บทที่๑ป้ายชื่อทายใจสิ้นคำราวเทพยดาเป็นใจ ทั้งสองบุรุษที่กำลังสวมชุดสามัญชนนั่งก๊งสุราในโรงเตี๋ยมเล็กๆ นั้นถึงกับสำลักสุราขึ้นมาพร้อมกันทีเดียว ฟ้าดินช่างศักดิ์สิทธิ์จริงๆ องครักษ์หนุ่มจางไป๋หูลูบแนวกรามคมเข้มที่เปรอะเปื้อนเหล้าสีใสอย่างระอา ขณะที่ยกแขนเสื้ออีกข้างตั้งท่าจะช่วยซับพระพักตร์ของจูหยางเหยี่ยน เป็นฉากที่เล่นเอาสาวๆ แอบใจเต้นไม่เป็นส่ำขณะลอบมองจากหน้าร้าน ด้วยหนุ่มคมเข้มวัยฉกรรจ์หนึ่งคน กำลังจะสัมผัสใบหน้าของชายรูปหน้าสวยงามอีกคน แหม...ช่างเป็นทัศนียภาพที่ชวนจินตนาการไปในเส้นทางพิลึกพิลั่นเสียจริง“ไม่ต้อง ไป๋หู ข้าจัดการเองได้” ทรงตรัสเสียงกระอ่อมกระแอมก่อนจะทรงเช็ดด้วยพระองค์เอง “ว่าแต่เจ้าแน่ใจหรือว่าแผนการของเราจะได้ผล?”“แน่สิพะยะค่ะ เมื่อเยี่ยเค่อซูกลับมาจวน มักจะพาน้องๆ นั่งเกี้ยวออกไปรับลมนอกเมือง จังหวะนี้แหละที่เราจะแสร้งทำเป็นโจรเข้าไปแอบดู” แม้จะกำลังวางแผนชั่วร้าย แต่ใบหน้าของเขาก็ไม่ได้แสดงอารมณ์ใด“แล้วของแถมของข้าคงเป็นการได้ดูเจ้าประลองยุทธ์กับว่าที่แม่ทัพหนึ่งในใต้หล้าสินะ ลือกันว่าเยี่ยเค่อซูเก่งกาจเพลงดาบยิ่งนัก ได้ชมเจ้าประมือกับเขาคงเพลินกว่าการได้แอบดูหน้าแม่นางพวกนั้นซะอีก” ไท่จื่อเฟยกล่าวขณะรินสุราในไหลงจอกอีกครั้ง“ทรงเริ่มห่วงพระองค์ด้วยเถิดพะยะค่ะ ถึงตอนนั้นกระหม่อมอาจจะดูแลท่านได้ไม่ทั่วถึง”“เจ้าดูถูกวรยุทธ์ข้ามากไปเสียแล้ว ถึงภายนอกข้าจะดูเหลาะแหละ แต่เจ้าเองก็รู้เห็นแก่ใจ”รัชทายาทจอมเสเพลเป็นแค่เปลือกนอกเอาไว้หลอกคนบางพวกเท่านั้น จูหยางเหยี่ยนสร้างภาพของบุรุษเจ้าสำราญมักมากในกามจนเป็นที่เลื่องลือในแผ่นดิน ทั้งหมดเพื่อรอวันที่องค์ไท่จื่อจะได้เถลิงราชย์อย่างถูกต้องโดยมิตกเป็นเป้าหมายทางการเมือง ดูเหมือนว่าหน้ากากที่ทรงสวมจะแนบเนียนเสียจนชาวบ้านแยกไม่ออกว่าทรงแสร้งทำหรือเป็นโดยธรรมชาติกันแน่“กระหม่อมไม่บังอาจ” ไป๋หูอยากจะลงไปคุกเข่า แต่ก็ทำได้เพียงยกมือแสดงความเคารพแทน เพราะต้องปิดบังฐานะที่แท้จริงของทั้งคู่“เอาเถิด ข้าก็อยากใส่ใจนัก เอาแผนเราให้รอดแล้วกัน” ทรงตรัสอย่างรำคาญแล้วใช้เวลาร่ำสุราต่อไป
ทุกอย่างเป็นดังคาด เมื่อเยี่ยซูจิ้นบีบน้ำตาเป็นการขู่บังคับให้เยี่ยเค่อซูต้องพานางออกมาเดินเล่นนอกเมืองจนได้ และข่าวนี้ไม่เล็ดลอดนัยน์ตาพยัคฆ์ของจางไป๋หูที่แอบให้บ่าวคอยสืบเรื่องราวในจวนตระกูลเยี่ย จนรู้ทันถ่วงทีพารัชทายาทตัวดีออกมานอกวังได้อย่างแนบเนียนพร้อมผู้ติดตามที่ไว้ใจได้คอยอารักขาอยู่รอบนอกขบวนเล็กของเยี่ยเค่อซูซึ่งพาน้องสาวทั้งสองนั่งเกี้ยวออกมาจากในเมืองจนล่วงออกมาจากประตูเมืองได้เพลาหนึ่ง ท่ามกลางความเงียบสงัดไร้ผู้คนกลางถนนหลวง ทั้งหมดหยุดพักเพื่อรับประทานอาหารว่างก่อนจะเดินทางกันต่ออีกยามหนึ่ง จู่ๆ เยี่ยซูเจี้ยนผู้เรียบร้อยดังผ้าพับไว้ก็เอ่ยขึ้น“ซูจิ้น ข้าอยากลองขี่ม้าแทนเจ้าบ้างจัง” เหตุเช่นนี้โดยปกติเมื่อลับตาคนในเมืองอันพลุกพล่านแล้ว เยี่ยซูจิ้นมักจะเป็นฝ่ายออกจากเกี้ยว ขอเปลี่ยนมาขี่ม้าเคียงข้างพี่ชายของตนเพื่อชื่นชมและทัศนาพื้นที่โดยรอบเมืองหลวง แต่ครานี้กลับเป็นคราวที่ซูเจี้ยนเอ่ยปากขอร้องบ้างเสียเช่นนั้น เล่นเอาคนถูกขอรู้สึกตกใจไปตามๆ กัน“ทำไมล่ะ? ปกติเจ้าก็ชอบดูทิวทิศน์จากในเกี้ยวนี้”“ข้าแค่อยากเห็น อยากลองใช่ชีวิตแบบซูจิ้นดูบ้าง เผื่อว่าจะรู้สึกแปลกใหม่ดี ไหนๆ ข้าก็จะต้องใช้ชีวิตอีกหลายปีในวังบูรพาของไท่จื่อแล้ว” ปลายเสียงของนางแฝงความหม่นเศร้าอยู่เล็กน้อย คนเป็นพี่สาวมองตาแล้วก็เข้าใจ จึงได้ตบปากรับคำในที่สุด“น่าสนุกดีนี่ ส่วนข้าก็มาลองเล่นเป็นเจ้า นั่งกรีดกรายพัดวีอยู่ภายในรถ อยากรู้เหมือนกันว่าวันๆ เจ้าทนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร”“งั้นเรามาลองสลับตัวกันดูสักวัน ดีไหมท่านพี่?” ซูจิ้นและซูเจี้ยนสองสาวหันไปถามหาเสียงที่สาม“ก็ลองดูสิ ข้าว่าไม่กี่ยาม คนก็รู้ว่าพวกเจ้าคนไหนเป็นคนไหน” เยี่ยเค่อซูแสยะยิ้ม “ข้าเองยังไม่เคยแยกตัวพวกเจ้าผิดสักครั้ง”“นั่นสินะ พวกข้าตำแหน่งไฝฝ้าราคีเหมือนกันหมด ต่างกันแค่นิสัยใจคอ”“อ๋อ ข้าผอมกว่าเสียนิดหน่อย” แม่นางซูเจี้ยนเอ่ย“ทีเรื่องน้ำหนักเจ้าทำคุยโวเชียวนะ เจ้ารู้จักเป็ดไหม หมูหันเอย ซี่โครงหมูอบน้ำผึ้งอร่อยนะ?” ซูจิ้นประชด“เอาเถอะๆ ชักช้าเสียเวลา พวกเจ้าขึ้นเกี้ยวกันไปก่อน แล้วเดี๋ยวนอกเมืองใครจะขี่ม้ายิงธนู อะไรก็ว่ากันไป จะได้รีบกลับมาทันพิธีเซ่นไหว้เสี่ยงทายป้ายบรรพบุรุษ”ว่าแล้วขบวนเกี้ยวตระกูลเยี่ยก็เริ่มขยับเขยื้อนขึ้นอีกครั้ง โดยมิได้ทันรู้ถึงแผนการของคนอีกกลุ่มที่หวังกระชากผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวก่อนงานแต่ง!
“ท่านพี่ วันนี้อากาศดีเสียจริงเจ้าคะ” เสียงของซูเจี้ยนยามควบม้าอยู่เคียงข้างเกี้ยว ขนาบไปกับเยี่ยเค่อซูเอ่ย พลันเสียงอู้อี้จากข้างในก็ดังขึ้นต่อมา“ใช่ซี่ เจ้าขี่ม้าอยู่ข้างนอกนี่นา...” “เจ้าตกลงกับข้าแล้วนะ ซูจิ้น” แม้ภายในจะเป็นสตรีชั้นสูง แต่ท่วงท่าการควบม้าของเยี่ยซูเจี้ยนก็มิได้ด้อยเลย นางได้ทีแอบแกล้งพี่สาวฝาแฝดกลับบ้างขณะบังคับบังเหียนได้อย่างยอดเยี่ยมบรรพบุรุษตระกูลเยี่ยรับราชการทางฝ่ายบู๊มาช้านาน กินตำแหน่งแม่ทัพนายกองมากมายจนถึงขั้นเป็นใหญ่เป็นโตถึงเสนาบดีกลมโหม กระทั่งเยี่ยเค่อซู ผู้ที่จะเป็นทายาทคนล่าสุดก็ยังสามารถสืบช่วงต่อความสามารถทางการรบมาได้อย่างไร้ที่ติ และแม้จะมีบุตรี ทางด้านใต้เท้าเยี่ยเองก็ยังฝึกหัดฝีมือการขี่ม้า และวิชาการต่อสู้ให้บ้างไว้ป้องกันตัว บนเนินสูงเหนือทางเดินแคบๆ ที่ขบวนกำลังเคลื่อนผ่าน ปรากฏร่างชายในชุดดำกลุ่มหนึ่งกำลังพรางตัวซ่อนอยู่ แน่นอนว่าสองในนั้นคือว่าที่เจ้าบ่าวของสองสาวที่กำลังเดินทางชมธรรมชาติอยู่นั่นเอง เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองได้แอบเห็นหนึ่งในแม่นางเยี่ยเต็มตาดวงหน้าเรียว คางเล็ก จมูกยาวทอดลงมาจนถึงริมฝีปากกระจับอวบอิ่ม คิ้วเรียวโค้งอ่อนนุ่มของเยี่ยซูเจี้ยนช่างรับกับดวงตากลมโตสวยพิสุทธิ์สดใส เล่นเอาชายหนุ่มต่างตกตะลึงไปตามๆ กัน ด้วยไม่ผิดว่าจวนสำนักบู๊อย่างใต้เท้าเยี่ย จะมีบุตรีโฉมสะคราญถึงสองนาง แถมยังมีผิวพรรณรอยยิ้มสะอาดอ่อนโยนถึงเพียงนี้“นี่คงเป็นแม่นางเยี่ยซูจิ้นจอมแก่น ข้าได้ยินมาว่านางนั้นดื้อรั้นและเอาแต่ใจยิ่งนัก แถมยังรักสนุกตัวมารดา เช่นนั้นเจ้าคิดว่าแม่นางเยี่ยซูเจี้ยนคู่แฝดเหมือนกันราวกับแกะพิมพ์หรือไม่?” จูหยางเหยี่ยนเอ่ยถามจางไป๋หู“กระหม่อมคิดว่ามีหนทางเดียวที่จะพิสูจน์ได้พะยะค่ะ” คนถูกถามตอบ แต่ก็โดนเอ็ดเข้าให้“อย่าให้คำราชาศัพท์กับข้าสิ! นี่พวกเจ้าด้วยนะ ระหว่างนี้ให้ดำเนินการตามแผนได้เลย” องค์รัชทายาทตัวป่วนหันไปสั่งพลพรรค ไม่นานนักด้านหน้าของเกี้ยว ก็มีร่างหนึ่งทะยานเข้าไปตรงหน้าคนหาม ทำเอาหนึ่งในนั้นสะดุดตกใจแทบปล่อยมือออกจากเกี้ยว เมื่อเสียหลักจึงส่งผลให้เยี่ยซูจิ้นที่อยู่ด้านในเทตัวลงไปหัวกระแทกผนังด้านหนึ่ง เส้นผมพันกันวุ่นวายไม่เป็นทรง อีกทั้งศีรษะยังเจ็บแปลบ ด้วยอารามโมโหและพานคิดว่านางคงโดนดักปล้น จึงแอบหยิบมีดสั้นที่ซุกไว้ใต้อาภรณ์ถือรอไว้ เมื่ออีกฝ่ายกระชากมู่ลี่ที่กั้นเกี้ยวออกได้ นางถึงกับซัดมีดสั้นใส่อย่างเต็มแรง ทว่าฝ่ายที่ลอบโจมตีสายตาไว ผู้ที่ว่องไวราวกับเสือป่าที่สุดในใต้หล้าตอนนี้มีเพียงจางไป๋หู เป็นเขานั่นเองที่หลบเลี่ยงมีดสั้นได้ทัน ดังนั้นเขาจึงได้มีโอกาสมองเห็นแม่นางเยี่ยอีกคนที่กำลังจะตบแต่งเข้ากับตัวเอง ทว่า...เขากลับคิดว่านางคือเยี่ยซูเจี้ยน ว่าที่ไท่จื่อเฟย...ชายาเอกของรัชทายาทจูหยางเหยี่ยน แม้จะแอบแปลกใจที่นางมีวรยุทธ์ ทว่าเขาก็ยังสามารถรับมือกระบวนท่าฝ่ามือพิฆาตของนางได้ทุกครั้งไป จนอีกฝ่ายสบถอย่างหงุดหงิด“บัดซบนัก! เจ้าอย่าหวังจะรอดมือข้าได้ทุกครั้งเลย!”ชายหนุ่มไม่สนทนาตอบ เพียงแต่พยายามยื้อชายอาภรณ์ที่นางแกว่งไกวหลบหลีกไปมาเอาไว้แน่น ทำให้ได้เห็นใบหน้าที่งดงามไม่แพ้หญิงงามอีกหนึ่งด้านนอกเกี้ยว ทว่าคิ้วเรียวของนางกลับขมวดมุ่นแน่นตลอดเวลาราวกับผูกปมไว้ด้วยความอาฆาต แตกต่างกับใบหน้าอ่อนโยนที่อยู่ด้านนอกเหลือเกินบรรยากาศภายนอกก็ระอุไม่แพ้กัน เมื่อรัชทายาทจูหยางเหยี่ยนรับสั่งมิให้ทำอันตรายถึงชีวิตแก่บ่าวไพร่ตระกูลเยี่ย แต่กับตัวเองก็เหมือนถึงคราวเคราะห์ เพราะจากตอนแรกตั้งใจจะกระโจนตามจางไป๋หูไปทางเกี้ยว ทว่าเลี้ยวผิดทิศไปเผชิญหน้ากับเยี่ยเค่อซูผู้เห็นจางไป๋หูกระโจนเข้าไปคนแรก จึงกระโดดมาสกัดกั้น ไท่จื่อไม่รู้จะรับมืออย่างไร ถึงได้เข้าไปคว้าตัวเยี่ยซูเจี้ยนได้ก็คว้าไว้ก่อน เอากระบี่จ่อคอหอยนางไว้ แม้คนถูกจับจะหวาดหวั่น ทว่านางก็ไม่แสดงอาการออกมาให้ผู้เป็นพี่ชายหรือกระทั่งศัตรูเห็นแม้แต่น้อย มีเพียงเหงื่อกาฬที่ไหล่บริเวณขมับจากการเคลื่อนไหวเท่านั้น“ปล่อยนางซะ ไม่งั้นเจ้าจะไม่ตายดี” เยี่ยเค่อซูประกาศกร้าว เล่นเอาคนถูกท้าทายหน้าสั่นตะโกนกลับไป “เจ้าว่าใครไม่ตายดี?! เจ้ารู้ไหมว่า...ข้า...” ตอนแรกพระองค์หงุดหงิดที่ถูกขู่ ทว่าพอรู้ตัว อีกฝ่ายถึงกับลดเสียงลงเปลี่ยนใบเรือตามทิศทางลมไม่หวนคืน “ข้ามันโจรป่าใจอำมหิต ข้าจะปาดคอน้องเจ้าให้ตาย ถ้าเจ้าขยับแม้แต่น้อย!”พอได้ยินคำว่า ‘ปาดคอ’ เท่านั้นแหละ แม่นางเยี่ยซูเจี้ยนสำแดงความใจเด็ดที่ซุกซ่อนอยู่ทันที ถึงนางจะเรียบร้อย แต่นางก็เป็นน้องสาวฝาแฝดของเยี่ยซูจิ้น และน้องสาวของแม่ทัพเยี่ยเค่อซู นางกระทืบส้นเท้าลงบนหลังเท้าองค์ไท่จื่อผู้ปิดบังตัวตน ว่าที่สามี (ที่นางไม่ทันได้รู้) จนร้องเสียงหลง ก่อนจะสะบัดหลุดแล้ววิ่งตรงไปหลบหลังเยี่ยเค่อซูฝั่งราชองรักษ์ยอดฝีมือได้ยินเสียงร้องเจ้านาย ถึงกับชะงักงัน เป็นต้นเหตุให้เยี่ยซูจิ้นได้ทีฟาดฝ่ามือเข้าที่แก้มเขาเต็มแรง แต่จางไป๋หูไม่เสียเวลาถือสาว่าความอะไรกับนาง เพราะได้ยินเสียงองค์รัชทายาทร้องโอดโอยเสียก่อนจึงผละออกไป พอดีจังหวะกับที่ไท่จื่อเขย่งเท้าถอยหนีมาที่เกี้ยวพอดี ทุกอย่างจึงระเนระนาดไปเสียหมด เยี่ยเค่อซูถึงกลับยืนตะลึง...ตั้งแต่ออกทัพจับศึกมา เขามิเคยเห็นโจรป่าที่ไหนกระจอกงอกง่อยจนวิ่งชนกันเองวุ่นวายได้เช่นนี้!ท่าจะไม่ดีแล้ว เมื่อทางเยี่ยเค่อซูย่างสามขุมจะเข้าจับกุม จางไป๋หูจึงคว้าร่างรัชทายาทจูหยางเหยี่ยนใช้วิชาตัวเบาเหินขึ้นยอดไม้ไปอย่างรวดเร็ว พรรคพวกองครักษ์ในคราบโจรที่เหลือจึงรีบทำตามเจ้านายโดยพลัน ไม่นานสนามรบก็เงียบสงบ เหลือเพียงข่าวไพร่ผู้บาดเจ็บเล็กน้อยกับคนหามเกี้ยวที่หลบไปอยู่หลังพุ่มไม้เพื่อความปลอดภัยค่อยทยอยกันออกมาดูสถานการณ์ เยี่ยเค่อซูรีบตะโกนสั่งลูกน้องให้ติดตามสืบหาตัวการเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม เพราะเส้นทางนี้ถือเป็นเส้นทางสัญจรหลักของเมืองหลวง หากมีโจรป่าเกรงจะกระทบต่อความเป็นอยู่ของนักเดินทางและประชาชน สมฉายาที่บรรดาลูกน้องเรียกเขาว่าจอมทัพเจ้าคุณธรรมน้ำใจงาม“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ซูเจี้ยน” เค่อซูหันไปถามน้องสาวซึ่งหลบอยู่ด้านหลังตน“ข้าปลอดภัยดี...แล้วซูจิ้นล่ะ?” แฝดผู้น้องสอดส่ายสายตามองหา พลันก็มีร่างหนึ่งกระชากตัวออกจากซากเกี้ยวปรักหักพังด้วยความหงุดหงิดงุ่นง่าน เยี่ยซูจิ้นผู้ตายยากกระโดดออกมาจากเกี้ยวอย่างเกรี้ยวกราดพร้อมด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์“ข้าสบายดี เพียงแต่เสียดาย ข้าได้ฝากเพียงรอยฝ่ามือไว้ที่แก้มเจ้าโจรบ้านั่น! มันน่าฟาดให้ตายคามือเสียจริงที่มาทำลายวันแสนสุขของข้า!" นางพูดแล้วก็สะบัดเส้นผมที่หลุดออกจากมวยไม่เป็นทรงทิ้งไปด้านหลังอย่างรำคาญพอได้ยินเยี่ยซูจิ้นบ่นโดยไม่ปรากฏร่องรอยบาดเจ็บ สองพี่น้องที่อยู่นอกเกี้ยวถึงกับถอนหายใจแบบที่แยกไม่ออกว่าเพราะโล่งใจในความปลอดภัยของญาติมิตรหรือระอาสันดานกันแน่
ที่แน่นอนคือเสียงประกาศกร้าวของเยี่ยซูจิ้นติดตรึงอยู่ในโสตประสาทของจูหยางเหยี่ยนและจางไป๋หูที่กำลังหลบหนีสนิทแน่น เล่นเอาว่าที่เจ้าบ่าวที่เพิ่งเจอฤทธานุภาพของว่าที่เจ้าสาวถึงกับอยากจับไข้ตัวสั่นด้วยเพราะหวั่นใจคืนเข้าหอ จูหยางเหยี่ยนคงมีเวลาว่างพอจะป่วยไข้นอนติดเตียงได้ แต่สำหรับจางไป๋หู...เขาไม่มีเวลานอนจับไข้ แถมอาจจะต้องนอนเฝ้าคนจับไข้ที่อยู่ข้างๆ เสียอีกต่างหาก!“ไม่เอาแล้ว ไป๋หู อย่างไรต้องทำลายการแต่งงานนี้ให้ได้ ข้าจะไม่แต่งกับแม่ตัวร้ายนั่นแน่ๆ”“องค์ชายก็พูดไป ทรงพิจดูนี่สิพะยะค่ะ” ทูลแล้วก็หันแก้มอวดรอยฝ่ามืออันเกิดจากริ้วเลือดสีแดงจัด “เจอแบบกระหม่อมสิสมควรไม่อยากแต่ง”“เดี๋ยวนะ หากในเกี้ยวนั่นคือเยี่ยซูเจี้ยน...มิเท่ากับข้าต้องแต่งงานกับนางเสือ ส่วนเจ้าแต่งงานกับแม่ม้าดีดกะโหลกที่กระทืบเท้าข้าแทบแหลก!”“ถูกต้องพะยะค่ะ” คราวนี้จางไป๋หูเริ่มยิ้มออก สำหรับเขา...ม้ายังฝึกง่ายดายกว่าเสือ“โอ๊ย! จะม้าหรือจะเสือก็ไม่เอาทั้งนั้น ข้าจะทำลายแผนการแต่งงานนี้ให้ได้ คืนนี้บ้านเยี่ยเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ข้าจะลอบเข้าไปแอบเผาป้ายชื่อซะ จะได้เป็นลางไม่มงคล ข้าจะได้ไม่ต้องแต่งงาน” รัชทายาทร่ายแผนการที่เพิ่งคิดออก“เท่ากับว่ากระหม่อมยังต้องไปด้วยอีกหรือพะยะค่ะ?” จางไป๋หูหน้าซีด“เจ้าเป็นองครักษ์รัชทายาท ไม่ตามข้า จะให้ไปตามแพะที่ไหนกันล่ะ?!”
แผนการในคืนนี้ดูส่อแววจะล่มตั้งแต่จางไป๋หูมองเห็นบรรดาเวรยามในจวนใต้เท้าเยี่ยที่เดินกันยุบยับราวกับมดคันไฟเดินสวนสนามบนกิ่งไม้ เพียงแค่พวกเขาลอบมองจากบนเก๋งหลังคาเฉลียงทางเดินยังใจสั่น แม้ว่าเขาและองค์รัชทายาทจะสืบรู้แล้วว่าตำแหน่งตึกที่ตั้งป้ายบรรพชนอยู่ที่ใด แต่ก็อดหวาดหวั่นไม่ได้อีกสองคนที่หวั่นใจอยู่เช่นกัน ก็คงเป็นสองพี่น้องตระกูลเยี่ย แม่นางทั้งสองต้องงดเว้นการออกจากจวน เพื่อเป็นการแสดงความเคารพบรรพชน นอกจากนั้นการออกจากจวนครั้งล่าสุดยังก่อให้เกิดภยันตรายจนเยี่ยเค่อซูเองตัดสินใจไม่ทำตามความปรารถนาของน้องสาวสุดรักอีกสักพัก“น่าเบื่อชะมัด อีกหน่อยก็ต้องแต่งงานแล้ว ข้าก็คงถูกขังอยู่ในจวนสกุลจางตลอดชีวิต” เยี่ยซูจิ้นผู้ที่นั่งชันเขาบนเก้าอี้ริมหน้าต่างเอ่ยขึ้น ซูเจี้ยนที่นั่งปักชุดแต่งงานอยู่จึงผินหน้าขึ้นมามอง“ซูจิ้น เจ้ายังแค่แต่งเข้าสกุลจาง แม้ข้าจะพยายามฝึกหัดตนเองเพื่อออกเรือนตามคำบอกกล่าวของแม่ แต่การที่ข้าต้องไปเป็นไท่จื่อเฟย...ก็ยังเกินกว่าจินตนาการไว้มาก”“นั่นสินะ เจ้าต้องไปเป็นชายาเอก แถมอาจจะได้เป็นฮองเฮาในอนาคตอีก ชะตากรรมเจ้าดูดี แต่น่าหวั่นเกรงใจแทนเสียจริง เจ้าคงต้องระวังตัวมาก...มากกว่าที่เจ้าเป็นตอนนี้อีกสินะ ท่านแม่มักเตือนข้าให้ระวังตัวเสมอต่างกับเจ้า แต่พอได้ยินแบบนี้ ข้าก็อยากบอกให้เจ้าระวังตัวเสียอีกคน” ซูจิ้นเอื้อมมือขึ้นไปวาดครึ่งวงกลมตามแนววงจันทราบนท้องฟ้าแก้เบื่อ“บอกตามตรง...ข้าเพียงแค่รับรู้ว่าสักวันต้องแต่งงานเพื่อครอบครัว แต่ข้าไม่คิดว่าฮองเฮาจะเลือกข้าให้ไปเป็นไท่จื่อเฟย ข้าพอเข้าใจว่านี่อาจมีบางอย่างอยู่เบื้องหลัง”“เจ้าคิดว่าชีวิตเจ้าจะเป็นอย่างไรต่อไป?”“หากชีวิตในวังหลวงไม่ต่างกับนกน้อยในกรงทองที่ใครจะหยิบจะป้อนอะไรให้ก็ได้ ข้าว่าตำหนักของรัชทายาทก็คงไม่ต่างกัน...” เยี่ยซูจิ้นเอ่ยเสียงอ่อย มือนางเริ่มวางสะดึงและเข็มที่ปักอยู่ทิ้งไว้บนเตียงข้างกาย“เจ้าเองก็ไม่ได้อยากแต่งงานเหมือนข้าใช่ไหม? ซูเจี้ยน”เยี่ยซูเจี้ยนไม่ได้ตอบ แต่ความสนิทชิดเชื้อราวกับเป็นคนๆ เดียวกันของฝาแฝดทำให้ซูจิ้นรับรู้ได้ถึงความหวาดกลัวของน้องสาวร่วมครรภ์ นางคงต้องพยายามทำอะไรสักอย่างเพื่อตัวนางและน้องสาว ใช่สิ! วันนี้ท่านแม่จะนำวันเดือนปีเกิดและชื่อของพวกนาง รวมถึงของว่าที่สามีเซ่นไหว้บอกกล่าวเอาฤกษ์นี่นา...ถ้ามีคนไปกระทำสิ่งไม่เป็นมงคลล่ะ?คิดได้ดังนั้น นางก็รีบหันหน้าไปทางน้องสาวทันที พร้อมส่งรอยยิ้มที่หากมิใช่ซูเจี้ยนก็คงดูไม่ออกว่ามีอะไรในใจ ก่อนคนที่ตอนแรกง่วนกับการปักผ้าจะวางมือ ลุกขึ้นจากเตียง ส่วนซูจิ้นคว้าตะเกียงแล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกัน ทิศทางจุดหมายคงไม่ต่างกับร่างเงาดำสองร่างที่ค่อยๆ ขยับเขยื้อนจากบนหลังคาทางเดินไปด้วยกันนั่นเอง