ตอนที่27 จิตรกรถังซิ่ว
“ฮวาเอ๋อร์พวกเราไปดูมุมนั้นกันดีไหม?”
“นั่นสิ ฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าพวกเขาวิจารณ์ภาพวาดของใคร?”ม่อฮวาพยักหน้าเห็นด้วย
จากนั้นอาจารย์ถังม่อฮวา ซ่งเย่และซูฉีเดินตามหลังยายตนเองไปยังมุมที่เกิดการสนทนาแลกเปลี่ยนนั้น
เมื่อทุกคนเดินมาถึงตำแหน่งที่ตั้งของภาพวาดที่เวลานี้มีคนรุมล้อมอยู่5 คน
และเป็ตำแหน่งที่อยู่ท่ามกลางภาพวาดของจิตรกรที่มีชื่อเสียงของเมืองกรีนและมณฑลแถบนี้
“ไม่เลว”อาจารย์ถังซิ่วก้าวเข้าไปร่วมวงสนทนากับคนทั้งห้าอย่างคุ้นเคย
“อาจารย์ถังคุณนั่นเอง คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับภาพนี้?”
หญิงชราหันหน้ามาพบกับอาจารย์ถังพอดีและถามขึ้นอย่างเป็กันเอง
อาจารย์ถังขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อสังเกตภาพวาดของซ่งเย่อย่างละเอียด
เขาพบว่ามีสัญลักษณ์บางอย่างที่เขารู้จักสอดแทรกอย่างชาญฉลาดในภาพวาดนั้น
เขาหันหน้าไปสบตากับม่อฮวาเหมือนจะถามเธอว่าคิดเห็นอย่างไรกับภาพนี้?
ม่อฮวาอมยิ้มเล็กน้อยกับท่าทีของเพื่อนชายและกล่าวอย่างท้าทายว่า
“อาซิ่วคุณสามารถแปลความหมายของมันได้ไหมคะ?”
เธอรู้ดีว่าซ่งเย่ได้สร้างสัญลักษณ์ขึ้นในภาพวาดที่เลียนแบบการวาดภาพของตนเอง
แต่ทว่าเธอสามารถแกะรอยสัญลักษณ์และแปลความหมายได้แค่หนึ่งในสี่ส่วนเท่านั้น
ซึ่งมันเหนือจินตนาการของตนเอง!
นี่คือพร์หลานสาวของเธอ!
พร์ที่สืบทอดทางสายเืใช่ไหม?!
มันน่าทึ่ง!
สายเืเอสเปอร์!
เวลานี้อาจารย์ถังซิ่วขมวดคิ้วหนักกว่าเดิมขณะที่กำลังจ้องภาพวาดห้วงอวกาศนั้นอย่างจริงจัง
เขาสังเกตเห็นสัญลักษณ์ขั้นสูงเป็คล้ายกับท่วงท่าการร่ายรำเหมือนการต่อสู้เหมือนการออกกำลังกายปะปนกัน
“อืม สวยงามทักษะไม่ด้อยกว่าฮวาเอ๋อร์” อาจารย์ถังเอ่ยชมตามจริง
เขาประหลาดใจที่พบใครบางคนมีทักษะใกล้เคียงกับเพื่อนสาวของตนเองซึ่งเป็ทักษะที่หายาก
“ฮิฮิแน่นอนอยู่แล้ว”ม่อฮวาหัวเราะเบาๆอย่างชอบใจแต่เธอไม่เฉลยให้เพื่อนรู้ว่าเป็ใครที่วาดภาพนี้
จู่ๆซูฉีพูดขึ้นมาเมื่อเธอตั้งใจมองภาพที่ทุกคนให้ความสนใจตรงหน้า
“ภาพนี้แปลกมากเลยซ่งเย่ฉันเหมือนมองเห็นอะไรบางอย่างในนั้น?”
“หือ เห็นอะไร?”ซ่งเย่มีแววตาประหลาดใจที่เพื่อนตนเองมองเห็นสัญลักษณ์นั่น
ซูฉีกอดอกและมือข้างหนึ่งจิ้มเคาะที่ขมับตนเองพลางพูดอย่างระมัดระวังว่า
“มันเหมือนสัญลักษณ์อะไรบางอย่างคล้ายๆกับการร่ายรำของมนุษย์แต่ฉันตีความได้แค่สัญลักษณ์อันเดียว”
คำพูดของซูฉีทำให้ม่อฮวาและถังซิ่วตาลุกวาวอย่างตื่นเต้นที่พบต้นกล้าที่ดีในเวลานี้
“ซูฉีหนูเห็นจริงหรือจ๊ะ?”
“ลูกศิษย์ของผมตาแหลมจริงๆ”
ม่อฮวาและถังซิ่วพูดขึ้นพร้อมกันอย่างตื่นเต้นยินดี
ซูฉีอึกอักครู่หนึ่งก่อนพยักหน้ายืนยันคำตอบตนเอง“หนูเห็นจริงๆค่ะ มันอยู่มุมตรงนี้”
จากนั้นซูฉีชี้ไปยังตำแหน่งที่เธอมองเห็นสัญลักษณ์และสามารถแปลความหมายของมันได้
ซ่งเย่มีสายตาชื่นชมเพื่อนสนิทของเธอที่มีความสามารถและทักษะด้านนี้
“ไม่เลว” “ดีดี” ม่อฮวาและถังซิ่วสบตากันและกล่าวพร้อมกันอย่างปลาบปลื้ม
ถังซิ่วไม่คิดว่าการมาเยือนเมืองกรีนในคราวนี้จะได้พบกับสาวน้อยมหัศจรรย์อย่างซ่งเย่
และยังได้รับลูกศิษย์ที่มีพร์คล้ายคลึงกับตนเองอีกด้วย
“ขอบคุณค่ะอาจารย์ไม่รู้ว่าหนูจะมีโอกาสได้เห็นภาพวาดของอาจารย์ไหม?”
ซูฉีกล่าวอย่างเขินอายกับคำชมจากสองผู้าุโและร้องขออย่างคาดหวัง
“ภาพของอาจารย์อยู่ทางนี้ถ้าเธอสนใจมาดูสิ ลองดูว่าเธอจะเห็นอะไรจากภาพวาดของอาจารย์?”
ถังซิ่วกระแอมไอก่อนพูดอย่างโอ้อวดเล็กน้อยและเดินนำทุกคนไปยังตำแหน่งภาพวาดของตนเอง
ภาพนี้ตั้งอยู่ตรงกลางห้องจัดนิทรรศการฉันสองที่มีผ้าคลุมภาพและได้ถูกเปิดออกโดยอาจารย์ถังซิ่ว
เป็ภาพวาดของฝูงหมาป่าในูเาหิมะและต้นสนที่ขาวโพลนถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว
ชื่อภาพนี้คือ“เหยื่อท่ามกลางความเหน็บหนาว”
ม่อฮวา ซ่งเย่ซูฉีต่างตื่นตะลึงกับความสวยงามของภาพวาดอาจารย์ถังกันถ้วนหน้า
พลันซูฉีมีแววตาว่างเปล่ามากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเธอจ้องมองภาพฝูงหมาป่าจุดใดจุดหนึ่งเป็เวลานานมากกว่า5 วินาที
ซ่งเย่เหลือบเห็นอาการของซูฉีที่ถูกสะกดจิตจากภาพวาดเธอตบไหล่เรียกสติของซูฉีเบาๆ
“โอ๊ะ! ฉันเป็อะไรไปน่ะ?”ซูฉีรู้สึกมึนงงเล็กน้อยและมองหน้าซ่งเย่อย่างงุนงง
“ไม่มีอะไร” ซ่งเย่ไม่้าสร้างความกังวลใจให้กับเพื่อนตนเองจึงโกหกโดยตรง
ด้านอาจารย์ถังและม่อฮวาสบตาและยิ้มให้กันอย่างเข้าใจกับท่าทีของซูฉี
นั่นเป็เพราะว่าทักษะของอาจารย์ถังที่ใช้ประโยชน์สำหรับกองทัพหรือทำจิตบำบัดคือ การสะกดจิตด้วยภาพ
“หลานเห็นอะไรในภาพนี้บ้างจ๊ะ?”ม่อฮวา้าทดสอบทักษะของซ่งเย่จึงถามขึ้นมา
“นั่นสิซ่งเย่เห็นอะไรไหมครับ?” อาจารย์ถังถามอย่างลุ้นว่าซ่งเย่จะสร้างปาฏิหาริย์อีกหรือไม่?
ซ่งเย่เหลือบตามองอาจารย์ถังและยายตนเองที่เหมือน้าทดสอบตนเอง
เธอจึงถามอย่างระมัดระวัง“หนูสามารถพูดตามตรงได้เลยไหมคะ?”
เนื่องจากสัญลักษณ์บนภาพของอาจารย์ถังเป็ความหมายที่ค่อนข้างอันตรายสำหรับคนทั่วไป
“ใช่ครับ”อาจารย์ถังพยักหน้ายืนยัน
เวลานี้เริ่มมีคนทยอยเข้ามาดูภาพของอาจารย์ถังมากขึ้นเรื่อยๆ
ซ่งเย่จึงตอบเสียงเบาให้พอได้ยินแค่สองสามคนว่า“เปิดเผยความลับบางอย่าง”
อาจารย์ถังและม่อฮวาตื่นตะลึงตัวแข็งทื่อทันที
ทั้งสองคนเข้าใจความหมายที่ซ่งเย่สื่อถึงพวกเขาโดยตรง
เพราะนั่นคือความตั้งใจของอาจารย์ถังที่ได้รับข้อมูลจากเ้านายตนเองหรือหลิวเย่
กองกำลังแผนกพิเศษของกองทัพ้าจับกุมสมาชิกขององค์กรKA
เพื่อค้นหาความลับและวัตถุประสงค์ที่แท้จริงขององค์กรว่าเป็อย่างไร?!
ซูฉีที่ไม่รู้เื่ราวลึกลับซับซ้อนเ่าั้เธอแสดงท่าทางงุนงงกับท่าทีของอาจารย์ถัง ยายของซ่งเย่และซ่งเย่
ทั้งสามคนดูมีลับลมคมในแปลกๆ
“.....”อาจารย์ถังสบตากับซ่งเย่และพยักหน้าเบาๆเป็การยืนยันการคาดเดาของซ่งเย่
จากนั้นทุกคนทำตัวตามปกติและเริ่มวิพากษ์ความงดงามของภาพการลงสี น้ำหนักของแปรง แสงและเงา +
รวมถึงความหมายของภาพวาดเหมือนกับคนอื่นๆที่มาชมภาพวาดบนชั้นสอง
ซ่งเย่สังเกตเห็นว่าตำรวจจัดการปัญหาในสถานที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว
และไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดงานนิทรรศการภาพศิลป์แต่อย่างใด
“วันนี้เพื่อต้อนรับศิษย์คนใหม่ผมจะวาดภาพให้ทุกคนดูแล้วกันครับ”
อาจารย์ถังกล่าวอย่างอารมณ์ดีและสบตาม่อฮวาซ่งเย่ และซูฉีโดยตรงโดยเขาพูดเบาๆเพื่อให้ได้ยินแค่สี่คน
“จริงหรือคะอาจารย์?”ซูฉีตาเป็ประกายด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“ดีเลย หลานฉันจะได้เรียนรู้ด้วย”ม่อฮวาพยักหน้าเห็นชอบกับข้อเสนอเพื่อนชาย
“ได้ทีเลยนะ”อาจารย์ถังมองบนกับคำพูดของเพื่อนสาวตนที่มัดมือชกตนเองโดยตรง
จากนั้นอาจารย์ถังเดินนำทุกคนไปบนฉันสามในห้องรับรองแขก
ซึ่งมีมุมหนึ่งของห้องที่เ้าหน้าที่ของหอศิลป์จัดเตรียมอุปกรณ์ไว้พร้อมสำหรับศิลปินที่้าใช้งาน
“ดูให้ดีนะครับ”อาจารย์ถังเหล่ตามองซ่งเย่และซูฉีอย่างคาดหวัง
เขาเคยเห็นปาฏิหาริย์จากซ่งเย่ั้แ่คราวที่อยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
และหวังเป็อย่างยิ่งว่าจะได้เห็นปาฏิหาริย์จากเธออีกครั้ง
“พรึ่บ ขวับ.....”อาจารย์ถังหยิบแปรงจุ่มสีค้างไว้ครู่หนึ่งก่อนรวบรวมพลังลึกลับภายในร่างกาย
จากนั้นเขายกแปรงสูงระดับสายตาและจ้องค้างไว้ครู่หนึ่งก่อนจะนำแปรงตวัดบนผืนผ้าใบตรงหน้า
ซ่งเย่จับสังเกตท่าทางของอาจารย์ถังอย่างละเอียดทุกขั้นตอน
เธอพบว่าขณะที่อาจารย์ถังจุ่มแปรงค้างไว้นั้นมีการถ่ายทอดพลังจากร่างกาย
ซ่งเย่คิดในใจอย่างคาดหวังว่า“หากเป็พลังซาเซินจะใช้ได้ไหม? น่าลอง!”
และขณะที่อาจารย์ถังจับแปรงที่จุ่มสีแล้วให้มาอยู่ในระดับสายตา
ซ่งเย่สังเกตว่ามันคล้ายกับการรวบรวมพลังและออกคำสั่งหยุดเวลาของหลิวเย่
“อืม เหมือนกันน่าจะเป็หลักการเดียวกัน”
ซ่งเย่ตาเป็ประกายแวววาวเมื่อพบว่าขณะที่อาจารย์ถังวาดสัญลักษณ์การสะกดจิตนั้น
เขาใช้สัญลักษณ์ที่คล้ายคลึงกับการสะกดจิตของเอสเปอร์คนหนึ่งบนดาวเอเอส
ซ่งเย่ตาโตเป็ประกายอย่างตื่นเต้นยินดี
นั่นเป็เพราะว่าเธอสามารถทำความเข้าใจและรู้จักสัญลักษณ์เ่าั้เป็อย่างดี
เมื่อพบเห็นสิ่งคุ้นตาเช่นนี้ทำให้ซ่งเย่มั่นใจว่าเธอสามารถวาดภาพสะกดจิตได้อย่างแน่นอน
และคิดในใจอย่างเชื่อมั่นตนเองว่า“ไม่ยาก ต้องลองดูก่อน”
อาจารย์ถังวางแปรงลงและเกิดเสียงกระทบของแปรงกับจานรองแ่เบา“ติ๊ก!”
ม่อฮวาเดินไปชมภาพ“ห้วงนที” ที่เป็ภาพแม่น้ำไหลผ่านหมู่บ้านเล็กๆ
ภาพทิวทัศน์ที่สวยงามสะกดให้ม่อฮวารู้สึกถึงความกว้างใหญ่ไพศาลและอ้างว้างเดียวดาย
ซ่งเย่หรี่ตามองภาพห้วงนทีอย่างสนใจ
เธอพบว่าภาพนี้สามารถสะกดอารมณ์ความเศร้าหมองของผู้คนให้จางหายไป
“ภาพสวยความหมายดี สลายความเศร้าหมองของผู้คนไปได้”
ซ่งเย่พูดความหมายของการสะกดจิตออกมาโดยตรง
ซึ่งทำให้อาจารย์ถังยิ้มกว้างและหัวเราะเบาๆอย่างมีความสุข“ถูกต้อง!”
เขาประทับใจในความสามารถของซ่งเย่ที่สามารถแปลความหมายของภาพและยังไม่ถูกสะกดจิตแต่อย่างใด
ต่างจากซูฉีที่เวลานี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างอารมณ์ดีและมีสายตาว่างเปล่าเล็กน้อย
เนื่องจากซูฉีจ้องมองภาพวาดจุดใดจุดหนึ่งนานเกินไปจนภาพวาดสะกดจิตเธอได้โดยตรง
อาจารย์ถังม่อฮวา และซ่งเย่ที่มองเห็นซูฉีมีอาการเคลิบเคลิ้มมีความสุข
ทั้งสามคนไม่ได้ขัดขวาง่เวลาแห่งความสุขของซูฉี
“อยากลองวาดสักภาพดูไหม?”อาจารย์ถังถามอย่างคาดหวังว่าจะได้เห็นทักษะอีกหนึ่งอย่างของซ่งเย่
“ลองดูสักภาพก็ได้นะจ๊ะหลานรัก”ม่อฮวาเอ่ยชวนอีกเสียง
ทำให้ซ่งเย่พยักหน้าตอบรับอย่างผ่อนคลาย“ตกลงค่ะ”
ทั้งสามคนเดินไปอีกด้านหนึ่งเพื่อให้ซ่งเย่ได้ทดลองวาดภาพตามคำขอของอาจารย์ถัง
ซ่งเย่ครุ่นคิดขณะจับแปรงจุ่มสีน้ำเงิน
เธอกำลังเลือกว่าจะวาดภาพสะกดจิตเื่อะไรดี?!
สุดท้ายซ่งเย่เลือกวาดภาพสะกดจิต“กระตุ้นความทรงจำที่ถูกผนึกไว้” เพราะเธอมีแผนบางอย่างในใจ
เมื่อตัดสินใจได้แล้วซ่งเย่ส่งพลังซาเซินเข้าสู่แปรงที่กำลังจุ่มสีและนำแปรงมาจดจ่อต่อสายตาครู่หนึ่ง
จากนั้นตวัดแปรงวาดรูปบนผืนผ้าใบอย่างรวดเร็ว!
อาจารย์ถังซิ่วที่เฝ้าสังเกตซ่งเย่อย่างใกล้ชิด
เขาตื่นตะลึงที่พบว่าเธอสามารถลอกเลียนแบบทักษะของเขาได้อย่างครบถ้วนไม่มีตกหล่น
“นี่คือพร์ของเอสเปอร์ใช่ไหม?”อาจารย์ถังถามตัวเองในใจด้วยความประหลาดใจ
“พรึ่บ พรึ่บพรึ่บ ขวับ ขวับ ขวับ” ซ่งเย่วาดและตวัดแปรงสลับกับพู่กันอย่างต่อเนื่อง
สิบห้านาทีต่อมา
“ติ๊ก”เสียงสุดท้ายเมื่อซ่งเย่วางแปรงลงบนโต๊ะ
ปรากฏภาพมหาสมุทรกว้างใหญ่ที่มีสัตว์ทะเลน้อยใหญ่แหวกว่ายอยู่คล้ายมีชีวิตและกำลังเคลื่อนไหวอย่างร่าเริง
หากมองเผินๆจะเป็ภาพทิวทัศน์ที่สวยงามภาพหนึ่งแต่หากจ้องมองจุดใดจุดหนึ่งนานเกินกว่า3 วินาที
ผู้ที่จ้องมองเริ่มมีสายตาว่างเปล่าและนึกถึงความทรงจำที่ถูกเก็บซ่อนไว้ในส่วนลึกของจิตใจโดยอัตโนมัติ
ยายม่อฮวาพลันก้มหน้าลงเมื่อเริ่มถูกสะกดจิตโดยภาพวาดของซ่งเย่
แต่เนื่องจากม่อฮวาเป็เอสเปอร์ที่มีพลังจิตแข็งกล้าเช่นกัน
ดังนั้นภาพของซ่งเย่จึงไม่สามารถสะกดจิตเธอได้แต่ถ้าเธอปล่อยตัวปล่อยใจจ้องมองนานกว่านี้
นั่นอาจถูกสะกดจิตได้
“เยี่ยมมากจ้ะหลานรัก”ม่อฮวาเอ่ยชมซ่งเย่อย่างชื่นชมจริงใจ
“น่าทึ่งจริงๆ!”อาจารย์ถังพยักหน้าชื่นชมพลางลอบถอนหายใจอย่างเสียดายที่ซ่งเย่ไม่ได้เป็ลูกศิษย์ของตนเอง
ซ่งเย่รู้สึกมั่นใจทักษะตนเองมากขึ้นเมื่อได้ผลลัพธ์เป็ไปตามที่คาดหวังไว้
ตอนนี้เวลาล่วงเลยถึง17.00 น. ซึ่งนิทรรศการภาพศิลป์เปิดให้ชมวันเสาร์และอาทิตย์ั้แ่เวลา09.00-18.00 น.
“ถ้าเช่นนั้นพวกเรากลับกันก่อนแล้วเจอกันคราวหน้า”
ม่อฮวาบอกกับอาจารย์ถังเมื่อเหลือบมองดูเวลาบนนาฬิกาติดผนังในห้องรับรอง
“ตกลงครับวันหลังผมถึงจะไปเยี่ยมคุณกับเหลาจ้าน”
“ซูฉีพวกเราค่อยนัดหมายการสอนวาดภาพในภายหลัง”
อาจารย์ถังพูดขึ้นกับซูฉีเมื่อเห็นว่าเธอฟื้นตัวจากการถูกสะกดจิตแล้ว
ผลสะกดจิตจากภาพวาดของอาจารย์ถังภาพนี้จะอยู่ได้ราว30-60 นาที
แต่ทว่าภาพวาดของซ่งเย่นั้นมีผลยาวนานกว่าเพราะเธอใช้ทักษะขั้นสูงจากดาวเอเอส
“ค่ะอาจารย์แล้วหนูจะโทรหาอาจารย์อีกครั้งนะคะ” ซูฉีตอบรับอย่างเข้าใจ
อาจารย์ถังพยักหน้าเห็นด้วยเนื่องจากเขาจำเป็ต้องอยู่ดูแลความเรียบร้อยของงานนิทรรศการครั้งนี้
อย่างไรก็ตามหน้าที่หลักอีกอย่างของเขาคือการสืบหาเบาะแสของสมาชิกองค์กรKAให้กับเ้านายตนเอง
“พวกเรากลับก่อนนะคะอาจารย์ถัง”ซ่งเย่กล่าวล่าอาจารย์ถังอย่างสุภาพ
“หนูกลับก่อน จะโทรหาอาจารย์อีกครั้งนะคะ”
ซูฉีกล่าวย้ำอย่างอารมณ์ดีที่วันนี้เธอสามารถเดินตามฝันตนเองได้แล้ว
และยังได้เป็ลูกศิษย์ของปรมาจารย์จิตรกรชื่อดังระดับประเทศ
..........
ซ่งเย่และยายม่อฮวากลับมาถึงวิลล่าซิงฝูเวลา16.45 น.
เธอถอนหายใจโล่งอกที่สามารถปกป้องอาจารย์ถังและยายตนเองได้
เมื่อเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาทานอาหารเย็น
ซ่งเย่เปิดคอมพิวเตอร์และแฮ็คระบบข้อมูลของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งเมืองกรีน
เธอ้าหาข้อมูลวิชาเรียนที่เพื่อนในห้องสามและเพื่อนชายอีกสามคนมีคะแนนต่ำ
เนื่องจากซ่งเย่วางแผนที่จัดติวให้กับเพื่อนๆในวันมะรืนนี้
ดังนั้นเธอจึงต้องเตรียมแผนการสอนแบบง่ายๆให้กับเพื่อนทุกคน
ซ่งเย่ถือคติที่ว่า “การเสียสละ คือผู้ให้ ไม่ใช่ผู้รับ”
..........
ทางด้านหลิวเย่ที่คอยบัญชาการลูกน้องในกองกำลังแผนกพิเศษและปู้เล่ยที่แฝงตัวไปทำงานร่วมกับตำรวจ
“เ้านายเมื่อวานตอนเย็นมีเหตุฆาตกรรมชาย4 คนที่สนามเด็กเล่นห่างจากโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งแค่ 10 กิโลเมตร สืบค้นข้อมูล
เบื้องต้นพบว่าทั้งสี่คนเป็อันธพาลมีประวัติลักขโมยปล้นชิงทรัพย์ และรับจ้างวานฆ่าคนแต่ไม่พบข้อมูลเหยื่อเป้าหมายนั้นและยังมี
เหตุฆาตกรรมคนร้ายจากในหอศิลป์เมืองกรีน 1 รายครับผม”
ปู้เล่ยโทรมาแจ้งข่าวหลิวเย่เมื่อได้รับรวบรวมข้อมูลและสรุปเหตุการณ์ทั้งสองแล้ว
“คนตายที่หอศิลป์เป็ใคร?”หลิวเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อมีคนตายซึ่งเขาได้จัดวางกำลังป้องกันเหตุร้ายไว้ล่วงหน้า
“คนตายเป็หนึ่งในสมาชิกองค์กรKA แต่มือสังหารพวกเรากำลังตามสืบข้อมูลอยู่ครับ”
ปู้เล่ยรายงานหลิวเย่ตามจริง
“มีความก้าวหน้าแล้วรายงานมาอีกที”
หลิวเย่สั่งการปู้เล่ยเสียงเข้มซึ่งเขาให้ความสนใจเหตุการณ์ที่หอศิลป์มากกว่า
“รับทราบครับผม”ปู้เล่ยส่งเสียงยืนยันคำสั่งของเ้านายตนเอง
เวลานี้แผนกนิติเวชได้รายงานผลการชันสูตรศพเบื้องต้นส่งมายังสถานีตำรวจ
และผลการรายงานนั้นคือ คนร้ายถูกสังหารด้วยเข็มขนาดเล็กแค่0.1 เิเ ยาว 5 เิเ
ที่สำคัญคือเข็มนั้นเคลือบยาพิษชนิดร้ายแรงที่เมื่อัักับเืหรือเนื้อเยื่อแล้วจะทำให้เหยื่อเสียชีวิตทันที
นี่เป็อาวุธที่น่ากลัว!
โเี้!
ปู้เล่ยรู้สึกหนาวสันหลังขึ้นมาเมื่ออ่านรายงานจากแผนกนิติเวช
เขาลูบคางอย่างสงสัยว่าใครที่มีความสามารถมากขนาดนี้
“ต๊อกแต๊ก ๆๆ”
หลิวเย่พิมพ์คำสั่งแฮ็คกล้องวงจรปิดของหอศิลป์และบริเวณโดยรอบอาคารหอศิลป์
เมื่อเขาพบกับภาพของสาวน้อยตนเองที่เดินทางมาพร้อมกับยายม่อฮวา
หลิวเย่ยิ้มมุมปากตาทอประกายอย่างมีความสุข
“เฮ้อ! ไม่ได้เห็นหน้าเห็นแค่ภาพจากกล้องวงจรปิดก็ยังดี” เขาบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“เอ๊ะ! จะเป็เธอไหมนะสาวน้อย?”
หลิวเย่พลันชะงักไปเมื่อตรวจพบความผิดปกติของซ่งเย่ที่เดินขึ้นบันไดไปฉันสองแค่ครึ่งทาง
และเธอหยุดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเดินลงกลับมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลิวเย่หรี่ตามองอย่างสนใจเมื่อพบว่าจุดที่สาวน้อยตนเองหยุดนั้นหากมองตามสายตาแล้ว
สาวน้อยจะต้องมองเห็นคนร้ายที่ถือปืนซุ่มเตรียมยิงเหมือนกับตนเองแน่นอน
“น่าสนใจ!”หลิวเย่เท้าคางมองภาพที่เขาหยุดไว้ด้วยตาเป็ประกายตื่นเต้น