ยามนี้เงาของยอดสนสองต้นข้างตึกเขียวหลังใหญ่หดเล็กลงจากเมื่อเช้าทอดยาวจนถึงกวาง์ศิลาปีเซี๊ยะขนาดลำตัวสูงจนท่วมหัวคนที่ตั้งเรียกลูกค้าอยู่ตรงทางเข้าทั้งสองข้าง ซุ่มประตูทางภายในประดับด้วยดอกดอกกุ้ยหวา(หอมหมื่นลี้)กับไม้ใบอีกสามชนิดที่ชื่อล้วนเป็มงคลแต่อู๋ซ๋าจ่ายกลับไม่สนใดที่จะแลดู กลับสนใจเงินแปดสิบตำลึงทองที่อยู่เต็มย่ามสีเทาของมันปากยิ้มเลิกขึ้นจนเกือบถึงคิ้ว อู๋ซ๋าจ่าย มองดูผู้คนที่กำลังเดินสวนทางเข้าไปหน้าตาทอฝันอยู่บ้างที่เดินตามมันออกมากลับมีบ้างมุมปากตกลงมา มีส่วนน้อยที่มุมปากยิ้มเลิกขึ้นจนเกือบถึงคิ้วแข่งกับอู๋ซ๋าจ่ายส่วนใหญ่กลับมุมปากงุ้มตกลงประดับด้วยหัวคิ้วผูกปมไว้
“มารดามันเถอะ ออกสูงติดต่อกันเจ็ดครั้งซ้อน มันโกงรึไม่!!”ชายเสื้อเทาที่อยู่ด้านหลังเขาบ่นออกมาเสียมิได้
“ซูววส์ส์ เ้าเบากว่านี้ได้รึไม่ หรือไม่อยากเก็บปากไว้ดื่มกินสุราแล้ว”ชายที่มาอีกคนรีบเตือนสหายก่อนพากันรีบเดินออกไป
หญิงงามเมืองที่แต่งชุดแดงกริยายั่วยวนสองนางส่งเสียงร้องขอบคุณผู้ที่เดินออกมาไม่ขาดบอก อู๋ซ๋าจ่ายรับรอยยิ้มจากสตรีนางหนึ่ง เขารีบกำนัลรอยยิ้มประทับจิตด้วยเงินหนึ่งตำลึงจนนางส่งสายตาตราตึง อู๋ซ๋าจ่ายเลี้ยวซ้ายเดินถึงถนนใหญ่ ด้านหลังที่อู๋ซ๋าจ่ายเพิ่งเดินออกมาเป็แท่งหินอ่อนขนาดใหญ่แกะเป็สัญลักษณ์รูปเก้าห่วงไขว้ผสานกัน มีอักษรสองแถวแถวหนึ่งเขียนว่า ‘หมู่ตึกหมื่นมงคล’อีกแถวเขียนว่า ‘พรรคเก้าฟ้าทระนง’
หมู่ตึกหมื่นมงคลแห่งนี้ไม่มีประตูปิดเนื่องจากเปิดตลอดทั้งวันทั้งคน เป็ตึกสาขาบ่อนการพนันและที่พักที่เปิดอยู่ในหลายมณฑลของพรรคเก้าฟ้าทระนง ซึ่งพรรคนี้กลับรวบร่วมคนพิการทั้งแผ่นดิน ก่อตั้งเป็พรรคเก้าทระนงซึ่งมีคนพิการเก้าประเภท อย่าเห็นว่าเป็พรรคของคนพิการ นอกจากหมู่ตึกหมื่นมงคลพรรคเก้าฟ้าพิการยังประกอบกิจการร้านแลกเงิน กู้ยืม สำนักคุ้มภัย สำนักกู้ภัย เก็บศพและขายข่าว หนึ่งกิจการค้าน้อยใหญ่หนึ่งในสิบของเมืองนี้กลับเป็ของพรรคเก้าฟ้าทระนง ส่วนร้านค้าขนาดเล็กข้างถนนที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้กลับต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้แก่พรรคเก้าทระนงแห่งนี้
อู๋ซ๋าจ่ายพอออกจากหมู่ตึกหมื่นมงคลก็เร่งย่ำเท้าไปยังร้านอาหารประจำริมทางที่ฝากท้องไว้แม้จะเป็ร้านอาหารริมทางแต่เถ้าแก่เ้าของร้านกลับมีฝีมือการทำอาหารอันยอดเยี่ยมยิ่ง
“วันนี้ เทพเ้าไฉ่ซิงเอี้ยช่างเข้าข้างข้ายิ่งนักวันนี้งดประกอบกิจการสักวัน” อู๋ซ๋าจ่ายกล่าวกับตนเองมุมปากยังไม่ลดลงจากคิ้ววันนี้เขากลับอารมณ์ดีเป็พิเศษ นึกถึงป้าย “เทพพยากรณ์อู๋ซ๋าจ่ายท่องไปทั่วหล้า หยั่งฟ้า พินิจธุลีดิน ปัดเป่าทุกข์โรค เรียกมหาโชคลาภทรัพย์”ลงท้ายมีเสริมว่า “ราคาย่อมเยา” ที่พับเก็บไว้ด้านหลัง ยิ่งนึกถึงเ้าของเขียงหมูในตลาดที่กำนัลเงินให้มันไม่น้อยหลังแขวนหินห่อกระดาษยันต์ที่บูชาไปจากเขาเมื่อสี่วันก่อนกลับขายเนื้อหมูกิจการดีปานเทน้ำเทท่า ก้อนหินคล้ายหมูหมาที่เขาเก็บได้จากข้างทางกลับทำเงินได้ปานนี้ กลับต้องไปเสาะหาอีกสักสามสี่ก้อน มันคิดในใจ
อู๋ซ่าจ่ายเดินพลางคิดพลางผ่านร้านค้าหลายร้านจนมาถึงร้านของเถ้าแก่เผิง ในร้านอาหารกลับปรากฏผู้คนนั่งจนเต็มทุกโต๊ะ
เด็กน้อยคนหนึ่งเมื่อเหลียวเห็นเขากลับรีบกุลีกุจอนำโต๊ะเก้าอี้มาตั้งวางให้เขา ก่อนกล่าวกับอู๋ซ่าจ่ายด้วยรอยยิ้ม
“ท่านซินแสผู้ยิ่งใหญ่ วันนี้ท่านจะรับประทานอะไรดี ? มีเนื้อกวางป่าตุ๋นยาจีนที่เถ้าแก่เพิ่งได้มา รึว่าท่านจะรับ.. ”
“ข้าวหนึ่งถ้วย ซี่โคร่งหมูเปรี้ยวหวานหนึ่งที่ก็พอแล้ว ” อู๋ซ๋าจ่ายตอบก่อนยัดเงินสองชั่งใส่ในมือของเด็กน้อยโน้มหน้าไปใกล้เด็กน้อยผู้นั้นกระซิบใส่ข้างหูว่า
“ที่แอบติดค้างค่าอาหารไว้ ที่เหลือข้าให้เ้า ”
“ขอบพระคุณท่านซินแสผู้ยิ่งใหญ่ แต่ข้าน้อย..”เด็กน้อยตอบ
เด็กน้อยรับใช้ผู้นี้ทุกครั้งที่กล่าววาจากับผู้อื่นมักประดับด้วยรอยยิ้ม แต่เขาดูอายุยังน้อยมากเด็กน้อยคนอื่นที่อายุเท่าเขาสมควรอ้วนท้วนสมบูรณ์มีผู้ดูแลเอาใจแต่เขากลับร่างกายผอมซูบทำให้ดูตัวเล็กกว่าวัยไป
ผิวที่คล้ำเหงื่อที่ไหลผ่านแผ่นหลังที่ตั้งตรงของเขาจนซึมออกมาเพราะเด็กน้อยทำงานไม่ได้พักมาั้แ่เช้า เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ก็เก่าตามกาลเวลาในเนื้อตัวของเขาดูเก่าไปหมดทุกอย่างมีเพียงแววตาที่ส่องประกายจากดวงตาของเขาเท่านั้นที่ดูสดใสที่สุดในร่างของเด็กน้อยผู้นี้
“อี้เหอกับซินแสกำมะลอ หมอดูล่อลวงผู้หนึ่งอย่าได้ไปใส่ใจลูกค้ามาอีกคนแล้วเ้าเห็นหรือไม่ ”
เสียงตวาดของเผิงเป่ยเถ้าแก่ร้านวิ่งเข้าหูของเด็กน้อยเถียนอี้เหอ เขารีบกระวีกระวาดวางถ้วยน้ำชาบนโต๊ะอู๋ซ๋าจ่ายแล้วรีบถอยออกมามองหาลูกค้าที่เถ้าแก่เผิงบอกเมื่อครู่
เมื่อเถียนอี้เหอหันหาลูกค้าที่เพิ่งเข้ามาใหม่เจอเด็กน้อยเห็นชายร่างสูงผู้หนึ่งแต่งกายภูมิฐานชุดเกราะสีขาวปิดไหล่ผ้าคลุมสีม่วงกำลังเดินตรงเข้ามาในร้าน ที่ตามหลังชายร่างสูงชุดขาวผู้นี้เป็เด็กหญิงในชุดเขียวสดใสหน้าตาธรรมดาพื้นเพผู้หนึ่งแต่ดวงตากลมโตยิ่ง
เถียนอี้เหอมองดูเด็กหญิงผู้นี้ที่ไม่รู้จักหยุดนิ่งเดี๋ยวนางก็หยุดเดินมองคนนั้นทีหันดูคนโน้นทีเขาเห็นว่าเด็กหญิงอายุยังเยาว์กลับท่าทางแก่นเกินวัยจะว่าเป็คนรับใช้ของชายร่างสูงชุดขาวก็มิน่าใช่เพราะนางดูอายุยังน้อยกว่าเขาด้วยซ้ำน่าจะเพียง7-8ขวบปีส่วนชายร่างสูงชุดขาวกลับหน้าตาอิ่มเอิบหน้าผากกว้างผิวพรรณผ่องใสแม้อายุเลยเข้าวัยกลางคนแล้วก็ตาม
หลายคนที่นั่งอยู่ในร้านมุ่งความสนใจไปยังชายร่างสูงชุดขาวผู้นี้ยิ่งการแต่งกายของเขาแล้วพื้นเพย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแต่เถียนอี้เหอกลับจ้องมองดูเด็กสาวเยาว์วัยแม้เขายังเด็กแต่กลับรู้สึกว่าเด็กหญิงผู้นี้น่ารักยิ่ง
เขาเคยเห็นหญิงสาวต้อนรับของหมู่ตึกหมื่นมงคลที่เคยมาทานอาหารที่ร้านก็รู้สึกไม่น่ารักชวนมองเท่าเด็กผู้หญิงผู้นี้เขาตกตะลึงมองดูเด็กผู้หญิงชุดเขียวจนลืมเดินไปรับรายการอาหารจากชายร่างสูงชุดขาวและเด็กหญิงชุดเขียวผู้นี้ที่กำลังจะนั่งลงโต๊ะ
เสียงเถ้าแก่เผิงดังขึ้นทำลายความเหม่อลอยของเขา“อี้เหอ! เ้ายังรออะไร ? ”
ถ้าไม่มีผู้คนอยู่ในร้านด้วยนิสัยของเผิงเป่ยเขาคงเข้าไปกำนัลให้เด็กน้อยผู้นี้สักฉาดหนึ่งแล้ว
ชายร่างสูงชุดขาวและเด็กหญิงชุดเขียวนั่งที่โต๊ะว่างที่คนกลุ่มหนึ่งเพิ่งลุกออกไปเด็กหญิงชุดเขียวนั่งลงนางค้ำคางกลอกตากลมใส มองไปที่เถียนอี้เหอที่กำลังเดินมายังโต๊ะที่นางเพิ่งนั่งลงเพื่อมารับรายการอาหารจากนาง
เถียนอี้เหอเมื่อเห็นผู้มาใหม่ทั้งสองนั่งลงเรียบร้อยเขาจึงถามพร้อมด้วยรอยยิ้มว่า
“ท่านผู้าุโ และคุณหนูท่านนี้ จะรับอะไรดี ขอ..ขอรับที่ร้านของเรา แม้เถ้าแก่เผิงจะเ้าอารมณ์ไปบะบ้าง แต่อาหารของร้านเราข้า..ข้าน้อยรับลองว่าอร่อยที่สุดในมะเมืองนี้ ” ขณะเถียนอี้เหอกล่าวเขารู้สึกปะหม่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเด็กหญิงผู้นี้จนคำกล่าวที่พูดออกมาติดขัดโดยไม่รู้ตัว ขณะที่เถียนอี้เหอพูดเด็กหญิงชุดเขียวกลับใช้ดวงตากลมโตของนางจับมองมาที่เขา
“คิก คิก ..”
เสียงสดใสปานระฆังแก้วออกจากริมฝีปากน้อยๆของเด็กหญิงชุดขาว
“ท่านอาเฉิน เด็กน้อยนี้ เวลากล่าววาจา กลับอายจนหน้าแดง ประหลาดยิ่งนัก”
นางชี้นิ้วไปที่เถียนอี้เหอมืออีกข้างของนางที่ขาวดั่งหยกสลักป้องปิดที่ริมฝีปากบางของนางไว้
“หลานจื่อ เ้าอย่าได้กล่าววาจาถึงคนอื่นเช่นนั้น ” ชายที่เรียกว่าอาเฉินกล่าวเตือนนาง
...........................................