บทที่ 7 สงครามน้ำลาย
เช่นนั้นท่านก็อย่าลืมซื้อตะกร้อครอบปากให้แม่นางกู้ด้วยนะเจ้าคะ... หลังจากที่ฉันได้รับตำราสีแดงลายวิหคเพลิงมาแล้ว ก่อนที่จะเข้านอนฉันก็ได้ตัดสินใจที่จะลองหยิบมันมาเปิดอ่าน ภายในนั้นถูกจารึกนวนิยายเอาไว้เรื่องหนึ่งตามที่ท่านแม่บอกเอาไว้จริงๆ แต่ช่างน่าเสียดายที่นำหมึกเหล่านั้นค่อยๆจางหายไปตามกาลเวลาแล้ว ฉันถอนหายใจออกมาเล็กน้อยก่อนจะเอนตัวนอนลง ยังไม่ค่อยแน่ใจนักว่าตำราเล่มนี้เป็นตำราประจำตระกูลเซี่ยจริงๆรึเปล่า หากเป็นตำราประจำตระกูลเซี่ยจริง ถ้าหากมันถูกทำลายลงฉันก็คงจะได้กลับบ้านเสียที ร่างเล็กยันตัวขึ้นและมองหาสิ่งของบางอย่าง ทันใดนั้นสายตาก็พบเข้ากับปิ่นไม้อันหนึ่ง ฉันหยิบมันขึ้นมาและจัดการขูดลงไปบนปกตำราอย่างแรง ปกตำรานั้นเริ่มที่จะเสียหายไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะลวดลายบนปกตำราที่บัดนี้มองดูไม่ออกเลยว่ามันคือวิหคเพลิง "เพียงเท่านี้ พอลืมตาตื่นขึ้นมาหวังว่าฉันคงจะตื่นจากฝันบ้าๆนี้สักที" เสียงหัวเราะอย่างผู้เหนือกว่าดังขึ้น เจ้าของเรือนผมสีดอกท้อวางตำราเล่มนั้นไว้บนโต๊ะข้างเตียงก่อนที่ตนจะหลับไปด้วยความสุข แสงสีแดงเปล่งประกายระหว่างราตรีกาล ปกตำราในส่วนที่ถูกทำลายไปบัดนี้มันกำลังซ่อมแซมตนเอง ลวดลายวิหคเพลิงที่เละจนไม่เหลือเค้าเดิม ในที่สุดก็กลับมาสภาพดีไร้รอยขีดข่วน ดวงตาของวิหคเพลิงเปล่งประกายสีชาดด้วยความโกรธเกรี้ยว เกรงว่าในไม่ช้าบทลงโทษคงกำลังจะเกิดขึ้นแล้วเป็นแน่แท้ ร่างอิสตรีที่นอนอยู่บนเตียงช่างโง่เขลานัก หากวิหคเพลิงที่ตีตราบนปกตำรายังไม่ถูกปลดปล่อย มีหรือที่เจ้าจะทำลายมันลงได้ สัตว์เทพเช่นเขามิควรยุ่งวุ่นวายกับมนุษย์ตัวจ้อยเช่นนางเสียด้วยซ้ำ มิรู้ว่าเหตุใดเซี่ยฉินเฟยจึงปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมาจากการบำเพ็ญตบะ แต่เดิมคิดว่าคงจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของนาง แต่ที่ไหนได้ นางปลุกเราขึ้นมาเพื่อที่จะให้บุตรสาวได้อ่านนวนิยายบนตำราที่เราถูกผนึกเนี่ยนะ? น่าโมโหนัก ตื่นขึ้นมายังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกเจ้าเด็กอวดดีทำลายรูปโฉมของเราจนเละเทะ ก็ดีเราจะได้ถือโอกาสสั่งสอนนางเสีย เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น แทนที่ฉันจะได้กลับไปโลกเดิมแต่กลับได้รับบาดแผลปริศนามาแทน เรื่องประหลาดใจยังคงไม่หมดไป เมื่ออยู่ๆเจ้าตำราก็กลับมามีสภาพที่สมบูรณ์และไร้ซึ่งรอยขีดข่วน แต่รอยขีดข่วนเหล่านั้นกลับมาปรากฏอยู่ตามแขนของฉันเสียแทน "เป็นไปได้อย่างไร?" เมื่อฉันมองพินิจเจ้าวิหคเพลิงให้ดีแล้ว ฉันก็รู้สึกราวกับว่ามันกำลังยิ้มเย้ยให้ฉันอย่างไรอย่างนั้น แต่เกรงว่าฉันอาจจะคิดไปเองเสียมากกว่า? "อ๋องสี่เสด็จ!" มาอีกแล้วรึ? ฉันขมวดคิ้วด้วยความรำคาญใจก่อนที่จะลุกขึ้นไปจัดแจงตนเองให้เรียบร้อย หนนี้อ๋องสี่มิได้มาตัวเปล่า แต่เขายังขนเอาข้าวของและสตรีมาอีกหนึ่ง แน่นอนว่ายังคงเป็นสตรีคนเดิมที่เกาะเขาราวกับปลิง นางปรายตามองฉันด้วยความดูถูกก่อนจะหัวเราะเยาะเย้ย ฉันกลอกตาน้อยๆก่อนจะหันไปสนใจสิ่งอื่น กู้อวิ้นเหมยเมื่อรู้ตัวว่าถูกเมินก็รู้สึกขายหน้าขึ้นมา นางกล้าเมินข้าหรือ? "เจ้าเมินข้าได้อย่างไร? ตามฐานันดรแล้ว เจ้าควรจะยอบกายทำความเคารพข้าเสียด้วยซ้ำ!" นางโวยวายเป็นการใหญ่ แต่ก็ยังไม่วายที่จะยื่นแขนออกมากระชากตัวฉันให้ไปประจัญหน้า "แต่ตอนนี้ข้าเป็นว่าที่พระชายา ผู้ใดกันแน่ที่ควรจะยอบกายทำความเคารพข้า" ฉันพูดตอบไปพลางจ้องหน้านางไปด้วยความหงุดหงิด ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมา นอกจากที่จะไม่ได้กลับบ้านแล้ว ยังได้รับแผลและต้องมารับศึกสงครามน้ำลายกับนางอีกหรือ? ตรงที่นางกระชากฉันมันโดนแผลนะ ฉันเจ็บนะเว้ย กู้อวิ้นเหมยราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่ แต่ทว่ามีหรือว่านางจะยอมง่ายๆ "สีดวงตาของเจ้าอัปลักษณ์ เจ้ามันอัปลักษณ์!" "เจ้าสิอัปลักษณ์ บ้านของเจ้าอัปลักษณ์ทั้งตระกูล" เสียงกรีดร้องโหยหวนของนางดังทะลุจวนของฉันไปหลายลี้ อ๋องสี่ที่ทนเสียงกรีดร้องไม่ได้จึงกล่าวขึ้นอย่างรำคาญ "หากเจ้ากรีดร้องอีกครั้ง เปิ่นหวางจะตัดลิ้นของเจ้าออกเสีย" และก็ได้ผล นางหุบปากของตนในทันใด อ๋องสี่ส่ายหน้าน้อยๆก่อนจะหันมาพูดกับฉัน "มาวันนี้เปิ่นหวางซื้อสิ่งของเล็กๆน้อยๆมาฝากเจ้า" เขาพูดพลางชี้ไปยัง'สิ่งของเล็กๆน้อยๆ' หีบไม้หลายหีบถูกยกออกมาวางตั้งเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ ฉันไม่ค่อยแน่ใจนักว่าหันมามองถูกทางรึเปล่า จึงได้ไถ่ถามเขาไปอีกหน "นั่นคงไม่ใช่'สิ่งของ 'เล็กๆน้อยๆ' ที่ท่านพูดถึงหรอกนะเจ้าคะ..." "ทำไม? เจ้าชอบอย่างนั้นหรือ? เปิ่นหวางคิดอยู่แล้วว่าเจ้าต้องชอบแน่ๆ" "..." "สิ่งของภายในหีบไม้มีทั้งเครื่องประดับและอาภรณ์ที่งดงามมากมาย เปิ่นหวางทนดูว่าที่พระชายาแต่งกายจืดชืดเช่นนี้ไม่ได้จึงตัดสินใจซื้อมาให้เจ้า"