ภายในถ้ำใต้หน้าผาลูซี่กำลังนั่งเฝ้าระวังน้องสาวทั้งสองไม่ให้ก่อหายนะอะไรขึ้นมา เดซี่ดูจะสนใจวงแหวนเวทย์มนต์ที่เออร์วินเขียนไว้บนผนัง เธอเอาแต่มองมันซ้ำไปซ้ำมาบางครั้งก็เอานิ้วขีดเขียนกับพื้นตาม ส่วนลิลลี่นั้นวิ่งไปวิ่งมาอย่างไม่อยู่สุข ทำให้ลูซี่เกือบหัวใจวายหลายครั้งที่เห็นว่าลิลลี่มีทีท่าจะวิ่งไปที่เครื่องสร้างดินขับ แต่ก่อนที่ลูซี่จะตะโกนยับยั้งลิลลี่ก็เปลี่ยนทิศทางไปเล่นที่อื่น
แม้ว่าเธอจะกลุ้มใจแต่อีกใจหนึ่งเธอก็รู้สึกดีใจที่ในที่สุดเธอก็พ้นจากสถานะการเป็นเครื่องบำบัดความใคร่ หญิงสาวที่มีร่างกายพิการยังนอนหลับโดยไม่มีทีท่าว่าจะตื่น ทุกครั้งที่ลูซี่มองไปที่หญิงสาวนางนั้นแล้วก็จะรู้สึกขอบคุณเรเวนที่เป็นคนช่วยพาเธอให้หลุดพ้นจากนรก ถ้าไม่อย่างนั้นคงมีสักวันที่เธอมีสภาพไม่ต่างไปจากผู้หญิงคนนี้
“อือ...” เสียงร้องของสตรีที่หลับใหลปลุกลูซี่ให้ออกจากห้วงความคิด เธอรีบหันไปมองพบว่าอีกฝ่ายกำลังลืมตาขึ้นช้า ๆ เดซี่ที่กำลังขีดเขียนบนพื้นกับลิลลี่ที่กำลังต่อสู้กับศัตรูในจินตนาการต่างพากันหยุดนิ่งหันไปมองหญิงสาวที่กำลังฟื้นคืนสติช้า ๆ ทั้งเดซี่และลิลลี่ต่างเข้าไปมุงรอบผู้หญิงคนนั้นด้วยความห่วงใย
แสงแรกเริ่มเล็ดลอดเข้ามาในดวงตาทีละนิด เปลือกตาที่หนักอึ้งเริ่มเปิดออกทีละน้อยจนในที่สุดก็ได้เห็นดวงตาสามคู่จ้องมองมาที่เธอ เจ้าของดวงตาทั้งสามต่างมีหูสุนัขอยู่บนหัวแววตาของพวกเธอเต็มไปด้วยความกังวลและความห่วงใย
“พวกเธอ...” เธอถามอย่างอ่อนแรง
“ฉันลูซี่ส่วนพวกเธอคือน้องสาวของฉัน”
“เดซี่ค่ะ”
“ลิลลี่”
ผู้หญิงคนนั้นพยายามที่จะฝืนขึ้นมานั่งอย่างยากลำบากเพราะแขนข้างหนึ่งขาดตั้งแต่ข้อศอกลงมา ส่วนขาอีกข้างก็ขาดตั้งแต่เข่าลงมา ลูซี่ที่เห็นดังนั้นจึงเข้าไปช่วยประคองเธอให้ขึ้นมานั่งได้สำเร็จ เธอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ อย่างแปลกใจ เพราะเธอเพิ่งพบว่าเธอนั้นไม่ได้อยู่ในที่มืด ๆ ที่เต็มไปด้วยเครื่องมือทรมานอันแสนจะวิปริต แต่กลับมาอยู่ในห้อง ๆ หนึ่งที่ดูคล้ายถ้ำ ตามผนังจะมีวงแหวนเวทย์มนต์เขียนไว้ มุมหนึ่งมีโต๊ะกับเก้าอี้บนโต๊ะมีกระดาษและแฟ้มมากมายวางไว้อย่างเป็นระเบียบ อีกมุมหนึ่งมีเครื่องมือประหลาดตั้งอยู่
“ที่นี่...”
“เป็นถ้ำใต้หน้าผาน่ะ”
“ถ้ำ?”
“ฉันเองก็ไม่รู้หรอกว่าที่นี่ที่ไหนรู้แค่ว่าพวกเราถูกช่วยและพามาที่นี่แค่นั้น”
“ถูกช่วย” ผู้หญิงคนนั้นคล้ายจะนึกอะไรบางอย่างออก เธอจำได้ลาง ๆ ว่าขณะที่เธอรู้สึกเจ็บปวดทรมานนั้นได้มีเสียงหนึ่งพูดอย่างอ่อนโยนว่า ไม่เป็นไรแล้ว ไม่ต้องกลัว จะไม่ทำร้าย ซ้ำ ๆ เธอจำได้ว่าเสียงนั้นช่างอ่อนโยนจนเธอรู้สึกสงบ
“ใช่แล้วล่ะเธอได้รับการช่วยเหลือแล้วไม่มีอะไรต้องกังวลหรอกนะ” ลูซี่ปลอบใจเธอ
ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเพียงนั่งอย่างสงบแค่นั้น เงาในด้านหนึ่งของถ้ำลิลิธกับเออร์วินโผล่ออกมาจากเงานั้นในท่าที่ลิลิธกอดเออร์วินไว้แนบแน่นจากทางด้านหลัง หน้าอกอวบอิ่มของเธอแนบชิดกับหลังศีรษะของเออร์วินจนผิดรูป ในมือของเออร์วินถือห่อกระดาษขนาดใหญ่ เมื่อพ้นจากเงาแล้วเออร์วินก็รีบผละจากอกอวบอิ่มคู่นั้นหันไปถามทั้งที่หน้าแดงไปทั้งใบหน้า
“พี่สาวครับจำเป็นต้องแนบชิดขนาดนี้เลยเหรอครับ”
เรเวนตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า
“จำเป็นสิเพื่อให้แน่ใจว่าฉันสามารถพาเธอมาได้อย่างปลอดภัยไงล่ะ”
เออร์วินเถียงไม่ออกหันไปเห็นลูซี่ ลิลลี่ เดซี่ รวมทั้งผู้หญิงคนนั้นที่ฟื้นคืนสติแล้วมองพวกเขาเป็นตาเดียว เขาก็ได้แต่ทำหน้าเจื่อนแต่ยังได้ยินลิลลี่พูดว่า
“คนโรคจิต”
เออร์วินทำเป็นไม่ได้ยินแต่กลับพุ่งความสนใจไปที่ผู้หญิงที่มีร่างกายพิการคนนั้น เดินไปหาเธอถามว่า
“อ๊ะ! นี่คุณฟื้นแล้วเหรอครับ”
ผู้หญิงคนนั้นจ้องหน้าเออร์วินอย่างเหม่อลอยถามว่า
“คุณคือ...”
ทันทีที่ได้ยินผู้หญิงคนนั้นถามออกมาพวกลูซี่สามพี่น้องก็มองเออร์วินเป็นตาเดียวเพราะพวกเธอก็ยังไม่ทราบชื่อของเออร์วินเช่นกัน
เออร์วินทาบฝ่ามือที่อกซ้ายก่อนจะโค้งกายแนะนำตัวว่า
“ยินดีที่ได้รู้จักครับผมเจ้าชายเออร์วิน ไพร์ล็อกครับ”
ลูซี่กับน้องสาวทั้งสองต่างทำหน้าตกใจเพราะไม่นึกว่าเด็กผู้ชายคนนี้จะเป็นเจ้าชายคนหนึ่ง โดยเฉพาะลิลลี่ที่เคยเรียกเขาว่าคนโรคจิตไปหลายที
“เจ้าชายขยะ?”
ผู้หญิงคนนั้นพูดขึ้นอย่างลืมตัวก่อนจะพบว่าคำพูดของตนไม่ถูกต้อง จึงรู้สึกหวาดกลัวว่าเออร์วินจะทำกับตนเช่นเดียวกับดอน โกเบอร์ จึงรีบจะขอโทษ แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้กล่าวคำขอโทษ เออร์วินก็ยิ้มให้เธอบอกว่า
“ครับเจ้าชายขยะครับ”
ผู้หญิงคนนั้นนิ่งไปทันทีไม่นึกว่าเออร์วินจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ เออร์วินก็ถามเธออีกว่า
“ไม่ทราบว่าคุณคือ...”
ผู้หญิงคนนั้นนิ่งไปก่อนจะตอบว่า
“โซอี้...”
เออร์วินพยักหน้ารับทราบก่อนจะบอกพวกเธอว่า
“ผมแจ้งท่านแม่แล้วนะครับและท่านก็อนุญาตแล้ว”
ลูซี่ถามเออร์วินว่า
“เรื่องที่จะรับพวกเราเป็นสาวใช้ส่วนตัวน่ะเหรอเพคะ”
เออร์วินยิ้มให้เธอก่อนจะพูดว่า
“พูดแบบปกติธรรมดาก็ได้นะครับพอดีผมไม่ค่อยชอบอะไรที่พิธีรีตองเท่าไหร่นัก แล้วก็ใช่ครับท่านแม่อนุญาตแล้วครับ”
ลูซี่ถามอย่างลังเล
“แม้ว่าพวกเราจะเป็นเผ่ามารหูสัตว์?” เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พวกเธอกังวลมาโดยตลอด เพราะเผ่ามนุษย์กับเผ่ามารมักทำสงครามรบพุ่งกันมาโดยตลอด แม้ว่าเธอจะเริ่มลดความระแวงที่เออร์วินอาจจะคิดร้ายต่อพวกเธอเพราะเขาเป็นคนปลดปล่อยพวกเธอจากการเป็นทาสแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าครอบครัวของเขาจะเป็นเช่นเดียวกัน
“ใช่ครับ ท่านแม่บอกว่าไม่เป็นปัญหา”
ลูซี่พยักหน้าแม้ว่าเธอจะยังไม่เชื่อใจร้อยเปอร์เซ็นต์แต่พวกเธอก็ไม่มีทางเลือกมากนักเออร์วินก็วางถุงกระดาษลงหยิบชามออกมาสี่ใบบอกกับพวกเธอว่า
“แต่ก่อนอื่นขึ้นไปข้างบนทานอาหารกันก่อนดีกว่านะครับ”
แล้วเออร์วินก็หยิบห่อกระปุกออกมาเทบางอย่างลงในชาม ทั้งสี่คนรวมทั้งเรเวนมองของในชามอย่างสนใจเรเวนถามขึ้นว่า
“นี่คือ?”
“เรียกว่าซีเรียลครับ เป็นอาหารเช้าแบบสำเร็จรูปซึ่งเหมาะกับคนที่มีร่างกายอยู่ในภาวะขาดอาหารอย่างพวกเธอครับ”
พูดจบเออร์วินก็หยิบขวดนมออกมาแล้วเทนมลงในชาม ทันใดนั้นของในชามแต่ละชามก็ดูน่าทานขึ้นมาทันที จนเดซี่กับลิลลี่ตาเป็นประกาย เขาหยิบช้อนออกมาส่งคู่กับชามให้ลูซี่ก่อน เธอรับมาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ก่อนจะตักซีเรียลที่แช่ในนมขึ้นมาทาน ตาของเธอก็เป็นประกายทันที เออร์วินส่งอีกสองชามให้ลิลลี่กับเดซี่ ทั้งสองก็รับมาก่อนจะเริ่มทาน ส่วนชามสุดท้ายเขาถือแล้วเดินไปหาโซอี้
“ทานนี่ก่อนนะครับจะได้มีแรง”
โซอี้ยื่นมือที่เหลืออยู่ข้างเดียวรับถ้วยโดยมีเออร์วินช่วยประคองให้วางไว้บนพื้น โซอี้จ้องมองซีเรียลสีเหลืองที่ลอยอยู่ท่ามกลางนมสีขาว ก่อนจะตักขึ้นมาทานหนึ่งครั้งทันใดนั้นเธอก็หยุดชะงักก่อนที่น้ำตาของเธอจะไหลออกมา เธอก้มหน้าลงพูดว่า
“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณค่ะ ขอบคุณค่ะ...”
เธอพูดขอบคุณซ้ำไปซ้ำมาทั้งน้ำตาชีวิตที่เหมือนอยู่ในขุมนรก ต้องตกเป็นเครื่องเล่นของบุรุษที่แสดงพฤติกรรมไม่ต่างจากเดรัจฉานเห็นความเจ็บปวดของเธอเป็นเพียงเรื่องสนุก เธอคิดว่าชาตินี้เธอคงไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีกแล้วและคงต้องตายอยู่ในที่โสมมนั่นเป็นแน่ แต่ไม่นึกเลยว่าเธอจะได้รับความช่วยเหลือ
“คนที่คุณต้องขอบคุณไม่ใช่ผมหรอกครับแต่เป็นเธอต่างหาก”
เออร์วินพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มพลางชี้นิ้วโป้งไปที่เรเวนซึ่งกำลังสนใจซีเรียลอยู่ด้านหลัง โซอี้มองตามด้วยความสงสัยเออร์วินอธิบายว่า
“เธอเป็นสาวใช้ส่วนตัวของผมน่ะครับ แล้วก็เป็นคนสังหารดอน โกเบอร์ แล้วก็พาตัวคุณมาที่นี่”
คำพูดของเออร์วินทำให้โซอี้ตาโต ไม่เพียงแค่โซอี้แม้แต่ลูซี่เองก็ด้วย เธอมองไปที่เรเวนในชุดสาวใช้ด้วยสายตาที่ยากจะเชื่อ
“เธอคนนี้สังหารดอน?” โซอี้ถามเพื่อความแน่ใจ
“ใช่ครับแล้วก็เป็นหัวหน้าของคุณด้วย”
“หัวหน้า?”
“เพราะจากนี้ไปพวกคุณจะมาเป็นสาวใช้ส่วนตัวของผมครับ และเธอก็เป็นหัวหน้าพวกคุณครับ”
“สาวใช้ส่วนตัว?” โซอี้ถามอย่างสงสัย แน่นอนว่าเธอย่อมรู้จักว่าสาวใช้ส่วนตัวคืออะไรแต่ร่างกายของเธอในตอนนี้นั้น โซอี้มองท่อนแขนซ้ายที่พิการตามด้วยขาขวาที่ไม่ต่างกัน หนำซ้ำตาของเธอยังบอด ก่อนที่เธอจะได้คิดอะไรเออร์วินก็พูดขึ้น
“ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับเพราะคุณจะกลับมาเดินได้อีกครั้งแน่นอนผมสัญญา”
โซอี้เงยหน้าจ้องมองเด็กชายเห็นเขายิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน เธอคิดว่าเขาพูดเพียงเพื่อต้องการปลอบใจเธอ แต่เมื่อได้เห็นรอยยิ้มของเขาก็ไม่สะดวกจะฉีกหน้าจึงพยักหน้าตอบรับ
“ค่ะฉันเชื่อคุณค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นทานอาหารก่อนนะครับจะได้กลับมาแข็งแรงโดยเร็ว”
โซอี้รับคำก่อนจะพูดอีกว่า
“คะ คือว่า ขอโทษนะคะ”
“ครับ?”
“ที่เรียกคุณว่าเจ้าชายขยะ”
โซอี้พูดอย่างแผ่วเบาเพราะกลัวว่านั่นคือการจี้ใจดำเด็กชาย แต่เออร์วินกลับยิ้มให้เธอ
“เรื่องเล็กน้อยน่ะผมไม่ใส่ใจหรอกเพราะใคร ๆ เขาก็พูดกันถึงไม่พูดต่อหน้าก็พูดลับหลัง ไม่ต้องคิดมากหรอกครับ”
โซอี้รับคำแล้วเริ่มทานซีเรียลต่ออย่างว่าง่าย แม้ว่านี่จะเป็นเพียงซีเรียลธรรมดาแต่สำหรับเธอแล้วนี่เป็นอาหารที่แสนจะเลิศรส เพราะนั่นคือหลักฐานที่บ่งบอกว่าเธอได้หลุดพ้นจากนรกขุมนั้นแล้วและยังมีชีวิตอยู่ และนี่ยังเป็นอาหารจริง ๆ มื้อแรกที่เธอได้ทานไม่ใช่น้ำสีขาวขุ่นที่พวกนั้นหลั่งออกมา โซอี้จดจำรสชาติที่เธอได้ทานทุกคำขึ้นใจ และรสชาติของอาหารมื้อนี้จะเป็นสิ่งที่เธอจดจำไปตลอดชีวิต
เออร์วินมองโซอี้ทานอาหารอย่างเงียบ ๆ เขาไม่ได้พูดอะไร นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเอาอาหารจากโลกเดิมมาให้ผู้คนในโลกนี้ทาน แล้วทุกคนต่างชื่นชอบและมีความสุขกับอาหารเหล่านั้น จนหลายคนต่างพากันคิดว่าเขาเป็นอัจฉริยะในการทำอาหาร ทว่าแท้จริงแล้วเขาก็แค่หลงใหลในสิ่งที่เรียกว่าอาหารเท่านั้น เพราะอาหารเป็นสิ่งที่เขาหลงใหลอีกอย่างคือดนตรี
ความหลงใหลของเออร์วินมันเริ่มจากวันนั้น เป็นเวลาหลายวันที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์วิจัย และก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้เผชิญโลกกว้าง เขาพบว่าสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ในศูนย์วิจัยนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วนแต่เขากลับไม่รู้ว่าจะนำสิ่งเหล่านั้นมาปรับใช้ยังไง เป็นเวลาหลายวันที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องจนในที่สุดเขาก็หมดแรงลงข้างถนนด้วยความหิวโหย
แต่แล้วก็มีเรื่องไม่คาดฝันขึ้นเมื่อเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่แต่งตัวกระโปรงวันพีซลายสกอตสีแดงผมผูกโบริบบิ้นสีขาว เธอเดินมาหาเขาพร้อมกับยื่นขนมปังก้อนหนึ่งให้เขา เธอพูดกับเขาว่า ‘กินสิ’ และนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้เจอกับเธอ เจนนา ผู้หญิงที่บอกกับเขาว่าเธอจะเป็นเจ้าสาวให้เขา
เออร์วินรับขนมปังก้อนนั้นมาแล้วก็เริ่มกินทั้งที่มันทั้งแข็ง จืดชืดไร้รสชาติ แต่สำหรับเออร์วินที่ได้กินแต่ยามาทั้งชีวิตในสมัยตอนอยู่ศูนย์วิจัย ขนมปังก้อนนี้เป็นขนมปังที่อร่อยที่สุดในชีวิตเขา เป็นสิ่งที่เขาเรียกได้เต็มปากว่าอาหาร และยังเป็นรสชาติที่เขาจะไม่มีวันลืมอีกเลยตลอดชีวิต หลังจากนั้นอาหารก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เขาหลงใหลมาโดยตลอดเพราะเขามองว่าอาหารเป็นหนึ่งในสิ่งที่บ่งบอกว่าเขาเป็นมนุษย์ไม่ใช่อาวุธ
ขณะที่เออร์วินกำลังนึกถึงเรื่องราวในชาติก่อนก็มีคนสะกิดที่ไหล่เขา พอหันไปมองก็พบว่าเป็นเรเวนที่ในมือยังคงถือกระปุกใส่ซีเรียลอยู่ เรเวนถามว่า
“ยังมีจานเหลืออยู่ไหม?”
เออร์วินมองหน้าเธอด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกก่อนจะพูดว่า
“สักครู่นะครับ”
แล้วเออร์วินก็เปิดถุงมิติเทียมออกมา เรเวนมองถุงมิติเทียมของเขาก็บอกว่า
“ไม่อยากจะเชื่อเลยนะว่าเธอจะไม่ได้เป็นคนของสมาคมการค้าไครอส คงไม่มีใครเชื่อแน่ว่านอกจากพวกนั้นแล้วยังมีเด็กสิบขวบที่ไม่เพียงแต่ครอบครองถุงมิติแต่ยังสร้างมันด้วย ถ้าเธอป่าวประกาศเรื่องนี้ออกไปล่ะฉันมั่นใจว่าคงไม่มีใครเรียกเธอว่าเจ้าชายขยะแน่”
“ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับเพราะว่านี่คือเผือกร้อนดี ๆ นี่เอง”
“เผือกร้อน?”
“ถุงผ้าขนาดเล็กที่สามารถบรรจุของได้มากมายคนที่ต้องการมันไม่ได้มีแค่พ่อค้านี่ครับ ถ้าเรื่องนี้ถูกประกาศออกไปล่ะก็ตราบใดที่ผมยังอยู่ที่นี่เมืองไพร์ล็อกคงไม่มีทางสงบสุขแน่ เพราะถุงมิติเทียมมีค่าก็จริงแต่ที่มีค่ายิ่งกว่าคือเด็กสิบขวบอย่างผมที่สร้างมันได้ และด้วยกำลังของไพร์ล็อกนั้นไม่มีทางปกป้องผมได้แน่”
เรเวนมองหน้าเออร์วินเป็นอีกครั้งที่เธอรู้สึกว่าเด็กคนนี้ไม่สมวัยจริง ๆ ทั้งความรู้ความสามารถและโดยเฉพาะความรอบคอบ ถ้าเป็นเด็กทั่วไปคงป่าวประกาศเรื่องนี้ไปทั่วเพราะอยากได้ชื่อเสียงคำชมและการยอมรับจากคนอื่น
“เธอนี่รอบคอบจังนะ” เรเวนพูดขึ้นก่อนทำท่ากอดอกแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้เขาแล้วยิ้มพลางพูดต่อว่า “แล้วถ้าฉันเอาเรื่องนี้ไปเป็นข้อแลกเปลี่ยนในการขอความช่วยเหลือการล้างแค้นล่ะก็ทุกอย่างก็จะง่ายสำหรับฉันสินะ”
เออร์วินยื่นหน้าของเขาเข้าไปใกล้เธอจนหน้าของเขากับเธออยู่ห่างกันไม่ถึงฟุต เขายิ้มเหมือนปกติพูดกับเธอว่า
“แล้วถ้าผมป่าวประกาศไปว่า เรเวน แบล็กวิง ยังมีชีวิตอยู่และเธออยู่ที่นี่คิดว่าศัตรูของพี่สาวจะทำยังไงล่ะครับ”
เรเวนพูดทั้งที่ยิ้มว่า
“เมืองบ้านนอกที่อยู่สุดขอบทวีปอย่างนี้เขาไม่ถ่อมาหรอก”
เออร์วินก็พูดทั้งที่ยิ้มว่า
“ก็ไม่แน่นะครับถ้าคนที่ต้องการฆ่าเขาคือคนที่เวทย์ประจำตระกูลเหมาะแก่การลอบสังหารเนี่ยยิ่งตัดไฟแต่ต้นลมได้ก็ยิ่งดีนี่ครับ หรือถ้าเขาไม่ถ่อมาจริง ๆ ก็สามารถวางแผนรับมือได้แล้วการล้างแค้นของพี่สาวก็จะยากขึ้นไปอีก”
ทั้งคู่สบตาแล้วยิ้มให้กันแต่กลับไม่ได้พูดอะไรออกมาโดยที่ไม่รู้เลยว่าตอนนี้กำลังมีสายตาสี่คู่จ้องมองมาที่ทั้งสอง เดซี่อดไม่ได้ที่จะถามว่า
“คือว่า...ทั้งสองคนเป็นคนรักกันเหรอคะ”
สิ้นคำถามของเดซี่เออร์วินกับเรเวนก็พูดพร้อมกันว่า
“ไม่ใช่ครับ”
“ไม่ใช่”
พอเห็นทั้งคู่ปฏิเสธเดซี่ก็อุทาน
“เอ๋!?”
ทั้งสองจ้องตาและยิ้มให้กันพักหนึ่งก่อนที่เออร์วินหยิบชามใบหนึ่งกับช้อนหนึ่งคันออกมาจากถุงมิติเทียม ยื่นชามกับช้อนให้เรเวนก็รับมันไว้แล้วหันไปเทซีเรียลลงในชาม
เออร์วินมองภาพนั้นแล้วก็อมยิ้มออกมา แม้จะรู้จักกันมาได้สองวันแต่เออร์วินก็พอจะรู้ว่าเรเวนนั้นเปลือกนอกอาจดูเป็นคนเข้าหาได้ยาก เพราะเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ชอบการเม้าท์มอยจับกลุ่มคุยเหมือนผู้หญิงทั่วไป และที่สำคัญเธอยังเป็นผู้หญิงที่ยิ้มยาก แต่เนื้อแท้แล้วเธอเป็นผู้หญิงที่จิตใจอ่อนโยน ดูจากการที่เธอพาทั้งสี่คนมาที่นี่ก็พอบอกได้ ที่เรเวนช่วยโซอี้เพราะว่าตอนนั้นเธอพลังชีวิตเริ่มจะมอดดับลงทุกที ส่วนที่ช่วยชีวิตสามพี่น้องเผ่ามารหูสัตว์เพราะหากปล่อยให้คนของทางการตรวจค้นตามแผนของเออร์วินล่ะก็ ด้วยค่านิยมที่มองเผ่ามารเป็นศัตรูทั้งสามคนคงถูกปฏิบัติเหมือนเป็นสิ่งของจนอยู่สู้ตายเป็นแน่
เออร์วินนึกถึงรอยยิ้มของเรเวนที่เขาได้เห็นไม่รู้ทำไมใจของเขาถึงได้เต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะ เขาพบว่าเดิมทีเรเวนก็เป็นผู้หญิงที่สวยมากอยู่แล้วแต่เมื่อเธอยิ้มกลับดูสวยขึ้นเป็นกอง เขาส่ายศีรษะบอกกับตัวเองเกี่ยวกับการเต้นของหัวใจว่า
‘เป็นแค่ปฏิกิริยาทางเคมี เป็นแค่ปฏิกิริยาทางเคมีเท่านั้น.. ใช่แล้ว เป็นแค่ปฏิกิริยาทางเคมี ความรักอะไรนั่นมันก็แค่เป็นแค่ปฏิกิริยาทางเคมี’
หลังจากที่เทนมแล้วเรเวนก็เริ่มทานซีเรียล ที่เธอพูดว่าจะเปิดเผยเรื่องที่เออร์วินสร้างถุงมิติเทียมได้นั้นเธอไม่ได้คิดที่จะทำจริง เธอก็แค่อยากแกล้งอีกฝ่ายให้ตกใจเล่นเท่านั้น สาเหตุที่เธอไม่คิดจะทำอย่างนั้นจริง ๆ นั้นเพราะสามัญสำนึกของเธอบอกว่าอย่าได้เป็นศัตรูกับราชินีเอลิเซียเป็นอันขาด เรเวนมั่นใจว่าถ้าเออร์วินเป็นอะไรไปโดยมีเธอเป็นต้นเหตุล่ะก็เธอคงไม่ได้ตายดีแน่
และสาเหตุอีกอย่างก็คือเธอเองก็อยากรู้ว่าในฐานะคนที่เกิดมาแล้วไร้พลังแต่ปรารถนาที่จะทำอะไรสักอย่างนั้นจะไปได้ไกลแค่ไหน แม้เออร์วินจะบอกเธอว่าที่เขาต้องการทำคือการปฏิรูปเมืองไพร์ล็อก แต่เธอเชื่อว่าเป้าหมายของเด็กชายไม่จบแค่นั้นแน่และนั่นคือสิ่งที่เธออยากเห็นว่าปลายทางของคนไร้พลังคนนี้จะทำอะไรได้บ้างในโลกที่ยึดถือเวทย์มนต์ว่าคือทุกสิ่งอย่างทวีปอาร์เคนัส