ตอนที่ 2 โบตั๋นแย้มบาน
ณ โรงงิ้วตราเรือแดง ใกล้วัดจีนเทียนฮกเก๋ง (ThianHock Keng Temple) บนถนนเตล็อคอาเยอร์(telok ayer Street) ย่านไชน่าทาวน์ของสิงคโปร์
วันนี้มีการแสดงงิ้วเื่ขุนศึกตระกูลหยาง ตอน หยางจงเป่า พบรักนางโจรมู่กุ้ยอิง
เสียงดนตรีจีนบรรเลงอย่างเร่งเร้าในฉากที่หยางจงเป่าพยายามจะชิงไม้เท้าัจากมู่กุ้ยอิง ทั้งเสียงกลอง ฉาบเสียงปี่ เสียงตีขิมรัว ๆ เสียงซอที่ชวนตื่นเต้น พระเอกรูปหล่อในชุดนักรบปะทะอาวุธด้วยทวนกับง้าวของนางเอกในชุดนางโจร เสื้อแขนยาวสีดำ กางเกงสีดำ มีผ้าคลุมไหล่สีแดงผูกคอไว้ ทั้งสองสู้รบกันจนกระทั่งจงเป่าพ่ายแพ้ถูกมู่กุ้ยอิงจับตัวไว้
“ปล่อยข้าไปนะ นางโจรชั่ว ข้าต้องรีบไปช่วยเหลือพ่อข้าที่ติดอยู่ในค่ายกลของนักพรตเมืองเหลียว”พระเอกกล่าวขณะถูกมัดตัวด้วยเชือก
“จะปล่อยก็ได้ แต่เ้าต้องรับปากแต่งงานกับข้าก่อน” นางโจรยื่นข้อเสนอ
“ผู้หญิงอะไรหน้าไม่อาย มาบังคับให้ผู้ชายเป็ผัว”
“ก็ตามใจนะถ้าเ้าไม่ยอม แม้แต่ไม้เท้าัก็จะไม่ได้ จะขังเ้าไว้ในค่ายมู่เคอนี่แหละว่ายังไงล่ะ” นางโจรได้ทีก็บีบบังคับแม่ทัพหนุ่ม
“จะฆ่าก็ฆ่าแม้ตายข้าก็ไม่หวั่น” จงเป่ายังถือทิฐิมานะ
“หากเ้ายอมแต่งกับข้า ข้าก็จะช่วยเ้าสู้รบกับทัพเหลียว ไม่ดีหรือ ลองไตร่ตรองดูนะข้าเป็ศิษย์ผู้เฒ่าเฉินซี่ยีแห่งหัวซาน เื่ค่ายกลไสยศาสตร์ข้าเรียนมาหมดมีใครช่วยเ้าได้อย่างข้าไหมล่ะ”
เมื่อเจอข้อเสนอนี้แม่ทัพหยางก็มีท่าทีอ่อนลง
“เ้าพูดจริงหรือเื่จะไปช่วยรบกับต้าเหลียวน่ะ” ชายหนุ่มมองหน้าสาวสวย
มู่กุ้ยอิงพยักหน้ายิ้มสายตาดูมีความจริงใจ
“ถ้ายังงั้นข้ายอมก็ได้แต่ห้ามเ้าผิดคำพูดล่ะ”
“แน่นอนสาบานต่อฟ้า ถ้าข้าผิดคำพูด ขอให้ไม่ตายดี” นางโจรชูฝ่ามือสาบาน แล้วก็แก้มัดจูงมือแม่ทัพหยางเข้าหลังโรงไป ท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้ชมงิ้วเต็มโรง
นักแสดงทั้งสองเข้าไปหลังโรงงิ้วแล้วก็ถอดชุดแสดงเปลี่ยนเป็ชุดธรรมดา นั่งพักดื่มน้ำ
“วันนี้อาจูกับอาเสียงแสดงได้ดีทั้งคู่เลยผู้ชมปรบมือชอบใจกันแน่นโรงเลยนะ เก่งมาก” ชายวัยกลางคนกล่าว
“ก็เพราะได้อาจารย์ฝึกสอนนั่นแหละค่ะถึงทำได้วันนี้ ขอบพระคุณมากนะคะ” จางไห่จูกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“ผมก็ขอบคุณเช่นกันครับอาจารย์หวังว่าจะได้รับคำชี้แนะจากอาจารย์อีกนะครับ” ว่านเสียงจื่อกล่าวอย่างนอบน้อม
“แน่นอนมีลูกศิษย์กตัญญูอย่างเ้าทั้งสองคน ข้าสอนหมดไส้หมดพุงอยู่แล้ว”อาจารย์กล่าวแล้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“อาจูเอ้ยมากินน้ำซุปนี้ก่อนลูก แม่เคี่ยวตั้งสามชั่วโมงเลยนะ”แม่ของจางไห่จูตักน้ำซุปจากโถกระเบื้องลายจีนใส่ลงในถ้วยลายเดียวกันบนโต๊ะอาหาร
นางเอกงิ้วสาวสวยวัยแรกแย้มเดินไปที่โต๊ะแล้วนั่งลงดมกลิ่นน้ำซุป
“หอมจังเลยค่ะแม่ไหนลองชิมดูสิ อร่อยเหมือนเดิมมั๊ย” หล่อนค่อย ๆ ใช้ช้อนตักขึ้นมาเป่าแล้วชิมดู
“อืมอร่อยจังเลยค่ะแม่ ฝีมือไม่ตกเลยนะ”
“แม่ก็เรียนมาจากอาม่าของลูกนั่นแหละตอนที่พ่อของลูกยังอยู่ แม่ก็ต้มน้ำซุปให้พ่อกินบ่อย ๆ พูดแล้วก็คิดถึงท่านเนอะ”แม่อาจูเริ่มจะมีน้ำตาซึม
นางเอกงิ้วจึงเข้าไปสวมกอดแม่แล้วพูดว่า
“แม่ก็ยังมีหนู มีพี่เหวินอยู่นะคะ เราจะไม่ทอดทิ้งกัน แม่อย่าคิดมากนะ”
“แม่ก็ห่วงแต่ลูกสองคนนี่แหละเมื่อไหร่จะเป็ฝั่งเป็ฝา มีหลานให้แม่อุ้มสักทีก็ไม่รู้”
“โถแม่ก็ หนูเพิ่งอายุ 14 เองนะ ส่วนพี่เหวิน ก็เห็นมีสาว ๆ มาชอบหลายคนแต่พี่เขายังไม่เลือกเท่านั้นเอง” อาจูกล่าว
แล้วไห่จูก็เดินไปหาว่านเสียงจื่อที่กำลังนั่งลบสีบนใบหน้า
“พี่เสียงเย็นนี้เราไปปั่นจักรยานเล่นกันมั๊ย”
“อืมไปสิ เดี๋ยวลบสีบนหน้าให้หมดก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนเสื้อผ้าออกไป เธอก็เหมือนกันนะไปลบซะ หน้ายังแดงอยู่เลย” ชายหนุ่มหันมาแลดูใบหน้าของไห่จู ที่ยังทาแก้มแดงจมูกขาว ปากแดง
เมื่อวัยรุ่นสองคนออกไปแล้วแม่ของจางไห่จูก็คุยกับลูกชายคนโตคือจางเต๋อเหวินว่า
“อาเสียงกับอาจูของเราดูจะสนิทสนมกันมากเนอะ นิสัยอาเสียงก็ดี มีความอ่อนน้อมถ่อมตน สุภาพเรียบร้อยขยันขันแข็งทำงาน มีความเหมาะสมกับอาจูอยู่นะ ถ้าสองคนได้ร่วมหอลงโรงกันก็ดีนะสิหรือลูกคิดว่ายังไง อาเหวิน”
พี่ชายจางไห่จูได้ฟังแล้วก็ว่า
“ผมว่าอาจูยังเด็กเกินไปนะครับเพิ่งจะ 14 ปี รอให้ครบ 18 ก่อนค่อยมาคิดอีกทีดีไหม”
“เอาอย่างนั้นก็ได้ลูก แม่ก็ว่าดีเหมือนกันรอดูไปก่อนนะ”
ณถนนริมแม่น้ำสิงคโปร์ เชิงสะพานคาเวนากห์ ( Cavenagh Bridge )
จางไห่จูสวมชุดเสื้อแขนยาวลายดอกไม้เล็ก ๆ คอจีน และกางเกงลายเดียวกันในแบบที่สาวจีนโพ้นทะเลสมัยนั้นนิยม ส่วนอาเสียงก็สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลทั้งคู่ปั่นจักรยานมาคนละคัน เคียงคู่กันมาภายใต้ร่มเงาจากต้นไม้สองข้างถนนจนมาหยุดที่เก้าอี้ริมทางสำหรับให้คนนั่งเล่นพักผ่อนทั้งสองก็นำจักรยานพิงไว้กับต้นไม้ แล้วไปนั่งกินลมชมวิวยามเย็นด้วยกัน
ขณะที่จางไห่จูเอนกายซบกับหัวไหล่ของว่านเสียงจื่อนั้นอาเสียงก็นั่งทอดสายตามองดูเรือที่จอดเรียงรายสองฝั่งแม่น้ำเป็เรือของแรงงานชาวจีนโพ้นทะเลที่เข้ามาขายแรงงานั้แ่หลังาฝิ่นด้วยฐานะยากจน จึงไม่มีทุนจะไปซื้อหาหรือเช่าบ้าน ต้องอาศัยในเรือต่างบ้าน
“อาจูคิดถึงเมืองสยามบ้านเกิดมั๊ยจากมาตั้งสิบปีแล้ว” เขาถาม
“ไม่หรอกเพราะหนูอพยพมาั้แ่ 4 ขวบ จึงไม่ค่อยรู้เื่อะไรเกี่ยวกับเยาวราชมากนักจำได้แค่ว่าแม่เคยพาไปตลาดเก่า ซื้อปลา และก็ไปร้านขายยาเวลาพวกลูก ๆเป็ไข้ไม่สบาย ก็จะซื้อเขากุยขูดเป็ผง ๆ ห่อกระดาษมาต้มให้ลูกกินหรือไปซื้อขนมเปี๊ยะมาไหว้เ้าแค่นั้นแหละ”
“เธอก็ยังดี ที่มีแม่มีพี่ชายอยู่ร่วมเป็ครอบครัว แต่พี่นี่สิ กำพร้าพ่อแม่ั้แ่เด็กก็ได้พึ่งพาแม่ของหนูนำมาชุบเลี้ยงอยู่ในคณะงิ้ว ถึงได้มีทุกวันนี้”
ชายหนุ่มกล่าวแล้วก็รู้สึกะเืใจ
“พี่ก็เป็เหมือนคนในครอบครัวของเราเช่นกันนะพี่ไม่ได้มีตัวคนเดียวหรอกนะ พวกเราทุกคนต่างก็รักพี่หมดน่ะแหละ”อาจูใช้มือหนึ่งลูบที่ต้นแขนของอาเสียงเบา ๆ เป็การปลอบประโลม
“เหรอ แล้วอาจูล่ะ รักพี่ด้วยหรือเปล่า”เขาจ้องหน้าอาจู
ไห่จูก็เขินอาย แล้วก้มหน้าตอบว่า
“รักสิ ทำไมจะไม่รักล่ะก็เราโตมาด้วยกันั้แ่เด็ก ๆนะ ” พูดไปก็เอามือม้วนผมเปียไปด้วย
“แน่ะ ม้วนเข้าไปนั่น ผมเปียน่ะเดี๋ยวแกะไม่ออกอย่ามาให้พี่ช่วยแกะนะ”
ไห่จูยิ่งเขินใหญ่เอากำปั้นถองไปที่หน้าอกของอาเสียงเบา ๆ แล้วต่างก็หัวเราะชอบใจ
ลมเย็น ๆ ที่พัดมาเอื่อย ๆ กับสายน้ำที่ไหลเรื่อยบวกกับแสงแดดสีส้มจับท้องฟ้าช่วยกล่อมใจให้จางไห่จูยิ่งเพิ่มความรักในตัวอาเสียงมากขึ้น
เช้าตรู่วันรุ่งขี้น
ณบริเวณลานบ้านของคณะงิ้ว
จางไห่จูกำลังดัดแขนดัดขา ฝึกความยืดหยุ่นของร่างกายอยู่ที่ด้านหนึ่งของลานฝึกส่วนว่านเสียงจื่อ จางเต๋อเหวิน และนักแสดงคณะงิ้วเรือแดงอีกหลายคนยืนเรียงกันหลายแถว ฝึกวรยุทธ โดยมีอาจารย์ยืนกำกับอยู่ข้างหน้า เสียงร้องดังเฮ้ยๆ ทุกครั้งเวลาชกกำปั้นหรือฟาดแขนไปข้างหน้า และก้าวเท้าหลบหลีกตามจังหวะกระบวนท่า
“โอ้ยเจ็บ” จางไห่จูร้องเมื่ออาจารย์หญิงจับตัวเธอก้มลงขณะที่ฉีกขาเหยียดตรงไปคนละข้างหน้าหลัง
“อดทนหน่อยถ้าไม่ฝึกแบบนี้เธอจะฝึกเตะสูงไม่ได้นะ ขาเธอจะเป็ตะคริวแน่ ๆ ฝึกบ่อย ๆ ก็จะไม่เจ็บแล้วรอให้เส้นเอ็นมีความยืดหยุ่นกว่านี้” อาจารย์หญิงกล่าว
“เอ้าทุกคนพักได้แล้ว มารับประทานข้าวเช้ากัน” เสียงแม่ของจางไห่จูร้องเรียกทุกคนได้ยินดังนั้นก็ร้องเฮด้วยความดีใจ
“โอ้ยหนูฝึกยืดตัวมาั้แ่เด็กแล้ว จะต้องฝึกไปอีกนานแค่ไหนคะเนี่ย” จางไห่จูบ่น
“ก็ฝึกไปจนกว่าจะแก่ฝึกไม่ไหวน่ะแหละ ถ้าลองได้ฝึกแล้วก็หยุดไม่ได้ไม่เช่นนั้นต้องกลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ เข้าใจไหมล่ะ”อาจารย์ผู้ชายช่วยตอบข้อกังขา
“โหขนาดนั้นเลยหรือคะ” อาจูทำตาโต
“อีกหน่อยถ้าเธอต้องไปต่อสู้กับคนร้ายจริงๆ เธอจะเห็นคุณค่าของการฝึกวันนี้ จำไว้นะอาจู” อาจารย์หญิงช่วยเสริมอีก
“ค่ะอาจารย์” สาวน้อยพยักหน้ารับคำ
ค่ำวันนั้น ณ โรงงิ้วคณะเรือแดง
ค่ำคืนนี้มีการแสดงงิ้วเื่เปาบุ้นจิ้น ตอน ปะาราชบุตรเขย
จางเต๋อเหวิน รับบทเป็ท่านเปาว่านเสียงจื่อรับบทเป็เฉินซื่อเหม่ย ราชบุตรเขย จางไห่จู รับบทเป็ฉินเซียงเหลียน ภรรยาเก่าของเฉินซื่อเหม่ย
จางไห่จูฉากฉินเซียงเหลียนดีดพิณผีผาด้วยน้ำเสียงเศร้าโศกพรรณนาความหลัง เมื่อครั้งสามียังลำบากอยู่ที่บ้านนอกด้วยกัน
“แต่ก่อนนั้นหนาเราสามีภรรยา ร่วมทุกข์ร่วมสุข อดมื้อกินมื้อ เมียหรือทนกินรำข้าว ค่ำเช้าสู้ทำงานหนักเก็บเงินให้ผัวรักไปสอบจอหงวน มิไยได้ดีแล้วกลับลืม ทิ้งเมียและลูกสองคนให้ทนทุกข์ยาก ทำเป็ไม่รู้จัก หัวใจเ้าทำด้วยอะไร โอ้ฟ้าดินช่างใจดำคนทำชั่วกลับได้ดี”
ผู้ชมที่นั่งอยู่หน้าเวทีต่างก็ะเืใจกับบทร้องนี้จนบางคนแอบหลั่งน้ำตาต้องหาผ้ามาซับแก้ม
เมื่อถึงฉากการปะา
“เบิกตัวนักโทษเฉินซื่อเหม่ย!!!”อาเหวินในบทท่านเปาร้องเสียงก้องกังวานน่าเกรงขามท่ามกลางเสียงหวู่ของนักแสดงเป็พลทหารยืนสองข้างในศาล
ว่านเสียงจื่อในบทราชบุตรเขยก็ถูกลากตัวเข้ามาโดยคนแสดงเป็หวังเฉากับหม่าฮั่น
“คุกเข่า”ท่านเปาสั่ง
เฉินซื่อเหม่ยก็ถูกเตะขาให้คุกเข่าลงกับพื้นต่อหน้าท่านเปา
“เฉินซื่อเหม่ยเ้าทำความผิดใหญ่หลวงนัก เพ็ดทูลเบื้องสูง ปองร้ายลูกเมีย ฆ่าคนปิดปากสร้างหลักฐานเท็จ ยากเกินจะอภัย โทษสถานเดียวสำหรับเ้าคือ ปะาเท่านั้น”ท่านเปากล่าวโทษเสียงดัง
“บังอาจเ้ากล้าปะาข้าเหรอ องค์หญิงต้องไม่ไว้ชีวิตเ้าแน่”
“ทหารเตรียมเครื่องปะาหัวั” ท่านเปาสั่ง
“ขอรับ”ทหารทุกคนรับคำสั่งพร้อมกัน
เครื่องปะาหัวัถูกยกออกมาท่ามกลางเสียงกลองที่กระหน่ำตียิ่งทำให้จิตใจของอดีตราชบุตรเขยลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม
เมื่อทหารเปิดผ้าคลุมเครื่องปะาออกราชบุตรจอมโหดยิ่งสะดุ้งหวาดกลัว ครั้นเมื่อท่านเปาออกคำสั่ง
“เปิดมีด......“
เ้าหน้าที่เตรียมจับตัวเฉินซื่อเหม่ยเข้าเครื่องปะาทันใดก็มีเสียงร้องมาว่า
“ไทเฮาเสด็จแล้ว.....”
คนแสดงเป็ไทเฮาคือแม่ของจางไห่จูเดินเข้ามาพร้อมคนแสดงเป็องค์หญิง
ท่านเปาก็ลุกจากบัลลังก์ศาลเดินลงไปยกมือคารวะ
“ถวายบังคมไทเฮา”
“ ไม่จำเป็,เปาบุ้นจิ้น เ้านี่บังอาจมากนะ กล้าดียังไงมาสั่งปะาราชบุตรเขย”
“เฉินซื่อเหม่ยกระทำผิดเกินให้อภัยเพ็ดทูลฮ่องเต้ ปองร้ายทอดทิ้งลูกเมีย ฆ่าคนปิดปาก สร้างหลักฐานเท็จหากหม่อมฉันไม่ลงโทษ บ้านเมืองนี้ก็เท่ากับไร้ความศักดิ์สิทธิของกฎหมายพ่ะย่ะค่ะ”
“คำก็กฎหมาย สองคำก็กฎหมาย ถ้าวันหนึ่งข้าทำผิดกฎหมายเ้าจะไม่ตัดหัวข้าหรอกรึ” ไทเฮาประชด
“มิบังอาจ”
“เฉินซื่อเหม่ยเป็สวามีขององค์หญิงหากเ้าปะาเขาแล้ว องค์หญิงมิต้องเป็ม่ายหรอกรึ แถมตอนนี้องค์หญิงทรงตั้งครรภ์แล้ว หากราชบุตรเขยตาย แล้วถ้าองค์หญิงเป็อะไรไปอาจจะกลายเป็สามชีวิตที่ต้องตาย เ้าอยากให้เป็เช่นนั้นหรือ เปาเจิ่ง”ไทเฮาแสร้งบีบน้ำตา เช่นเดียวกับองค์หญิง
ท่านเปาก็ว้าวุ่นใจนัก
“เปาบุ้นจิ้นราชสำนักชุบเลี้ยงเ้ามานาน เ้ามิสำนึกบ้างเลยหรือ”
“กราบทูลไทเฮาเปาเจิ้งนับแต่รับราชการมา มิเคยลืมพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าาแม้แต่น้อยหม่อมฉันได้กราบทูลฝ่าาให้ทรงทราบแล้วทรงรับสั่งให้ดำเนินการตามกฎหมายโดยเคร่งครัด”
แล้วท่านเปาก็สั่งทหารว่า
“ทหาร เปิดมีด”
“หยุดนะ” ไทเฮากล่าวแล้วรีบยื่นไม้เท้าัไปขวางมีดปะาไว้
“ไม้เท้าอาญาสิทธิ์อยู่นี่เ้ากล้าสั่งให้ลงมีดเหรอ เปาบุ้นจิ้น ถ้าอยากตายก็ลองดู” องค์หญิงส่งเสียงลั่นศาล
ท่านเปาชะงักสักครู่แล้วจึงสั่งว่า
“อัญเชิญกระบี่อาญาสิทธิ !!!”
ไทเฮากับองค์หญิงก็ตกตะลึงพร้อมกัน
หวังเฉาและหม่าฮั่นเดินเข้าไปด้านหลังบัลลังก์ก่อนจะอัญเชิญกระบี่อาญาสิทธิมามอบให้ท่านเปา
เปากงรับกระบี่มาพาดไว้ที่แขนซ้ายพร้อมกล่าวว่า
“กระบี่อาญาสิทธิอยู่ที่ใดเสมือนองค์ฮ่องเต้อยู่ที่นั่น ใครกล้าขัดคำสั่งศาล ปะา!!! “
ไทเฮากับองค์หญิงก็ใตาเหลือกทั้งสององค์
“เ้าหน้าที่นำตัวเฉินซื่อเหม่ยเข้าเครื่องปะาเดี๋ยวนี้”
นักโทษก็ดิ้นรนเฮือกสุดท้ายสะบัดหัวจนปอยผมที่ยาวหมุนเป็วงกลม ดิ้นไปทางซ้าย แล้วย้ายมาทางขวา ในที่สุดหวังเฉา หม่าฮั่น จางหลง จาวหู่ต้องช่วยกันจับแขนจับขาของเฉินซื่อเหม่ยคนละข้างแล้วนำคอของเขาไปพาดกับแท่นรองรับมีดปะา
“ไม่....“ นักโทษร้องสุดเสียง
ท่านเปาโยนไม้สีแดงแสดงคำสั่งปะาลงบนพื้นพร้อมสั่งว่า
“ปะา!!!”
แล้วฉากบนเวทีก็ถูกปิดลงพร้อมกับเสียงบรรเลงดนตรีที่เร่งเร้าเป็การบ่งบอกว่าการปะาราชบุตรเขยได้จบลงแล้วผู้ชมต่างปรบมือชอบใจกับการแสดงบทบาทของนักแสดงทุกคน
ขณะที่ผู้ชมกำลังทยอยกลับนั้นก็มีคนพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่า “ ลื้อรู้มั๊ย ความจริงในประวัติศาสตร์น่ะเฉินซื่อเหม่ยตัวจริงเป็คนสมัยราชวงศ์ชิง ราวปี ค.ศ.1600 กว่า ๆ แต่เปากงน่ะอยู่สมัยราชวงศ์ซ่ง แล้วจะมาเจอกันได้ยังไง ลื้อว่าตลกมั๊ยล่ะ”
“อั๊วก็พอรู้มาบ้างว่าเื่นี้มันเป็เื่แต่งเสริมเพื่อเล่นงิ้ว อย่าไปจริงจังกับมันเลยไปหาติ่มซำกินกันดีกว่า”
บรรดานักแสดงอยู่หลังโรงงิ้วกำลังจะเตรียมถอดชุดที่สวมใส่ ก็พลันได้ยินเสียงคนเอะด้านนอกจางเต๋อเหวินจึงเดินออกไปดูที่นอกเวที ก็เห็นชายคนหนึ่งมายืนโวยวายโดยมีคนของคณะงิ้วกำลังเจรจาอยู่ เต๋อเหวินรีบเดินลงไปสอบถาม
“ขอโทษครับไม่ทราบมีเื่อะไรกันหรือ”
“ก็เมียอั๊วน่ะสิมาติดพระเอกงิ้วของลื้อ จนไม่ยอมอยู่บ้าน วัน ๆ มานั่งเฝ้าอยู่หน้าเวทีงิ้วงานบ้านงานเรือน ลูกเต้าไม่ไปดูแล จนอั๊วต้องมาตามนี่แหละ ไปอาลั้งกลับบ้าน”ชายคนนั้นกล่าวอย่างขึงขัง
“ไม่อั๊วไม่กลับลึ้ออยากกลับก็กลับไปก่อนสิ” อาซ้อคนนั้นพูด
“ลื้อไปเรียกพระเอกงิ้วออกมาอั๊วอยากคุยกะอีหน่อย” ชายเมื่อกี้กล่าวกับเต๋อเหวิน
“ผมว่าอย่ามีเื่กันเลยครับพระเอกของเราเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว และเขาคงไม่ได้มีอะไรกับอาซ้อของท่านด้วยขอเถอะครับ กลับบ้านไปเถอะ ผมขอร้อง” เต๋อเหวินกล่าว
“มีเื่อะไรหรือครับ”เสียงว่านเสียงจื่อดังมาจากบนเวที
“อ้าวนั่นไงพระเอกเ้าเสน่ห์ของลื้อมาแล้ว ลงมาคุยกันให้รู้เื่” ชายขึ้หึงชี้ให้เมียดูแล้วกวักมือเรียกอาเสียง
“เฮียแกบอกว่าเมียอีมาติดพันลื้อจนไม่สนใจลูกเต้าเหย้าเรือน” เต๋อเหวินะโบอกอาเสียง
“โธ่นึกว่าเื่อะไร อาเฮียครับ ผมไม่มีอะไรกับอาซ้อจริง ๆ นะ อีมานั่งดูผมเฉย ๆไม่ได้มีอะไรกัน เชื่อผมเถอะ อย่ามีเื่กันเลย”
“ใช่ค่ะหนูเป็เมียพี่เสียงเอง หนูยืนยันได้”เสียงจางไห่จูออกมาช่วยแก้สถานการณ์อันคุกรุ่นให้เย็นลง
ชายคนนั้นได้ฟังจึงว่า“เออ ถ้ายังงั้นก็ดีแล้ว ลื้อเห็นมั๊ย อีมีเมียแล้ว ลื้อไม่ต้องมาสนใจหรอกพระเอกงิ้วเนี่ย เดี๋ยวคืนนี้กลับไป อั๊วจะเล่นงิ้วให้ลื้อดูเอง จะเอาท่าไหนล่ะไปกลับบ้าน” เขาฉุดแขนเมียออกไปจากโรงงิ้วในขณะที่พวกคณะงิ้วก็พากันส่ายหน้าด้วยความระอา
“เสน่ห์แรงจริงนะพ่อพระเอกรูปหล่อ” จางไห่จูแซวว่านเสียงจื่อ
“บ้าน่ะสิ แต่ก็ขอบใจนะที่มาช่วยแก้ปัญหา ไป ๆ เปลี่ยนชุด จะได้ไปหากินข้าว หิวแล้ว” อาเสียงแก้เขินแล้วเดินเข้าหลังโรงงิ้วไป
อาจูก็ยืนยิ้มแป้นด้วยความยินดีที่ได้ช่วยคนที่ตัวเองรัก
จบตอนที่สอง โปรดติดตามตอนที่สาม บุปผาในหมู่ภมร
(แต่งตอนที่สองจบวันที่ 5 ต.ค.67 )