านอ๋องแต่โชคร้ายต้องจบชีวิตลงในสนามรบ ท่านอ๋องสงสารจึงรับเลี้ยงข้า”
“แม่เจ้าล่ะ”
“ท่านแม่ข้าก็เสียชีวิตแล้วเช่นเดียวกัน”
“เจ้าเป็นลูกคนเดียว” จ้าวลู่ชิงยกจอกชาขึ้นจิบ เหลือบตามองใบหน้าของฝ่ายตรงข้าม
“ข้ามีพี่ชายหนึ่งคน แต่เขาเสียชีวิตแล้ว” ก้มหน้ามองจอกชา นัยน์ตาเศร้าสร้อยกับการจากไปของคนในครอบครัว
“เจ้าอาศัยอยู่ที่ใด ข้ามาที่นี่หลายวันแล้ว ไม่เคยเจอเจ้าสักครั้ง”
“ข้าอยู่ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า”
“สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า?” ที่นี่มีสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าด้วยหรือ “พวกเขาคือบุตรของทหารกล้าที่จากไปเพราะสงครามใช่หรือไม่” จ้าวลู่ชิงลองคาดเดา
“ใช่ พวกเขาคือบุตรของผู้กล้าที่จากไปเพราะสงคราม ข้าก็เหมือนกับพวกเขาแต่แตกต่างตรงที่ท่านอ๋องรับข้าเป็นบุตรบุญธรรม”
“อืม ชีวิตเจ้าน่าสงสาร แต่เจ้าบังอาจมากที่แอบลักลอบมาในห้องระหว่างที่ข้ากำลังอาบน้ำ”
เหมียนเหมียนจับตามองกิริยางดงามของสตรีตรงหน้า
“ข้าได้กลิ่นหอม ๆ จึงอยากรู้ว่าเจ้ากำลังแช่สมุนไพรชนิดใด อีกอย่าง ข้าอยากมาทำความรู้จักกับเจ้า”
เหมียนเหมียนได้ยินว่ามีสตรีมาพักอยู่ที่จวนอ๋องนางจึงลักลอบเข้ามาเพื่อทำความรู้จัก
“อยากรู้จักข้า”
“ใช่ ข้าอยากทำความรู้จักกับเจ้า” ดวงตากลมโตเหมือนลูกกระต่ายเต็มไปด้วยความคาดหวัง
“คุณหนูเจ้าคะ เราไว้ใจนางมิได้นะเจ้าคะ” ซูเจินเอ่ยเตือนเมื่อเห็นว่าคุณหนูเหมือนจะลังเล
“พวกเจ้าไว้ใจข้าได้ หากไม่เชื่อ ไปเรียกพ่อบ้านเหามาสอบถามก็ได้”
“ซูเซียง ไปเรียกพ่อบ้านเหามา”
“เจ้าค่ะ”
เหมียนเหมียนนั่งเชิดหน้า ไม่มีทีท่าเกรงกลัวเลยสักนิด ต่อให้เรียกอีกสิบพ่อบ้านเหามานางก็มิเกรงกลัว
พ่อบ้านเหารีบมายังเรือนเหลียนฮวา เขาวิ่งจนขาแทบขวิดกัน ซูเซียงเพิ่งเคยเห็นอาการร้อนรนของพ่อบ้าน หรือว่าสตรีนางนั้นมีความสัมพันธ์ฉันท์ชายหญิงกับท่านอ๋อง
“คุณหนู” พ่อบ้านเหาทำความเคารพจ้าวลู่ชิง
“พ่อบ้านเหามาก็ดีแล้ว สตรีนางนี้ปลอมเป็นชายลักลอบเข้ามาแอบดูข้าอาบน้ำ ข้าสอบถามอยู่นานจนได้ความว่า นางเป็นบุตรบุญธรรมของท่านอ๋อง เป็นเรื่องจริงหรือไม่”
พ่อบ้านเหาเหลือบตามองสตรีที่นั่งเชิดหน้าบ่งบอกถึงความดื้อร้น
“จริงขอรับ นางเป็นบุตรบุญธรรมของท่านอ๋อง บิดาของนางคือสหายคนสนิทของท่านอ๋องที่เสียชีวิตในสงคราม ท่านอ๋องเห็นว่านางไร้ญาติขาดมิตรจึงรับเป็นบุตรบุญธรรม” พ่อบ้านเหายืนยันสถานะบุตรบุญธรรมให้กับเหมียนเหมียน
“เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เหตุใดถึงไม่อยู่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า” พ่อบ้านเหาทำสีหน้าดุดันเอ็ดเหมียนเหมียน
“ข้าอยากมาทำความรู้จักท่านแม่”
พรูดดด!!
จ้าวลู่ชิงสำลักน้ำชาจนพ่นมันออกจากปาก เหมียนเหมียนยกมือขึ้นเช็ดใบหน้าที่มีน้ำชาเปรอะเปื้อน
“เจ้าทำเกินไปแล้วนะ” เหมียนเหมียนดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำชา ทำสีหน้าไม่พอใจกับความสกปรก
“เหมียนเหมียน” พ่อบ้านเหากดเสียงต่ำเตือน “ข้าจะให้คนไปส่งเจ้าที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า”
“ข้าไม่กลับ ข้าจะอยู่กับท่านแม่” เหมียนเหมียนขยับเก้าอี้เข้าหาจ้าวลู่ชิง นางยื่นมือไปเกาะแขนคนที่นางเรียกว่าท่านแม่
“เหลวไหล” จ่าวลู่ชิงดึงมือนางออกจากแขน “ข้าคลอดเจ้าออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
“เจ้าจะมาเป็นหวังเฟย ข้าก็ต้องเรียกเจ้าว่าท่านแม่ ข้าผิดตรงไหน หรือว่าเจ้าไม่อยากยอมรับบุตรบุญธรรมเช่นข้า”
“เจ้าอย่าได้พูดจาเช่นนี้อีก คุณหนูของข้ายังมิได้ออกเรือน”
อี้หมัวมัวอยากหยิกเด็กคนนี้ให้เนื้อเขียว คุณหนูนางยังไม่ได้ออกเรือนจะมาทำลายชื่อเสียงได้อย่างไรกัน ท่านอ๋องรับบุตรบุญธรรมเหตุใดถึงไม่เคยบอกคุณหนู
อี้หมัวมัวไม่ไว้วางใจ ดรุณีผู้นี้แม้จะมีรอยด่างดำบนใบหน้า แต่ถ้าล้างหน้าออก หน้าตาคงงดงามไม่แพ้คุณหนูของตน แถมยังอยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน ถ้าเกิดว่านางหวังสูงอยากเป็นหรูเหริน [1] ขึ้นมาจะทำอย่างไร เหนือสิ่งอื่นได้ถ้านางอยากได้ตำแหน่งหวังเฟยล่ะ
“คุณหนูของพวกเจ้า หมั้นหมายกับท่านอ๋องแล้วมิใช่หรือ มิช้าก็เร็วข้าต้องเรียกนางว่าท่านแม่อยู่ดี”
“เหมียนเหมียนเจ้ากลับไปเดี๋ยวนี้” พ่อบ้านเหามีท่าทีร้อนรน ใบหน้าเต็มไปด้วยความยุ่งยาก
จ้าวลู่ชิงนั่งสังเกตการแสดงออกของพ่อบ้านประจำจวนที่มีต่อเหมียนเหมียน
“เจ้าอายุเท่าไหร่” จ้าวลู่ชิงถามถึงอายุของคนตรงหน้า
“สิบสี่”
“เจ้าลักลอบเข้ามาทางใด”
“ช่องสุนัขเข้าออก”
“ที่นี่มีสุนัขด้วยหรือ” ตั้งแต่มานางยังไม่เห็นสุนัขสักตัว
“แต่ก่อนมี เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วขอรับ” พ่อบ้านเหารีบบอก
“ท่านไปทำหน้าที่ตนเองเถอะ ถ้านางอยากอยู่ที่นี่ก็ให้นางอยู่”
ในเมื่อได้รับการยืนยันว่านางเป็นบุตรบุญธรรมของเขาจริง ๆ ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องไล่นางออกไป นางถือว่ามีสิทธิ์อยู่ในจวนแห่งนี้มากกว่าตนเสียอีก
“แต่ว่า….” พ่อบ้านเหากำลังจะพูดบางอย่างกลับถูกสายตาของเหมียนเหมียนถลึงใส่เสียก่อนจึงหุบปาก
“เจ้าทำกิริยาเช่นนี้ใส่ผู้อาวุโสไม่ใช่สิ่งที่ดี” น้ำเสียงตำหนิทำให้เหมียนเหมียนรู้ตัวว่าถูกจับได้ จึงรีบเปลี่ยนสีหน้า
“ข้าจะอยู่กับท่านแม่” ยืนยันเสียงแข็งว่าจะอยู่ที่นี่ไม่ยอมกลับสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าอย่างแน่นอน
“ท่านไปเถอะ ข้าจะดูแลนางเอง”
“ขอรับ” พ่อบ้านเหาเดินออกไปจากห้อง ยังมิวายหันกลับมามองเหมียนเหมียนด้วยความกังวลใจ
“ดูเหมือนว่าพ่อบ้านเหาจะกังวลใจกับเจ้ามากนะ”
“เขาไม่อยากให้ข้าเข้ามาอยู่ในจวนน่ะสิ” รู้สึกไม่พอใจพ่อบ้านของจวนอ๋องจึงบ่นออกไป
“เอาล่ะ นี่ก็ใกล้จะมืดค่ำแล้ว เจ้าไม่คิดกลับสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าหรือ”
“ข้ายังไม่อยากกลับ ข้าอยากค้างคืนที่นี่”
“ก่อนมาเจ้าบอกผู้ดูแลที่นั่นแล้วหรือยัง”
เหมียนเหมียนปิดปากเงียบ จะบอกได้อย่างไรว่านางลักลอบออกมาโดยไม่ได้บอกผู้ดูแล
จ้าวลู่ชิงกระซิบข้างหูซูเซียง จากนั้นซูเซียงก็รีบออกจากห้องไป
“พวกเจ้ากระซิบอันใดกัน” เหมียนเหมียนจ้องจับผิด
“ข้าให้ซูเซียงไปพบพ่อบ้านเหา เพื่อให้เขาหาคนในจวนไปบอกผู้ดูแลสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ว่ามาเจ้าอยู่ที่นี่ พวกเขาจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”
“ข้าอยู่ที่นี่ได้จริงหรือ” เหมียนเหมียนดีใจออกนอกหน้า จับมือจ้าวลู่ชิงเขย่า
“ถ้าอยากอยู่ที่นี่ ก่อนอื่นเจ้าต้องอาบน้ำก่อน ข้าไม่ชอบกลิ่นเหงื่อไคล” ใบหน้ากะดำกะด่างจากสีที่นางใช้อำพรางเนื้อแท้ มันไม่ได้ปกปิดความงดงามของนางเลยสักนิด
“ข้าขอค้างคืนกับเจ้าได้หรือไม่”
“คุณหนู!”
อี้หมัวมัวเห็นจ้าวลู่ชิงพยักหน้าจึงอยากเตือน จิตใจและความริษยาของสตรีนั้นน่ากลัว นางไม่อยากให้คุณหนูยุ่งเกี่ยวกับบุตรบุญธรรมของท่านอ๋อง
“พานางไปอาบน้ำ ห้องทางทิศตะวันตก”
“เจ้าค่ะ” อี้หมัวมัวยอมทำตามคำสั่งแม้จะไม่พอใจ “เจ้าตามข้ามา” หันไปพูดกับเหมียนเหมียนด้วยน้ำเสียงแข็งๆ
“ข้าอยากอาบน้ำกลิ่นหอม ๆ เหมือนเจ้า”
“หมัวมัวทำตามที่นางต้องการด้วย”
“เจ้าค่ะ”
เหมียนเหมียนกระโดดโลดเต้นตามหลังอี้หมัวมัวเมื่อรู้ว่าตนเองจะได้แช่น้ำสมุนไพรหอม ๆ
ซูเจินช่วยจ้าวลู่ชิงหวีผมอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยบางอย่างออกมา “พวกเราควรระวังนางเอาไว้นะเจ้าคะ” กลัวว่าคุณหนูจะสงสารเหมียนเหมียนจนละเลยความปลอดภัยของตนเอง
“ระวังนางเอาไว้ก็ดี แต่เจ้าอย่าลืมว่านางมีสิทธิ์ในจวนหลังนี้มากกว่าพวกเราเสียอีก พวกเราเป็นเพียงแขกที่มาพักอาศัยอยู่ชั่วคราว แต่นางเป็นถึงบุตรของท่านอ๋อง แม้จะเป็นบุตรบุญธรรมก็มีสิทธิ์มากกว่าคนนอกอย่างพวกเราอยู่ดี”
นางเป็นเพียงคู่หมั้น ยังไม่มีสิทธิ์ในจวนแห่งนี้ จะให้ไล่บุตรของเขาออกไปก็คงมิเหมาะสม
“แต่ดูเหมือนว่าพ่อบ้านเหาจะไม่อยากให้นางมาอยู่ที่นี่นะเจ้าคะ” ซูเจินเห็นความลำบากใจของพ่อบ้านจวนอ๋องแล้ว รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ถูกปิดบัง
“พ่อบ้านเหายังไม่มีสิทธิ์ในจวนหลังนี้เทียบเท่านาง ต่อให้ลำบากใจก็ทำอันใดไม่ได้”
“ให้นางไปอยู่เรือนอื่นดีหรือไม่เจ้าคะ” ซูเจินเกรงว่าเหมียนเหมียนจะมาสร้างความเดือดร้อนให้จ้าวลู่ชิง
“เจ้าอย่าได้กังวล นางอยากอยู่ที่ไหนก็ให้นางอยู่ไป” จ้าวลู่ชิงก้มหน้าอ่านตำราการปรุงยาพิษที่ได้มาจากการตรวจค้นเรือนของจื่อเหยี่ยน
ซูเจินหยุดพูด หวีผมอย่างเงียบ ๆ เมื่อเห็นคุณหนูจดจ่ออยู่กับตำรา นางคงต้องจับตาดูบุตรบุญธรรมของท่านอ๋องให้ดี
เพื่อความปลอดภัยของคุณหนูแล้ว นางจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด
[1] พระชายารอง