คังอิงวางช้อนลง เงยหน้ามองเขาพร้อมยิ้มอ่อนโยน
“ตื่นแล้วเหรอ? มึนหัวไหม? ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า? ฉันทำกับข้าวเสร็จแล้ว คุณกินได้เลย แต่ไปแปรงฟันล้างหน้าก่อนนะ”
สือเจียงหย่วนนึกขำ รู้สึกว่าน้ำเสียงของคังอิงเหมือนคุณครูอนุบาลกำลังสั่งเด็กนักเรียน แต่พูดตามตรง เขาฟังแล้วรู้สึกเพลินดี
สาวๆ รอบตัวเขามักทำตัวเกร็งและห่างเหิน ไม่มีใครพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายเป็นกันเองแบบนี้
จู่ๆ สือเจียงหย่วนก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจเหมือนได้รับ ‘ความรักจากแม่’ เขาเกาหัวพลางตอบ “ครับ เดี๋ยวผมไปเดี๋ยวนี้แหละ”
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันแล้ว สือเจียงหย่วนก็รู้สึกว่าตัวเองสดชื่นขึ้นมาก เพียงแต่เขารู้สึกกระหายน้ำมาก พอเห็นใต้ต้นหอมหมื่นลี้ในลานบ้านมีชุดน้ำชาของคังอิงที่ทำความสะอาดแล้ววางอยู่ เขาจึงก้าวไปข้างหน้า หยิบกระติกน้ำร้อนขึ้นมาเตรียมจะชงชาดื่มแก้กระหาย
ทว่าคังอิงกลับเรียกเขาไว้ “อย่าเพิ่งดื่มชาเลย ฉันต้มน้ำแกงมะระเอาไว้ แก้ร้อนในคลายร้อนได้ คุณดื่มน้ำแกงนี่ดีกว่านะ”
มะระนี้ฉันไปขอจากอาซ้อรองจางข้างบ้านมา จะให้เงินพี่เขา เขาก็ไม่เอา บอกว่าปลูกเองที่บ้าน ไม่ได้มีค่าอะไร เพื่อนบ้านแถวนี้ใจดีจริงๆ เอาไว้คราวหน้าฉันจะทำของอร่อยๆ ไปฝากเขา”
คังอิงพูดเจื้อยแจ้วไปเรื่อย เธอรู้สึกว่าไม่ควรเอาเปรียบคนอื่น จึงคิดว่าพรุ่งนี้จะไปซื้อซี่โครงหมูเพิ่ม เอากลับมาทอดแล้วเอาไปฝากอาซ้อรองจางสักจาน
พอคิดแบบนั้น คังอิงพลันอารมณ์ดี มุมปากของเธอยกขึ้น เผยรอยยิ้มอันงดงามบริสุทธิ์ จนสือเจียงหย่วนมองเธออย่างตะลึงลาน
เขารู้สึกว่าคังอิงนั้นหน้าตาสะสวยจริงๆ แม้แต่นักแสดงหญิงของคณะละครเพลงและนาฏศิลป์ในเมืองหลวงที่ได้รับการคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถัน ก็ยังสู้คังอิงไม่ได้ สมกับคำกล่าวที่ว่า ‘นกที่สวยงามมาจากหุบเขาลึก’
หากคังอิงไม่ได้เกิดที่อำเภอหลี่ว์อันห่างไกลแห่งนี้ แต่เกิดที่เมืองหลวง หรือเมืองใหญ่ๆ ที่ไหนสักแห่งล่ะก็ เธอคงจะถูกแมวมองชักชวนไปเป็นดาราแล้ว
ตอนที่สือเจียงหย่วนตักข้าวนั้น เขาพูดติดตลกกับคังอิงว่า “คังอิง คุณเคยคิดจะไปเป็นดาราไหม?”
“ทำไมเหรอ?” คังอิงเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
“ก็เพราะคุณสวยมาก ถ้าหากไปเป็นดารา คงมีคนชอบคุณเยอะมากแน่ๆ บางทีอาจจะโด่งดังเหมือนกับหลิวเสี่ยวชิง [1] กับพานหง [2] ก็ได้นะ” สือเจียงหย่วนกล่าวอย่างจริงจัง
ไม่ว่าจะชาติก่อนหรือชาติปัจจุบัน นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนชมว่าคังอิงสวย ทั้งที่ตอนนี้เธอยังไม่ได้แต่งหน้าเลยนะ?
คังอิงลูบใบหน้าของตนเองแล้วแย้มยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “ฉันไม่เป็นดาราหรอก ฉันจะปั้นดารา”
“หมายความว่ายังไง?” สือเจียงหย่วนถามอย่างไม่เข้าใจ
“พอฉันมีเงินแล้ว ฉันจะเปิดบริษัทภาพยนตร์ ลงทุนสร้างหนัง ใครอยากเป็นดาราก็ให้มาเซ็นสัญญากับบริษัทของฉัน แบบนี้ฉันก็กลายเป็นคนปั้นดาราไม่ใช่เหรอ?” คังอิงพูดติดตลก
สือเจียงหย่วนคิดว่าคังอิงพูดเล่นจึงหัวเราะตาม แต่เขาคิดไม่ถึงว่าเธอกลับไตร่ตรองเรื่องนี้จริงจัง เพราะหากมีเงินแล้ว การลงทุนสร้างภาพยนตร์ หรือลงทุนในธุรกิจบันเทิงก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย
อย่างน้อยๆ ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมานี้ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์เรื่องไหนที่ได้รับความนิยม หรือภาพยนตร์เรื่องไหนที่ดูยิ่งใหญ่ในช่วงแรกเริ่ม แต่สุดท้ายกลับล้มเหลว เธอจำเรื่องราวพวกนี้เอาไว้ได้หมด
หากมีเงินไปลงทุนในภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมเหล่านั้น เธอจะหาเงินได้มากมายมหาศาล ด้วยข้อมูลที่เธอมีอยู่ เธอสามารถหลีกเลี่ยงการลงทุนในภาพยนตร์ที่ล้มเหลวได้อย่างแน่นอน เธอจะมีแต่ได้กับได้ ไม่มีทางขาดทุนเป็นแน่
แน่นอนว่าสิ่งที่คังอิงอยากทำมากที่สุดก็คือการทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือ เพราะอย่างไรเสียเธอก็คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มาเป็นสิบๆ ปี ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความผูกพัน ประเด็นสำคัญคือเธอรู้ความลับในวงการนี้ดี ดังนั้นการทำธุรกิจนี้ เธอจึงเหมือนปลาในน้ำ [3]
ที่สำคัญที่สุดก็คือ คังอิงในชาติที่แล้วรู้สึกเสียใจมากที่ไม่ได้ทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือจนถึงที่สุด ตอนนี้เมื่อเธอมีโอกาส เธอก็อยากจะเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้ให้ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เธอต้องการควบคุมเทคโนโลยีชิปที่เป็นหัวใจสำคัญของโทรศัพท์มือถือไว้ในมือ เพื่อไม่ให้ชาติมหาอำนาจอื่นๆ มีโอกาสมาควบคุมเธอ
เพียงแต่ว่าตอนนี้ห่วงโซ่อุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือยังไม่เกิดขึ้น โทรศัพท์มือถือในเวลานี้เน้นไปที่แบรนด์โนเกียและโมโตโรลา โทรศัพท์มือถือมีขนาดใหญ่เทอะทะเหมือนก้อนอิฐ ยิ่งไปกว่านั้นพวกมันยังมีราคาแพงอีกด้วย โทรศัพท์มือถือรุ่น ‘ก้อนอิฐ’ เครื่องหนึ่งมีราคาถึงสามหมื่นกว่าหยวน แถมค่าโทรยังแพงมาก นาทีละหยวนกว่าๆ ทั้งการรับสายและโทรออกต่างก็ต้องจ่ายเงิน
ส่วนวิทยุติดตามตัวนั้นเป็นเพียงแค่อุตสาหกรรมที่กำลังจะล้มหายตายจากไป ถึงแม้ว่าตอนนี้มันจะได้รับความนิยมมาก แต่ไม่นานมันก็จะหายไปจากตลาดอย่างเงียบๆ ดังนั้นเธอจะไม่มีทางลงทุนในอุตสาหกรรมนี้เด็ดขาด
แต่ว่าหากจะลงทุนในอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือล่ะก็ ต้องรออีกสิบปีจึงจะเป็นช่วงเวลาทอง อีกทั้งในช่วงแรกเริ่มนั้น เทคโนโลยีต่างๆ ต่างก็ถูกควบคุมโดยโรงงานในต่างประเทศ โทรศัพท์มือถือในประเทศจีนนั้นเจ็บตัวมามากมาย ต้องผ่านเส้นทางที่ยากลำบากกว่าจะพัฒนาขึ้นมาได้
คังอิงวางแผนว่าจะเก็บเงินสะสมเอาไว้ก่อน แล้วรอจนถึงเวลาที่เหมาะสม ค่อยไปซื้อบริษัทโทรศัพท์มือถือที่มีชื่อเสียงหลายแห่งในต่างประเทศที่กำลังจะล้มละลาย พอเธอจัดตั้งทีมวิจัยและพัฒนาของตัวเองได้แล้วค่อยว่ากัน
ตอนนี้งานหลักของเธอคือการหาเงิน พอหาเงินได้มากพอ เธอจะได้มีเงินทุนไปเซี่ยงไฮ้เพื่อคว้าโอกาสในการเพิ่มพูนความมั่งคั่งจากใบสำคัญแสดงสิทธิ์การซื้อหุ้น จากนั้นค่อยคิดแผนการอื่นๆ
ความคิดมากมายเหล่านี้แวลผ่านเข้ามาในใจคังอิงในชั่วขณะหนึ่ง หัวใจเธอสับสนวุ่นวาย แต่ใบหน้ากลับดูสงบนิ่ง
สือเจียงหย่วนวางน้ำแกงมะระลงบนโต๊ะ เขาตักมะระที่ถูกตุ๋นจนเปื่อยนุ่มเข้าปาก พลันรู้สึกอยากอาหาร ยิ่งไปกว่านั้นเขายังกระหายน้ำจากการดื่มหนักเมื่อวานอีกด้วย หลังจากที่เขาดื่มน้ำแกงมะระหมดชามแล้ว ก็ไปเติมอีกชาม พลางเอ่ยกับคังอิงว่า “ฝีมือทำอาหารของคุณเก่งขนาดนี้ ไปเป็นเชฟก็ยังได้”
คังอิงส่งยิ้มสดใสให้เขา “งานหลักของฉันยังคงเป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัท ส่วนพวกนี้มันเป็นแค่งานอดิเรก จริงสิ พอเซ็นสัญญาสิทธิ์การเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่เพียงผู้เดียวได้แล้ว สิ่งที่ฉันกังวลมากที่สุดคือเรื่องเงินทุน แล้วยังมีเรื่องการเช่าร้านของห้างสรรพสินค้ามิตรภาพอีก ไม่รู้ว่าผู้จัดการหลี่คุยเรื่องนี้กับทางสำนักงานเป็นอย่างไรบ้าง”
สือเจียงหย่วนกำลังแทะซี่โครงหมูทอดอย่างเอร็ดอร่อย ราวกับไม่ได้ใส่ใจคำพูดของคังอิง เขาเอ่ยถามเธอว่า “คุณรู้ได้อย่างไรว่าผมชอบกินเนื้อสัตว์หลังจากดื่มเหล้า? หลายๆ คนบอกว่าหลังจากดื่มเหล้าแล้ว วันรุ่งขึ้นต้องกินอาหารรสชาติอ่อนๆ ผมคิดว่าคุณคงไม่รู้ว่าผมอยากกินเนื้อสัตว์หรอก”
“ไม่แปลกหรอก หลังจากดื่มเหล้า ตับจะใช้โปรตีนมากขึ้นในการย่อยสลายแอลกอฮอล์ ทำให้รู้สึกหิว นั่นเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นคุณควรจะเสริมโปรตีนด้วยการกินเนื้อสัตว์ให้มากขึ้น”
คังอิงตอบคำถามหนึ่งแสนทำไม [4] ของสือเจียงหย่วน
สือเจียงหย่วนคีบซี่โครงหมูอีกชิ้นเข้าปากด้วยความพึงพอใจแล้วกล่าวว่า “คุณก็กินข้าวสิ”
“เมื่อวานนี้ฉันกินจนอิ่มแล้ว ไม่เหมือนพวกคุณที่เอาแต่ดื่มเหล้า อ้อ จริงสิ ขอบคุณที่เมื่อวานช่วยฉันปฏิเสธเรื่องดื่มเหล้าด้วยนะคะ” คังอิงกล่าวอย่างจริงใจ
“พวกเราเป็นหุ้นส่วนกันนี่ คุณไม่จำเป็นต้องเกรงใจพวกนั้นหรอก พวกเขาดื่มเหล้าก็เพราะอยากจะสนุกสนานเฮฮา ส่วนคุณเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ถ้าไปดื่มกับพวกเขา แล้วเกิดเมาขึ้นมาล่ะก็ ข่าวคงแพร่สะพัดออกไป ต่อไปคุณคงปฏิเสธเรื่องดื่มเหล้าไม่ได้อีก
ผมเห็นว่าคุณไม่อยากดื่มเหล้า ก็เลยช่วยปฏิเสธแทนคุณ ต่อไปพวกเขารู้แล้วว่าคุณไม่ดื่มเหล้า คงไม่มีใครกล้าบังคับคุณดื่มอีก อีกหน่อยเวลาที่คุณไปติดต่อกับพวกเขา ถึงผมจะไม่อยู่ที่นี่ คุณก็ห้ามดื่มเด็ดขาดเลยนะ เข้าใจไหม?”
คราวนี้เป็นตาของสือเจียงหย่วนที่กล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
คังอิงเคยเป็นประธานบริษัทมาตลอด ไม่ว่าจะเรื่องอะไร เธอก็เป็นคนตัดสินใจเองเสมอ คิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ สือเจียงหย่วนกลับคอยช่วยเหลือเธออยู่เบื้องหลัง
เชิงอรรถ
[1] หลิวเสี่ยวชิง นักแสดงและนักธุรกิจหญิงชาวจีน บทบาทสำคัญที่เป็นที่รู้จักและจดจำได้แก่ พระนางซูสีไทเฮา จากภาพยนตร์เรื่อง The Burning of the Imperial Palace (1983) และ Reign behind the Curtain (1984)
[2] พานหง นักแสดงหญิงชาวจีน ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงที่ดีที่สุดในรุ่นเดียวกัน เธอเป็นนักแสดงชาวจีนคนแรก และเป็นคนจีนคนที่สองที่ได้ขึ้นปกนิตยสาร Times
[3] ปลาได้น้ำ หมายถึง ได้พบเจอสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับตัวเอง
[4] หนึ่งแสนทำไม คือหนังสือจีนสำหรับเด็กที่รวบรวมคำถามน่ารู้ 100,000 คำถาม