บทที่ 6 ดวงดาวที่ซ่อนเร้น
โถงประชุมาุโเงียบสงัดหลังจากผู้าุโทั้งห้าลุกออกไปตามคำสั่งของเฉาหลินหยวน ประตูไม้สนปิดลงช้า ๆ เสียงฝีเท้าค่อย ๆ จางหายไปในระเบียงยาว ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดและความเงียบที่หนักอึ้ง
เฉาหลินหยวนนั่งนิ่งอยู่คนเดียวบนเก้าอี้หัวโต๊ะ มือทั้งสองวางพักบนที่พักแขน ดวงตาหลับสนิท แต่ใบหน้าที่งดงามราวเทพเซียนกลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่ไม่อาจปกปิด
ความหนักอึ้งที่ต้องแบกรับชะตากรรมของคนทั้งตระกูลไว้บนบ่าของตนเพียงคนเดียว... มันหนักสาหัสยิ่งกว่าการทะลวงขั้นจินตันเสียอีก
เขาถอนหายใจยาวช้า ๆ เสียงแ่เบาดังก้องในโถงว่างเปล่า
“สิบสองปี... ตระกูลเฉาผ่านอะไรมาบ้าง...”
ในใจของเขาเข้าใจดี แม้การตัดสินใจของผู้าุโจะผิดมหันต์ที่ไล่ลูกหลานสาขาย่อยออกไป แต่ในยามวิกฤตที่ตระกูลใกล้ล่มสลาย... การรักษาสายเืหลักไว้บ้างก็ยังดีกว่าดับสูญทั้งหมด หากตระกูลหลักล้มลงจริง สายเืเฉาที่กระจัดกระจายอยู่นอกกำแพงก็ยังพอมีหวังจะฟื้นคืนในวันหนึ่ง
แต่ตอนนี้... มีเขาแล้ว และมีระบบประมุขตระกูล์แล้ว
เฉาหลินหยวนหลับตาลง เรียกหน้าจอโฮโลแกรมสีฟ้าออกมาในห้วงจิติญญา
[ภารกิจแรก: ดวงดาวที่หายไป]
คำอธิบาย: ใช้เนตรสัพพัญญูสำรวจศักยภาพโดยกำเนิดของสมาชิกตระกูลที่เหลืออยู่ทั้งหมด ค้นหาผู้ที่มีศักยภาพระดับสีดำขึ้นไปอย่างน้อย 1 คน
รางวัล: โชควาสนาตระกูล +500, โอสถชำระชีพจรปราณระดับสาม 10 ขวด, โอสถชำระไขกระดูกระดับสี่ 5 ขวด, สุ่มเคล็ดวิชาวรยุทธพิภพ 1 เล่ม
โทษล้มเหลว: โชควาสนาตระกูล -300, ความสามัคคีในตระกูลลดลงอย่างถาวร
[ภารกิจที่สอง: สายเืที่หวนคืน]
คำอธิบาย: เรียกสมาชิกที่ถูกปลดออกไปกลับคืนตระกูลอย่างน้อย 2,000 คน ภายใน 1 ปี
รางวัล: โชควาสนาตระกูล +1,000, สุ่มโอสถระดับสูง 3 ขวด, ความสามัคคีตระกูลเพิ่มขึ้นอย่างถาวร
โทษล้มเหลว: โชควาสนาตระกูล -800, มีโอกาสสูงที่อัจฉริยะที่ถูกทิ้งไปจะกลายเป็ศัตรูในอนาคต!
เขาส่ายหน้าช้า ๆ
ศักยภาพระดับสีดำ... เทียบได้กับศิษย์ชั้นยอดสุดของสำนักใหญ่ ๆ หรือแม้แต่ศิษย์เอกของห้าสำนักใหญ่ในอาณาจักรเทียนเหอ
ด้วยโชควาสนาตระกูลเพียง 793 ในปัจจุบัน โอกาสที่จะเกิดอัจฉริยะระดับนี้ในสมาชิกเพียงสี่พันกว่าคน... น้อยยิ่งกว่าน้อย หนึ่งในหมื่น หรืออาจจะหนึ่งในแสน
ก่อนหน้านี้ระหว่างทางมาห้องประชุม เขาเคยใช้เนตรสัพพัญญูสำรวจลูกหลานสายตรงในเขตตระกูลหลักแบบคร่าว ๆ ผลที่ได้มีเพียงศักยภาพระดับสีม่วงห้าหรือหกคนเท่านั้น ไม่มีแม้แต่สีดำสักคน
“การสูญเสียสมาชิกกว่าครึ่ง... ในขณะที่มีระบบที่เน้นการบ่มเพาะคนในตระกูลเช่นนี้... เหมือนตัดแขนขาตัวเองทิ้งจริง ๆ”
เฉาหลินหยวนสูดหายใจลึก พลังปราณจินตันไหลเวียนไปรวมที่ดวงตาทั้งสองข้าง แสงสีทองจาง ๆ เปล่งวาบขึ้นในเบ้าตา
“เนตรสัพพัญญู... เปิด!”
ในชั่วพริบตา กระแสข้อมูลมหาศาลนับพันสายพุ่งเข้ามาในสมองของเขา
ชื่อ อายุ ระดับการบ่มเพาะ รากิญญา พร์... และที่สำคัญที่สุดคือ “ศักยภาพการเติบโตในอนาคต”
การใช้เนตรสัพพัญญูกับคนทั้งตระกูลสี่พันกว่าคนในคราวเดียว... แม้แต่ผู้ฝึกตนจินตัน่ต้นอย่างเขาก็ต้องใช้พลังปราณมากกว่าแปดส่วน อากาศรอบกายสั่นะเืเบา ๆ เหงื่อผุดขึ้นที่หน้าผาก
แต่เขาไม่สนใจ เขากรองข้อมูลอย่างรวดเร็ว เน้นย้ำเพียงคำว่า “สีดำ”
หนึ่งวินาที... สองวินาที... สิบวินาที...
ในที่สุด!
แสงสีดำสนิทวาบขึ้นในห้วงจิติญญาของเขาเพียงจุดเดียว
“พบแล้ว...”
เฉาหลินหยวนคลี่ยิ้มแ่บาง ดวงตาเปล่งประกายแห่งความหวัง
เพียงพริบตา ร่างของเขาหายวับไปจากโถงประชุมราวกับภูติผี
ผู้ฝึกตนระดับจินตัน... การเคลื่อนไหวรวดเร็วดุจสายลม การขยับเพียงก้าวเดียวสามารถหายไปได้หลายสิบลี้
เพียงไม่กี่อึดใจ เฉาหลินหยวนก็มาปรากฏตัวเงียบ ๆ บนหลังคาเรือนเก่าแก่แห่งหนึ่งในเขตสาขารองที่เงียบสงบและทรุดโทรม หลังคากระเบื้องแตกร้าวปกคลุมด้วยเถาวัลย์แห้งกร้าน ผนังไม้สนสีเข้มที่เคยสง่างามบัดนี้เต็มไปด้วยรอยแตกลายงาและคราบฝุ่นหนา บรรยากาศรอบเรือนไม้เต็มไปด้วยความเหงาและถูกทอดทิ้ง
คล้ายกับส่วนหนึ่งของตระกูลที่ถูกมองข้ามมานานปี ลมยามค่ำคืนพัดเบา ๆ พาเอาความเย็นะเืจากูเารอบเมืองหย่งหนิงเข้ามา ทำให้ใบไม้แห้งร่วงหล่นลงพื้นกรอบแกรบ
เบื้องล่าง ลานฝึกตนเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวและวัชพืชขึ้นรกชัฏ เด็กหนุ่มวัยราวสิบห้าสิบหกปีคนหนึ่งกำลังฝึกวรยุทธพื้นฐานอย่างขยันขันแข็งโดยไม่สนใจความมืดมิดรอบกาย
รูปร่างของเด็กหนุ่มผู้นี้เพรียวบางแต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแกร่งที่ถูกหลอมจากความยากลำบาก ไหล่กว้างพอสมควรแต่ไม่บึกบึนเกินไป เอวคอดและขาเรียวยาวที่บ่งบอกถึงความคล่องตัวสูง
ผิวพรรณขาวซีดแต่ไม่ซีดเซียวราวป่วยไข้ หากแต่เป็สีผิวที่ถูกปกปิดจากแสงแดดเพราะฝึกตนในยามค่ำคืนบ่อยครั้ง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับแกะสลักจากหยกชั้นดี คิ้วหนาตรง ดวงตาสีดำสนิทดุจหมึกชั้นดีฉายแววเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นที่ยากจะสั่นคลอน จมูกโด่งตรง ริมฝีปากบางเม้มแน่นขณะออกหมัดแต่ละครั้ง เส้นผมสีดำยาวสลวยสยายลงถึงไหล่ ปลิวไสวตามจังหวะการเคลื่อนไหว ท่วงท่าการใช้ฝ่ามือแต่ละครั้งมั่นคงและหนักแน่นเกินวัย แม้จะสวมเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่นที่เต็มไปด้วยรอยปะชุน แต่กลับให้ความรู้สึกสง่างามราวนักรบที่ถูกทอดทิ้ง
ที่โดดเด่นที่สุดคือบริเวณมือขวาของเขา ซึ่งสวมแหวนวงหนึ่งรูปลักษณ์เรียบง่ายราวกับของเก่าที่ผ่านกาลเวลามานับพันปี ตัวแหวนทำจากโลหะสีเงินหมองคล้ำ ไม่มีลวดลายวิจิตรหรืออัญมณีประดับ หากแต่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายลึกลับที่ยากจะอธิบาย แหวนวงนี้ดูไม่เข้ากับรูปร่างเยาว์วัยของเด็กหนุ่มเลยแม้แต่น้อย ราวกับเป็สมบัติล้ำค่าที่ถูกซ่อนเร้นไว้ในความธรรมดา ขณะที่เด็กหนุ่มออกฝ่ามือ แหวนนั้นสั่นะเืเบา ๆ ราวกับมีพลังอะไรบางอย่างแฝงอยู่ภายใน
เด็กคนนี้... น่าจะเป็เด็กกำพร้าที่รอดจากการถูกปลดออกไปเมื่อหลายปีก่อน เพราะไม่มีญาติพี่น้องคอยดูแล จึงได้รับอนุญาตให้อยู่ในเขตสาขารองต่อ แม้จะได้รับทรัพยากรน้อยนิดก็ตาม
เฉาหลินหยวนมองอย่างเงียบนิ่ง ดวงตาใช้เนตรสัพพัญญูตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนไม่เหมือนกับที่ใช้สำรวจคนทั้งตระกูล
[ชื่อ: เฉาิ]
[อายุ: 16 ปี]
[ระดับการบ่มเพาะ: เลี่ยนชี่ขั้นเก้า่ปลาย]
[พร์: เลิศล้ำ]
[ศักยภาพ: สีดำ]
[รากิญญา: รากิญญาเดี่ยวธาตุไฟ]
[โชควาสนา: เศษเสี้ยวิญญาผู้ฝึกตนระดับเหอถี่ (ตื่นรู้แล้ว)]
[ลักษณะพิเศษ: จิตใจมุ่งมั่นดั่งเหล็กกล้า ความแค้นที่ฝังลึกแต่ถูกกดไว้ มีวาสนาแฝงเร้นที่รอการกระตุ้น]
เฉาหลินหยวนยืนนิ่งอยู่นาน ดวงตาเปล่งประกายด้วยความปิติยินดีและตื่นเต้น
“รากิญญาเดี่ยว... เศษเสี้ยวิญญาผู้ฝึกตนระดับเหอถี่... และศักยภาพสีดำ...”
เฉาหลินหยวนยิ้มกว้างขึ้น เพราะพร็อตเื่ราวเหล่านี้คล้ายกับนิยายชื่อดังที่แพร่หลายในโลกเก่าของเขายิ่งนัก…
โดยเฉพาะผู้ฝึกตนระดับแนวหน้าของมหาพิภพมีวิธีนับร้อยพันเพื่อให้ตัวเองรอดพ้นเคราะห์ร้ายหายนะไปได้ การหลงเหลือเศษเสี้ยวจิติญญาก็นับว่าเป็เื่ที่ดีแล้ว การจะฟื้นฟูกายเนื้อในอนาคตก็เพียงแต่พึ่งโชควาสนา…
“ดวงดาวที่หายไป... ข้าพบเ้าแล้ว”
เด็กหนุ่มคนนี้... คือความหวังใหม่ของตระกูลเฉา
และเฉาหลินหยวนจะไม่ปล่อยให้ดวงดาวดวงนี้ถูกฝังเอาไว้ในความมืดอีกต่อไป
ในเงามืดของยามค่ำคืน ร่างขาวบริสุทธิ์ยืนมองเด็กหนุ่มที่ฝึกฝนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยอย่างเงียบ ๆ