“ฟีน พี่ว่าเราเลิกกันเถอะ”
“...”
“ฟีนดำเกินไปว่ะ”
ดำเกินไป? ดำ เกิน ไป เนี่ยนะ!!!
ค่ะ ฉันนี่แหละ ‘ฟีน’ สาวน้อยตัวดำๆ ผู้น่าสงสารที่เพิ่งถูก ‘พี่ปอนด์’ แฟนหนุ่มรุ่นพี่สุดหล่อบอกเลิกด้วยเหตุผลที่เลวร้ายที่สุดเกินกว่าที่คนใจบางคนหนึ่งจะรับไหว “ดำเกินไป”
โฮฮฮ...ลืมไม่ได้อ่ะ ทำยังไงก็ลืมไม่ได้ คำพูดของพี่ปอนด์ในตอนนั้นมันยังตามมาหลอกหลอนฉันตลอดเวลา ทั้งยามหลับ ยามตื่น หรือแม้กระทั่งตอนนั่งขี้ในส้วมมันก็ยังอุตส่าห์ตามมาดม ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าความรักครั้งแรกของฉันมันจะจบลงได้ง่ายๆ ภายในเวลาไม่ถึงเดือนแบบนี้ แววตาที่แสดงถึงความจริงใจของพี่ปอนด์ตอนขอคบฉันเป็แฟนมันหายไปไหนหมด ถ้าคิดว่าดำเกินไปแล้วมาขอคบกันทำไมั้แ่แรกวะ!
พอแล้ว! เลิกฟุ้งซ่านสักทียัยฟีน ก็แค่คนไม่จริงใจคนเดียว ลืมๆ เค้าไปได้แล้ว! เปิดเพลงฟังดีกว่า สลัดความเศร้าทิ้งไปซะ
~ เพราะคล้ำไปหน่อยใช่ไหม เธอจึงได้เห็นฉันต้อยต่ำ... ~
เออ! ดี!!! ดีจริงๆ เพลงมันช่างตอกย้ำอะไรขนาดนี้ ใช่สิ! ก็ฉันมันไม่ขาวนี่!
[ สวัสดีฮะพ่อแม่พี่น้องลุงป้าน้าอาและมิตรรักแฟนเพลงทั้งหลาย พบกับผมนะฮะ 'ดีเจพล่าเนื้อ' เป็ประจำทุกๆ วันพุธเช่นนี้เวลาบ่ายสามโมงเป็ต้นไป สำหรับเพลงที่จบไปแล้วนั้นก็คือเพลง คล้ำจัง ของ เสนาปู นั่นเองนะฮะ ย้อนเวลากันหน่อย เออ พูดถึงเพลงนี้แล้วมันก็จริงนะ สมัยนี้อ่ะแค่ผิวขาวก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว ผู้ชายน้อยคนนะฮะที่จะชอบผู้หญิงผิวเข้ม เอาเป็ว่าสาวๆ คนไหนที่ผิวคล้ำๆ เนี่ยก็ลองไปหาครีมมาทาดูกันก่อนละกันนะฮะ แต่ถ้าทำยังไงก็ไม่ขาวขึ้นผมว่าก็คงต้องเกิดใหม่อย่างเดียวแล้วแหละ ฮ่าๆๆ อ่ะหยอกๆๆ ]
โครมมม!!!
เกิดเสียงดังกังวานขึ้นทันทีเมื่อบาทาสยบิญญาของฉันปะทะเข้ากับวิทยุเครื่องใหญ่เข้าอย่างจัง ไอ้ดีเจจอมเหยียดเอ้ย! ไม่ฟงไม่ฟังมันแล้วโว้ย!
ฮือ…นี่ฉันก็ขังตัวเองอยู่แต่ในห้องมาตั้งหลายวันแล้วทำไมมันยังไม่ขาวขึ้นวะ! ไม่ขาวไม่ว่า ยังลืมไอหน้าหล่อๆ ตี๋ๆ ของพี่ปอนด์ไม่ได้อีกต่างหาก มีใครไหมนะที่จะช่วยให้ฉันหลุดพ้นจากความฟุ้งซ่านนี้ได้สักที…
ครืด~
ว่าแล้วโทรศัพท์ของฉันก็สั่นขึ้นพอดี
คงไม่ใช่พี่ปอนด์แน่ๆ ถึงแม้ว่าฉันจะอยากให้เค้าโทรมาง้อก็เหอะ
“ฮัลโหล”
ฉันกดรับโทรศัพท์ทันทีเมื่อเห็นชื่อ ‘ยัยแจง’ เพื่อนสาวสุดซี้โชว์ขึ้นบนหน้าจอ นี่ฉันลืมเพื่อนรักคนนี้ไปได้ยังไงกันเนี่ย
[ ฮัลโหลยัยฟีน แกทำไรอยู่อ่ะ ] เสียงห้าวๆ กวนๆ ของยัยแจงดังมาตามสาย [ แกมาบ้านฉันดิ ฉันเพิ่งกลับมาถึงเมื่อคืน มีของฝากมาให้แกด้วย ]
“ไม่เอาอ่ะ กว่าจะแว๊นไปถึงบ้านแก ผิวฉันก็เกรียมเป็สามชั้นไหม้ๆ บนเตาหมูกระทะพอดี”
ว่าแล้วน้ำตาของฉันก็เริ่มปริ่มออกมา ั้แ่เลิกกับพี่ปอนด์ไปฉันก็ไม่ได้คุยกับใครเื่นี้เลย อาจเพราะเหตุผลที่โดนบอกเลิกมันยังทำให้ฉันอึ้งอยู่จนไม่รู้จะพูดมันออกมายังไงล่ะมั้ง
[ แหม มาดัดจริตกลัวดำอะไรตอนนี้ ตอนฉันบอกให้แกทาครีมบำรุงทุกทีก็ไม่เห็นแกจะเคยแคร์ ]
“เออ ฉันมันโง่เองแหละที่ไม่ยอมฟังแกั้แ่ตอนนั้น ฮึก ฮึก...”
[ เฮ้ย นี่แกร้องไห้เหรอยัยฟีน ]
“เออ…แก ฉันเลิกกับพี่ปอนด์แล้วนะ โฮฮฮ...”
ฉันปล่อยโฮใส่ยัยแจงทันทีด้วยความอัดอั้นตันใจ
[ ห๊า! ทำไมอ่ะ ] น้ำเสียงห้าวๆ กวนๆ ของยัยแจงเปลี่ยนเป็ซีเรียสขึ้นมา
“ไม่รู้อ่ะ อยู่ดีๆ พี่เค้าก็มาขอเลิกเอาดื้อๆ คือฉันก็งงมากเว้ย อารมณ์มันเหมือนโลกหยุดหมุนอ่ะ แกเก็ทฟีลป่ะ”
[ อะไรวะ? ]
ยัยแจงทำน้ำเสียงข้องใจ
[ แล้วเค้าให้เหตุผลแกว่าไงอ่ะ แกไปทำอะไรให้เค้าเคืองรึเปล่า ]
“เออใช่สิ! ฉันมันผิดเองแหละ ผิดที่เกิดมาดำไง แกรู้มั้ย เหตุผลที่พี่เค้าขอเลิกกับฉันก็เพราะฉันดำเกินไปไง ดำเกินไปอ่ะ แกเข้าใจมั้ยว่าดำเกินไป!”
[ เอ้า ไอ้ห่านี่! ตัวดำแล้วมันหนักหัวใครวะ กระทืบแม่งสักทีดีมะ นี่มันหมดยุคเหยียดสีผิวไปแล้วนะเว้ย พูดออกมาได้ยังไงอ่ะ ผู้หญิงฮ็อตๆ ทั้ง เจโล บียอนเซ่ ริฮานน่า คิมเค ไคลี่ เค้าก็ผิวสีแทนแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ เนี่ย! ฉันถึงบอกแกไงว่าอย่าไปชอบผู้ชายไทย มันก็เป็กันซะแบบนี้ ]
ยัยแจงเป็เดือดเป็ร้อนขึ้นมาทันทีเพราะผิวพรรณของฉันกับยัยนี่ก็ไม่ได้ต่างกันสักเท่าไหร่ แถมเ้าหล่อนยังภูมิใจกับผิวสีแทนเอามากๆ ซะด้วย เพราะแม่นี่น่ะเค้าสายฝอตัวแม่เลยล่ะ
[ แบบนี้เค้าเรียกว่าแก้ตัวหน้าด้านๆ ไอพี่ปอนด์มันคงไม่รู้จะขอเลิกกับแกยังไงก็เลยหาเหตุผลควายๆ แบบนี้มาอ้างอ่ะ ปล่อยมันไปแก ก็แค่ผู้ชายเลวๆ ]
“แก แต่ฉันเสียใจอ่ะ” ฉันยังคงโอดครวญไม่เลิก
[ โอ๊ย แกจะไปเสียใจทำไม ก็แค่ผู้ชายห่วยๆ อ่ะ คนหล่อๆ นิสัยดีกว่านี้ก็ยังมีถมไป ]
“ก็ถูก ผู้ชายหล่อๆ น่ะหาง่าย ผู้ชายดีๆ ก็หาไม่ยาก แต่ผู้ชายที่เรารักเนี่ยดิ ฉันเหนื่อยอ่ะแก ไม่อยากเริ่มต้นใหม่กับใครอีกแล้วอ่ะ”
[ แกอย่ามาเพ้อเจ้อได้ป่ะ ก็เพราะแกเป็แบบนี้ไงไอพี่ปอนด์มันถึงไม่เคยเห็นค่าแกอ่ะ ช่างแม่งไปดิวะ แล้วนี่ถามจริงๆ เถอะ แกคบกันมาได้แค่สองอาทิตย์ แน่ใจเหรอว่าสิ่งที่แกให้พี่ปอนด์ไปมันคือความรักที่แท้จริงอ่ะ ]
เออ จุกนะเนี่ย ที่ยัยแจงพูดมาก็มีเหตุผลอ่ะ แต่ฉันก็ยังเสียใจอยู่ดี
“แกก็รู้อ่ะว่าฉันแอบปลื้มพี่ปอนด์มาตั้งนานแล้ว สองปีเลยนะที่ฉันแอบชอบเค้าอ่ะ ถึงขนาดเข้าชมรมแบตทั้งที่ฉันก็ไม่ได้ชอบเล่นกีฬาอะไรขนาดนั้นเพราะแค่อยากอยู่ใกล้ๆ เค้า แล้วพอพี่เค้ามาขอคบฉันเป็แฟน มันก็เหมือนกับฝันที่เป็จริงอ่ะ แล้วนี่อะไร!? ยังไม่ทันจะพ้นเดือนก็มาบอกเลิกกันด้วยเหตุผลที่ว่าฉันดำเกินไป ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันอ่ะว่าที่ผ่านมามันเรียกว่ารักได้รึเปล่า แต่ตอนนี้ฉันทั้งเสียใจ เสียเซลฟ์ เสียกำลังใจอ่ะ แกจะให้ฉันทำยังไงล่ะ แงงง...”
...ฉันปล่อยโฮใส่ยัยแจงอีกครั้งหนึ่งก่อนจะเอ่ยปากพูดในสิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงชีวิตฉันไปอย่างที่ตัวฉันเองก็ไม่เคยนึกฝันมาก่อน…
“แก ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้วอ่ะ จริงๆ นะเว้ย! ฉันไม่มีหน้าจะไปเจอใครอีกแล้ว ทั้งพี่ปอนด์ เพื่อนพี่ปอนด์ ไหนจะคนในชมรมอีก ไหนเค้าบอกว่าสาวเชียงใหม่ขาวไงวะ ฉันก็อยู่ที่นี่มาั้แ่เกิดแล้วแต่ทำไมยังดำแบบนี้อ่ะ ฉันอยากย้ายโรงเรียน ย้ายที่อยู่ อยากจะหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้อ่ะ”
[ ยังไงก็หนีความจริงไม่ได้อยู่ดีป่ะ ] แจงย้อนฉันด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย
“อย่างน้อยก็ยังดีกว่าต้องทนเจอพี่ปอนด์อีกป่ะวะ แค่คิดว่าต้องบังเอิญเดินสวนกับเค้าหน้าห้องน้ำก็เจ็บจี๊ดแล้วอ่ะ”
ฉันโอดครวญกับยัยแจงไปทั้งที่ก็ไม่รู้หรอกว่ายัยนั่นจะช่วยอะไรฉันได้ กะอีแค่เด็กผู้หญิงอายุสิบหกสองคนมันจะไปมีปัญญาทำอะไรกันได้วะ ก็ได้แต่พร่ำเพ้อไปอย่างนั้นแหละ คนมันกำลังเสียใจอ่ะนะ
[ อืม ] แจงเงียบไปครู่นึงก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง [ แกอยากย้ายไปเรียนที่กรุงเทพมั้ยล่ะ ]
“แกว่าไงนะ”
ฉันถามอีกครั้งพร้อมกับสูดน้ำมูกไปที
“กรุงเทพนะเว้ย ไม่ใช่หน้าปากซอย ทำเหมือนไปกันง่ายๆ อ่ะ”
[ แกจำพี่เอิร์ทได้รึเปล่า ] น้ำเสียงยัยแจงระริกระรี้ขึ้นทันทีเมื่อเอ่ยถึงชื่อนี้
“จำได้สิ ก็พี่ชายแกไง ที่หน้าหล่อๆ เข้มๆ”
แหงล่ะ ใครจะลืมได้ลง เื่คนหล่อนี่ขอให้บอก
[ เออนั่นแหละ ]
“แล้วไงอ่ะ พี่เค้าอยู่ตั้งกรุงเทพ จะยืมมาควงประชดพี่ปอนด์ยังไม่ได้เลย” ฉันย้อนถามแกมประชดยัยแจงไป
[ แกนี่มันไม่มีเซ้นส์จริงๆ เลยยัยฟีน ก็ที่ฉันเคยบอกแกไงว่าพี่เอิร์ทอยากให้ฉันไปเรียนที่กรุงเทพด้วย เนี่ย ฉันเพิ่งคุยกับพ่อกับพี่เอิร์ทเมื่ออาทิตย์ก่อนเอง ตอนแรกฉันคิดว่าคงไม่ไปเพราะอยู่เชียงใหม่ก็ไม่ได้แย่อะไรอ่ะ แต่ถ้าแกอยากจะหนีไปให้พ้นจากที่นี่ ฉันว่าการไปเริ่มต้นใหม่ที่นู่นก็น่าจะดีนะ ]
“...”
ฉันเงียบเพราะกำลังครุ่นคิดกับคำพูดของยัยแจงอยู่ บางทีมันอาจจะเป็ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็ได้ แต่อะไรๆ มันจะง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ
[ แต่มีอย่างนึงที่ฉันเองก็ยังลำบากใจอยู่ ]
“อะไรวะ”
[ ก็ไอโรงเรียนที่พี่เอิร์ทอยู่เนี่ย มันเป็โรงเรียนประจำอ่ะดิ ]
เนี่ย พูดยังไม่ทันขาดคำ!
“แก! แกก็รู้อยู่ว่าฉันไม่ชอบโรงเรียนประจำ ฉันกลัวผี แล้วไอโรงเรียนพวกนี้อ่ะมันต้องมีผีเยอะแน่ๆ” ฉันโวยวายทันที
[ แล้วแกคิดว่าฉันอยากอยู่นักรึไงห๊า! ] ยัยแจงตะคอกใส่โทรศัพท์ ขี้หูฉันแทบออกมาเต้นระบำจังหวะสามช่าได้เลย
“...มันไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้อีกแล้วเหรอวะ” ฉันถามกลับด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเมื่อมองไม่เห็นหนทางอื่นอีกแล้ว
[ ก็ไม่รู้แล้วอ่ะ ฉันเสนอทางออกที่ดีที่สุดที่พอจะช่วยแกคิดได้ไปแล้ว แกไม่โอเคเองแล้วฉันจะทำไรได้อ่ะ ]
“เราไปอยู่บ้านพ่อแกไม่ได้เหรอวะ แกก็มีบ้านอยู่ที่กรุงเทพนี่”
[ โอ๊ย พ่อไม่ยอมหรอก ที่บ้านมีแต่ลูกน้องเถื่อนๆ อีกอย่างนะ แกก็รู้อยู่ว่าพ่อฉันน่ะเปลี่ยนผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า แกอยากเห็นฉันตบแฟนใหม่พ่อรายวันป่ะล่ะ ]
“แล้วถ้าเราไปเช่าคอนโดอยู่กันสองคนอ่ะ”
[ นี่ยัยฟีน แกคิดว่าพ่อแม่ของเราจะยอมให้เด็กผู้หญิงสองคนไปเช่าห้องอยู่ด้วยกันตามลำพังรึไง! ] ยัยแจงะโใส่โทรศัพท์อีกครั้ง [ กรุงเทพน่ะอันตรายกว่าที่นี่เป็ไหนๆ โดยเฉพาะพ่อแม่แกอ่ะ เค้าไม่ยอมปล่อยแกไปง่ายๆ หรอก ]
ที่ยัยแจงพูดมาก็มีเหตุผล ด้วยความที่ฉันเป็สาวเหนือและเป็ลูกสาวคนเดียวด้วย อย่าว่าแต่กรุงเทพเลย แค่ออกไปหน้าปากซอยเกินห้านาทีแม่ก็โทรตามฉันยิกๆ แล้ว
“ถ้างั้นแกก็ช่วยคิดวิธีที่ดีกว่านี้หน่อยสิ”
[ โอ๊ย! ฉันไม่ใช่โดเรม่อนนะถึงจะหาทางออกเจ๋งๆ ให้แกได้ขนาดนั้นอ่ะ ที่ฉันคิดออกก็มีแค่ทางนี้ทางเดียวแหละ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว แกจะอดทนหน่อยไม่ได้รึไงวะ หรือจะทนดูหน้าไอพี่ปอนด์ขาวตี๋สำลีหยวกกล้วยต่อไปก็ตามใจเลย ]
พอได้ยินชื่อนี้แล้วมันปวดใจทุกทีสิน่า...
“เออๆๆ โรงเรียนประจำก็โรงเรียนประจำวะ” ที่จริงฉันก็แค่บ่นเป็พิธีไปอย่างนั้นเองแหละน่า
[ ก็แค่นี้แหละ ตอบตกลงั้แ่แรกก็จบแล้ว กะอีแค่โรงเรียนประจำ ไม่เห็นมันจะน่ากลัวตรงไหนเลย ตีตนไปก่อนไข้จริงๆ เลยนะแก บ่นๆๆ ]
นี่ไอแจงมันเป็เพื่อนสนิทหรือเป็แม่ฉันกันแน่วะ =_=
“โอ๊ย เออๆๆ ก็บอกว่าโอเคแล้วไง แกก็เลิกบ่นฉันสักทีเหอะ ฉันขอร้อง”
ไหนๆ ก็มีทางเลือกแค่ทางนี้ทางเดียวนี่หว่า มันก็ยังดีกว่าที่ต้องทนเห็นหน้าพี่ปอนด์ต่อไปไม่ใช่เหรอ!
“แล้วแกมั่นใจเหรอว่าเราไปอยู่โรงเรียนเดียวกับพี่เอิร์ทได้อ่ะ” ฉันถามต่อ
[ เออสิ เข้าได้อยู่แล้วแหละ โรงเรียนเอกชนอ่ะแก มีเงินซะอย่าง ปัญหาเดียวที่เรามีตอนนี้ก็คือพ่อแม่แกนั่นแหละ ฉันน่ะไม่มีปัญหาหรอก เพราะทั้งพ่อกับพี่ชายแท้ๆ ของฉันก็อยู่ที่นั่น ]
“โอเค ฉันจะลองไปคุยกับแม่ก่อนละกัน”
ว่าแล้วฉันก็กดวางสายจากยัยแจงไป
แล้วจะบอกพ่อแม่ว่ายังไงดีวะ เมื่อกี้ที่คิดอ่ะง่าย แต่พอเอาเข้าจริงๆ แล้วทำไมมันน่าหนักใจแบบนี้เนี่ย
และในระหว่างมื้อค่ำ ขณะที่ฉันกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารกับพ่อและแม่ ฉันก็เริ่มคิดคำพูดว่าจะบอกพ่อกับแม่ยังไงให้ทั้งสองยอมไว้ใจให้ฉันย้ายไปเรียนที่กรุงเทพกับยัยแจงได้ ถึงแม้โอกาสเป็ไปได้จะน้อยมากก็ตาม แต่มันก็เป็วิธีเดียวที่พอจะเป็ไปได้ที่สุดในตอนนี้ มาลองกันสักตั้งแล้วกัน เอาวะ!
“พ่อ ฝากดูแลแม่ด้วยนะ ฟีนจะไปแอสการ์ด ไปหาพี่ธอร์กับโลกิ”
...ฉันคิดประโยคนี้ในใจ
บ้าน่า! ที่ๆ เราจะไปมันคือกรุงเทพต่างหาก แอสการ์ดแม่งไม่มีอยู่จริงด้วยซ้ำ หรือว่าเอาประโยคนี้ดี...
“แม่ ฝากดูแลพ่อด้วยนะ ฟีนจะไปวากานด้า ไปหาฝ่าา พ่อแบล็คแพนเตอร์ของน้อง อิอิอิ”
เนี่ย มันก็มัวติดเล่นอยู่แบบนี้อ่ะ!
แต่ก็ขำดีว่ะ พูดไปแม่คงงงอ่ะ
“...ฟีน!!!”
“ห๊ะ? พ่อฝากดูแลแม่ด้วยนะฟีนจะไปแอสการ์ดไปหาพี่ธอร์ค้อนสายฟ้า แม่ฝากดูแลพ่อด้วยนะฟีนจะไปวากานด้าไปหาฝ่าาพ่อแบล็คแพนเตอร์”
อ๊ากกก! เมื่อได้ยินเสียงแม่ดังเข้ามาในโสตประสาทฉันก็เผลอพูดประโยคที่คิดไว้เมื่อกี้ออกมาอย่างหมดเปลือกด้วยความใ
“แล้วตกลงจะไปแอสการ์ดหรือวากานด้า” พ่อไม่ได้มีสีหน้าแปลกใจกับสิ่งที่ฉันเพิ่งพูดไป จริงๆ แอสการ์ดก็น่าไปอ่ะ แต่ฝ่าาก็ยั่วยวนใจเหลือเกิน
“หนูอยากไปแอสการ์ด” ฉันตอบ นี่ฉันกำลังเล่นขายข้าวแกงอยู่รึไงเนี่ย!
“แอสการ์ดไม่ใช่สถานที่แต่คือผู้คน” แล้วพ่อก็มาเล่นกับฉันด้วย เอาเข้าไป
“ไร้สาระทั้งพ่อทั้งลูก จะไปไหนก็ให้มันเป็ไปได้จริงๆ หน่อย” เนี่ย แล้วก็โดนแม่บ่นแพ็คคู่เลย
ไม่ใช่นะแม่ ที่ๆ ฟีนอยากไปจริงๆ คือกรุงเทพต่างหาก แล้วนี่ฉันจะบอกแม่ยังไงดีเนี่ย ทั้งพ่อและแม่ต่างก็คิดว่าฉันเพ้อเจ้อไปแล้ว
“ถ้าลูกอยากไปกรุงเทพไปหาพี่ 'มาริโอ้ เมาเหรอ' หรือ 'ณเดช คุกกี้มั้ยจ๊ะ' อะไรก็ว่าไปอย่าง” ชื่อดาราพวกนี้คุ้นๆ นะ
“ถ้างั้นแม่ให้หนูไปเรียนที่กรุงเทพกับแจงนะ”
ด้วยเวลาไม่ถึงวินาทีกับความเร็วแสงที่ใช้พูดประโยคเมื่อกี้ทำเอา…
พรวด~ หน้าพ่อของฉันเต็มไปด้วยข้าวที่ถูกพ่นจากปากของแม่ไปเต็มๆ
“...คืองี้แม่...”
ฉันรีบพูดต่อเมื่อเห็นพ่อกับแม่ทำหน้างงหันมองกันไปมองกันมา
“แจงจะย้ายไปเรียนต่อ ม.ปลาย ที่กรุงเทพอ่ะ หนูว่า...เด็กในเมืองมันมีโอกาสกว่าเด็กต่างจังหวัดอ่ะแม่ อย่างเื่เข้ามหาลัยอะไรแบบนี้อ่ะ นี่หนูจริงจังนะเนี่ย! หนูอยากเข้ามหาลัยอันดับหนึ่งให้ได้ หนูก็เลยคิดว่า ไหนๆ เพื่อนสนิทคนเดียวของหนูก็จะย้ายไปเรียนกรุงเทพแล้ว หนูก็เลยอยากไปเรียนกับแจงเพราะคิดว่าโอกาส...ทางการศึกษาของโรงเรียนที่นู่นมันดีกว่าอ่ะ อืมๆ”
ฉันพูดพร้อมยกเหตุผลประกอบ เปล่าหรอก จริงๆ เื่มหาลัยนี่ยังไม่เคยมีเข้ามาในหัวฉันเลย แต่จะโน้มน้าวแม่ฉันได้ ก็ต้องใช้เื่เรียนมาบังหน้านี่แหละ
“แจงจะย้ายโรงเรียนเหรอ แล้วจะไปอยู่ไหน ไปอยู่กับใคร”
“ก็แจงมีพี่เรียนอยู่ที่นู่นอ่ะ ก็จะย้ายไปเรียนที่เดียวกันนั่นแหละ มันเป็โรงเรียนอินเตอร์แบบโรงเรียนประจำอ่ะแม่ ได้ยินว่าการเรียนการสอนนี่เจ๋งสุดๆ เลยนะ สอนเป็ภาษาอังกฤษร้อยเปอร์เซ็นต์เลย แถมหอในก็ยังปลอดภัยสุดๆ ด้วย มีสแกนการ์ด สแกนนิ้วมือ โคตรไฮเทคอ่ะ”
“พี่ของแจงเป็ผู้หญิงหรือผู้ชายนะ?” แม่ถามพร้อมกับยื่นกระดาษทิชชู่ให้พ่อเช็ดหน้า ดูดิ ไอเราก็อุตส่าห์โฆษณาสรรพคุณไปซะมากมายแต่แม่ฉันกลับสนใจอยู่แค่เื่เดียว
“เป็…” แต่เดี๋ยวก่อน! จากประสบการณ์การเป็ลูกสาวคนเดียวมานานจนเข้าปีที่สิบหก ถ้าฉันบอกว่าเป็ผู้ชายแม่ต้องไม่ยอมให้ฉันไปแน่ๆ เพราะฉะนั้น พี่เอิร์ทก็… “เป็ผู้หญิง”
“อ้าว แต่แม่คุ้นๆ ว่าแจงมีพี่ผู้ชายไม่ใช่เหรอ”
จริงอย่างที่เค้าว่า! ผู้หญิงมีความสามารถพิเศษในการจับผิด
“ก็...ใช่ พี่ผู้ชายก็พี่แท้ๆ ไง ส่วนพี่ผู้หญิงที่พูดถึงนี่ก็...เป็...ลูก...ติด...ของแฟนใหม่พ่อแจงอ่ะ” ฉันโกหกแม่ไป “เค้าก็นับญาติกันเป็พี่น้องไงแม่”
“แต่แม่จำได้ว่าแฟนใหม่พ่อแจงไม่มีลูกนะ…” แล้วแม่จะซักอะไรนักเนี่ย
“แม่จำผิดคนแล้วแหละ คนนั้นคนเก่า คนนี้แฟนใหม่ แม่ไม่รู้จักหรอก”
ฉันเริ่มมั่วใส่แม่
“นะแม่นะ แม่ให้หนูไปอยู่กรุงเทพเถอะนะ หนูจะได้ไปเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิต ฝึกช่วยเหลือตัวเอง ทำอะไรด้วยตัวเองด้วยไง โอกาสทางการศึกษาก็มีมากกว่าด้วยอ่ะ อีกอย่างหนูก็อยู่โรงเรียนเก่ามาั้แ่ ป.1 แล้ว มันจะเข้าปีที่สิบแล้วนะแม่ ให้หนูไปเจออะไรใหม่ๆ บ้างเหอะนะ นะแม่ นะ นะ น้า”
พ่อกับแม่หันมองกันไปมองกันมาอีกครั้ง
“อันที่จริงพ่อว่ามันก็อาจจะดีเหมือนกันนะ ให้ลูกได้ลองออกไปใช้ชีวิตเองบ้าง มันจะได้โตเป็ผู้ใหญ่กับเค้าสักที”
“พ่อพูดมีเหตุผล” ฉันเอ่ยสนับสนุนพร้อมกับส่งสายตาเว้าวอนไปให้แม่อย่างมีความหวัง
“มันจะดีเหรอ โรงเรียนนานาชาติเลยนะ ค่าเล่าค่าเรียนบ้านเราก็พอส่งได้อยู่หรอก แต่พอไปเรียนโรงเรียนแบบนั้นมันก็ต้องมีเื่ของภาษีสังคมเข้ามาอีก”
แล้วแม่ก็หันไปมองพ่อ โธ่ พ่อจ๋า อย่าหลบสายตาแม่สิ
“เดี๋ยวก็มาขอเปลี่ยนมือถือใหม่ ขอซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมอะไรแบบนี้ แม่ไม่มีให้หรอกนะ”
“จะภาษีสังคมอะไรล่ะแม่ หนูก็มีแจงเป็เพื่อนแล้วไง ไม่เห็นต้องไปเข้าสังคมที่ไหนอีก อีกอย่างที่อยากไปเนี่ยก็ตั้งใจจะไปเรียนอย่างเดียวเลย หนูไม่สนใจไอภาษงภาษีสังคมอะไรนั่นหรอกน่า แม่เคยเห็นหนูร้องขอซื้อกระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้าอะไรแพงๆ มั้ยล่ะ”
“พ่อว่าลูกเรามันไม่สนใจของพวกนั้นหรอก จริงๆ พ่อว่าไอโรงเรียนนานาชาตินี่มันอาจจะดีก็ได้นะ ลูกก็มีพร์เื่ภาษา สอบชิงทุนแลกเปลี่ยนติดทุกปีก็ยังไม่มีโอกาสได้ไป พ่อกลัวว่าลูกมันจะท้อกับการตั้งใจเรียนซะก่อน”
อย่าเว้น่สิพ่อ พูดต่อสิ แม่ดูกำลังเคลิ้ม
“เมื่อวานพ่อยังเห็นแม่ชมหลานป้าข้างบ้านเราอยู่เลยว่าเรียนเก่ง สอบชิงทุนไปญี่ปุ่นได้ ลองคิดว่าลูกเราจบมหาลัยที่เมืองนอกสิแม่” โอ๊ย พ่อคือดี คือน่ารักที่สุดอ่ะ
“แม่ หนูก็ตั้งใจเรียนมาตลอดนา ไม่เคยดื้อ ไม่เคยเหลวไหลนา...” ใส่ลูกอ้อนไปอีก “จะไม่ให้ไปจริงๆ เหรอ”
“อ่ะๆๆ เข้ากันเป็ปี่เป็ขลุ่ยเลยนะพ่อลูก ไปถามรายละเอียดจากแจงมาให้ดีๆ แล้วค่อยมาคุยกันอีกที ถ้าจะไปจริงๆ แม่คงต้องโทรไปคุยกับแม่แจงด้วยเหมือนกัน ย้ายโรงเรียนมันไม่ใช่เื่เล็กๆ นะ จะทำอะไรก็ต้องให้มันรอบคอบ”
จริงเหรอเนี่ย! นี่แม่ยอมให้ฉันไปเรียนที่กรุงเทพแล้วจริงๆ เหรอเนี่ย
“โอ๊ย รักแม่ที่สุดเลยอ่ะ” ฉันหันไปหอมแก้มแม่ฟอดนึง แล้วจึงหันไปหอมพ่อที่เริ่มจะทำหน้าค้อนใส่ “รักพ่อเหมือนกันจ้า ขอบคุณค่ะแม่ ขอบคุณค่ะพ่อ หนูสัญญาว่าจะตั้งใจเรียนให้ดีที่สุดเลย”
[ แกบอกพ่อแม่ไปแบบนั้นได้ยังไงยัยฟีน พ่อฉันไม่ได้มีเมียใหม่มีลูกติดนะยะ! ]
“หน่า เื่นั้นไม่ใช่ประเด็นหลักซะหน่อย แต่ว่าเื่พี่เอิร์ทเนี่ยดิ เดี๋ยวแม่ฉันคงโทรไปคุยกับแม่แกอ่ะ แกกล่อมแม่แกให้ช่วยโกหกหน่อยได้ป่ะ” ฉันแอบกระซิบคุยโทรศัพท์อยู่ตรงซอกเตียงกับยัยแจงเพราะกลัวพ่อแม่จะผ่านมาได้ยิน
[ บาปคนเดียวไม่พอ จะพาแม่ฉันไปบาปด้วยอีกนะ ]
“นิดหน่อยเองแก แม่แกยอมช่วยอยู่แล้วแหละ”
ฉันค่อนข้างมั่นใจเพราะแม่ยัยแจงน่ะใจดีมาก แล้วก็เข้าใจวัยรุ่นอย่างเราๆ มากๆ ด้วย เพราะงี้ไงฉันถึงชอบไปขลุกอยู่ที่บ้านยัยแจง
[ เออ เดี๋ยวไปเล่าให้แม่ฟังก่อนว่าเหตุการณ์มันเป็แบบนี้ ]
“ขอบใจแก แต่เอาจริงๆ ก็รู้สึกบาปๆ เหมือนกันแหละ”
[ นึกว่าแกจะดีใจซะอีกที่จะได้ไปให้ไกลจากที่นี่ ]
“มันก็ไม่เชิงว่าดีใจหรอก ก็แค่โล่งใจที่รู้ว่าจะไม่ต้องเจอพี่ปอนด์อีก”
[ ก็ดีแล้วแหละ แกก็เตรียมตัวไว้แล้วกัน อีกไม่ถึงสองเดือนโรงเรียนก็เปิดแล้ว เดี๋ยวฉันคุยกับแม่ให้บอกพ่อจัดการทุกอย่างที่นู่นให้ แค่นี้ก่อนนะ ]
ว่าแล้วฉันก็กดวางสายจากยัยแจงก่อนจะล้มตัวลงนอนแหงนมองดาวข้างนอกหน้าต่าง รู้สึก...หวิวๆ แฮะ
เหลือเวลาอีกไม่ถึงสองเดือน ฉันก็จะได้ย้ายไปเรียนกรุงเทพแล้วจริงๆ หลายความรู้สึกเข้ามารุมเร้าในใจทำเอาฉันว้าวุ่นจนลืมเื่ของพี่ปอนด์ไปเลย ช่างเถอะ ลืมๆ ซะได้ก็ดีแล้ว แต่ฉันก็ยังข้องใจไม่หายอ่ะเื่ที่บอกว่าฉันดำเกินไป ความจริงฉันก็ไม่ได้ดำมากซะหน่อย แบบนี้เค้าเรียกผิวสองสีต่างหาก ผิวฉันออกจะสวย ฮึ! คงจะจริงอย่างที่ยัยแจงว่า “มันก็แค่เหตุผลควายๆ”
นี่ถ้าฉันไปอยู่เมืองนอกนะคงได้เป็ดาวโรงเรียนไปแล้ว ติดที่ว่าที่นี่มันเมืองไทย แค่ผิวขาวก็มีชัยไปกว่าครึ่ง อยากจะเห็นหน้าแฟนใหม่ของพี่ปอนด์จริงๆ ดูซิว่าจะขาวขนาดไหน ถึงมาว่าฉันดำเกินไป เชอะ! คอยดูนะ ฉันต้องสวยขึ้น...แล้วพี่ปอนด์จะต้องเสียใจ!