"ถึงกับสามารถกลายเป็นายน้อยตระกูลกู่ อีกทั้งยังได้รับกระบี่ราชันเซียนในตำนาน โชคชะตาของเขานับว่าแข็งแกร่งมากจริง ๆ "
กู่เฟิงพึมพำกับตนเอง การที่กู่เว่ยได้ขึ้นเป็นายน้อยของตระกูลกู่และกระบี่ราชันเซียน ส่งผลให้สถานะของเขาในตระกูลพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากนี้หากคิดจะจัดการกับกู่เว่ยความยากย่อมเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว
เขาไม่รู้เลยว่า การที่กู่เว่ยได้รับผลประโยชน์เหล่านี้ ล้วนเป็เพราะได้รับผลประโยชน์จากตัวเขาทั้งสิ้น
เขาควบแน่นกระดูกราชันเซียนทั้งสามชิ้นที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ ชักนำร่างเงาฟ้าดินของราชันเซียนกู่ให้ปรากฏออกมา รวมไปถึงมรดกสืบทอดที่ราชันเซียนกู่ทิ้งเอาไว้ก็ถือกำเนิดขึ้นตามมาด้วย
เพียงแต่ว่า บรรพชนของตระกูลกู่ไม่รู้เื่เหล่านี้ เขาเรียกอัจฉริยะของทั้งตระกูลมารวมตัวกัน อัญเชิญกระบี่ราชันเซียนมา ตามวิธีการที่บันทึกไว้ในพงศาวดารตระกูล ขอเพียงสามารถทำให้กระบี่ราชันเซียนเปล่งประกายแสงเซียนออกมาได้ ก็คือผู้ที่ชักนำร่างเงาฟ้าดินให้ปรากฏ
กู่เว่ยหลอมรวมกระดูกราชันเซียนของกู่เฟิงจึงมีกลิ่นอายของกู่เฟิงติดตัวอยู่เล็กน้อย ดังนั้นในตอนที่เขาัักับกระบี่ราชันเซียน กระบี่ราชันเซียนจึงสั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย
แม้จะกล่าวว่ากระบี่ราชันเซียนไม่ได้เปล่งแสงเซียนออกมาตามที่บันทึกเอาไว้ในพงศาวดารตระกูล แต่ทว่านอกจากกู่เว่ยแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดที่สามารถทำให้มันเกิดปฏิกิริยาตอบสนองได้อีก
บรรพชนนำเื่ที่กู่เว่ยควบแน่นกระดูกราชันเซียนได้มาเชื่อมโยงกัน จึงตัดสินใจแน่วแน่ว่า กู่เว่ยคืออัจฉริยะหาตัวจับยากที่ชักนำให้เกิดร่างเงาฟ้าดินขึ้นมา
ส่วนเื่ที่ว่าเหตุใดในตอนที่ัักระบี่ราชันเซียนจึงไม่มีแสงเซียนปรากฏขึ้น บรรพชนเข้าใจไปเองว่าเป็เพราะตบะในปัจจุบันของกู่เว่ยยังอ่อนด้อยเกินไป
เขาคาดเดาว่า รอให้ความแข็งแกร่งของกู่เว่ยยกระดับขึ้นไป กระบี่ราชันเซียนที่อยู่ในมือของเขาก็จะเปล่งแสงเซียนออกมาได้อย่างแน่นอน!
โดยไม่รู้เลยว่า อัจฉริยะหาตัวจับยากผู้ที่ชักนำร่างเงาฟ้าดินให้ปรากฏขึ้นมาอย่างแท้จริง คือกู่เฟิงผู้ถูกกู่เว่ย่ชิงกระดูกราชันเซียนไป และบังเอิญตื่นรู้กายาศักดิ์สิทธิ์าจนควบแน่นกระดูกราชันเซียนทั้งสามชิ้นขึ้นมาได้ต่างหาก!
หลังจากที่กู่เฟิงได้รับรู้เื่ราวเหล่านี้ ในตอนที่เร่งเดินทางไปยังเส้นทางิญญา เขาก็ระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น
กู่เว่ยออกประกาศรางวัลนำจับ ย่อมต้องทำให้ผู้คนจำนวนมากจับจ้องมาที่เขาอย่างแน่นอน
แม้ความแข็งแกร่งของเขาจะยกระดับขึ้นมามากแล้ว แต่ก็ไม่อาจประมาทได้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ต้องมาพลาดท่าตกม้าตายเอาได้
"ด้วยพลังการต่อสู้ของข้าในปัจจุบัน การเข้าร่วมการทดสอบที่เส้นทางิญญามิใช่เื่ที่น่ากังวลนัก ผู้ที่สามารถสร้างภัยคุกคามให้ข้าได้ มีเพียงบรรดาอัจฉริยะระดับแนวหน้าสุดเ่าั้เท่านั้น"
ความแข็งแกร่งของกู่เฟิงเดิมทีก็แข็งแกร่งมากอยู่แล้ว มาบัดนี้ยังควบแน่นกระดูกราชันเซียนทั้งสามชิ้นได้อีก ตบะบารมีพุ่งพรวดไปถึงขอบเขตแก่นทองคำขั้นปลาย พลังการต่อสู้จริงยิ่งไล่เลี่ยประชิดขอบเขติญญาก่อกำเนิด
ในการทดสอบของเส้นทางิญญาที่จำกัดให้ผู้มีอายุต่ำกว่าสามสิบปีเท่านั้นจึงจะเข้าร่วมได้ พลังการต่อสู้ที่ฝืนลิขิตฟ้าเช่นนี้ของเขา เพียงพอที่จะหยิ่งผยองมองข้ามเหล่ายอดฝีมือได้แล้ว
ทว่า กู่เฟิงไม่ได้ตั้งใจที่จะทำตัวโดดเด่นสะดุดตาในเส้นทางิญญาจนเกินไปนัก
เขา้าซ่อนคมเอาไว้ชั่วคราว รอจนถึง่เวลาสำคัญค่อยเปิดเผยระดับตบะบารมีที่แท้จริงออกมา
ตอนที่เขาควบแน่นกระดูกราชันเซียนออกมาก่อนหน้านี้ ก็เป็เพราะทำตัวโดดเด่นโอ้อวดจนเกินไป จึงถูกกู่เว่ยจับจ้อง และขุดกระดูกราชันเซียนของเขาไป
เมื่อเคยพลาดพลั้งย่อมต้องรู้จักจดจำเขาจะไม่ทำเื่โง่เขลาเช่นนั้นอีก
ระยะทางจากหุบเขาต้องห้ามมารไปยังเส้นทางิญญาใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งเดือน
และระยะเวลาที่จะถึงวันเปิดเส้นทางิญญายังเหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนกว่า
ดังนั้น เวลาของกู่เฟิงจึงนับว่ายังมีเหลือเฟือ เขาไม่ได้เร่งรีบเดินทางจนเกินไป และพยายามเลือกใช้เส้นทางสายเล็กที่ห่างไกลผู้คนให้มากที่สุด
ผู้ฝึกตนที่บรรลุถึงขอบเขตแก่นทองคำก็จะสามารถดูดซับปราณฟ้าดินมาเติมเต็มพลังงานภายในร่างกาย จนสามารถบรรลุขั้นอิ่มทิพย์โดยไม่ต้องบริโภคอาหารได้
ตลอดการเดินทางเขาไม่กินไม่ดื่ม ไม่หลับไม่นอน อาศัยเพียงการบำเพ็ญเพียรเพื่อฟื้นฟูพลังงานที่ร่างกายเผาผลาญไป
"นั่นมัน..."
กู่เฟิงที่เดินทางมาสิบกว่าวัน จู่ ๆ ก็หยุดฝีเท้าลง
ที่เบื้องหน้าของเขา มีป่าทึบอันกว้างใหญ่ไพศาลจนมองไม่เห็นขอบเขต
แม้จะอยู่ห่างออกไปไกลมาก เขาก็ยังสามารถสูดกลิ่นอายอันดุร้ายของสัตว์ร้ายที่ลอยปะปนอยู่ในอากาศได้
ตูม!
ทันใดนั้น เสียงดังกึกก้องบาดหูก็ดังแว่วมาจากป่าด้านหน้า
กู่เฟิงมองตามเสียงไป ก็เห็นนกอินทรีทมิฬตัวใหญ่สยายปีกกว้างใหญ่บดบังฟ้าดิน ม้วนตลบปราณมารอันพวยพุ่งบินทะยานออกมาจากใจกลางป่า
กรงเล็บของมันจับอสรพิษที่กำลังดิ้นรนหาทางรอดเอาไว้แน่น เมื่อเพ่งตามองให้ดี ก็พบว่าบนหัวของงูตัวนี้มีเขางอกออกมาเล็กน้อยแล้ว
งูมีเขางอก นี่คือสัญญาณบ่งบอกว่ามันใกล้จะกลายร่างเป็ัวารีแล้ว!
อสรพิษิญญาที่สามารถบรรลุถึงระดับนี้ได้ ความแข็งแกร่งย่อมไม่ด้อยอย่างแน่นอน อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีตบะบารมีในระดับขอบเขตสามตำหนัก
ผลปรากฏว่า อสรพิษิญญาที่ทรงพลังถึงเพียงนี้ กลับถูกนกอินทรีทมิฬตัวนี้มองเป็เพียงอาหาร และจับมากิน
ฉากนี้สร้างความตื่นตะลึงให้กับกู่เฟิงเป็อย่างมาก
เขากลืนน้ำลายลงคอ จนกระทั่งนกอินทรีทมิฬหายลับไปบนเส้นขอบฟ้าอันกว้างใหญ่ เขาจึงดึงสติกลับมาได้
"นี่คงจะเป็ป่าปีศาจ์ สถานที่ที่อันตรายที่สุดในการมุ่งหน้าสู่เส้นทางิญญาสินะ"
กู่เฟิงนึกถึงป่าปีศาจ์ที่อยู่ในตำนานขึ้นมาได้ ที่นี่คือเขตหวงห้ามแห่งความตายที่น่าสะพรึงกลัวเป็อย่างมาก
และเมื่อนำป่าปีศาจ์มาเปรียบเทียบกับหุบเขาต้องห้ามมารก่อนหน้านี้ หุบเขาต้องห้ามมารกลับดูเล็กน้อยไปถนัดตา
ป่าปีศาจ์เต็มไปด้วยปราณมารอันน่าตื่นตะลึง สัตว์ิญญาที่อาศัยอยู่ที่นี่ ภายในร่างกายล้วนอัดแน่นไปด้วยพลังมาร
สัตว์ิญญาที่ซึมซับปราณมารอยู่เนิ่นนานนับปี นิสัยใจคอจะกลายเป็ดุร้ายและอำมหิตมากยิ่งขึ้น อีกทั้งความแข็งแกร่งโดยรวมก็ยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งสุดขีด
มีข่าวลือว่า สัตว์ิญญาที่อาศัยอยู่ในป่าปีศาจ์ตัวที่แข็งแกร่งที่สุดคือสัตว์ประหลาดที่น่าสะพรึงกลัว ซึ่งมีระดับเหนือกว่าขอบเขตสามตำหนัก!
เหนือกว่าขอบเขตสามตำหนัก นั่นก็คือระดับขอบเขตมหาสุญตาที่มีอยู่เพียงแค่ในตำนานเท่านั้น
ตัวตนในระดับนี้ เพียงแค่มือเดียวก็สามารถคว่ำทำลายราชวงศ์เทียนหยวน และทำให้สำนักจันทร์โลหิตาเ็สาหัสได้แล้ว!
ป่าปีศาจ์เป็สถานที่ที่กู่เฟิงจำเป็ต้องเดินทางผ่านเพื่อไปยังเส้นทางิญญา
เส้นทาง่นี้ มีความเป็ไปได้สูงมากที่จะกลายเป็ประสบการณ์ที่อันตรายที่สุดของเขา
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ซ่อนเร้นกลิ่นอายของตนเอง ย่อตัวลงต่ำ และพุ่งตัวเข้าไปในป่าปีศาจ์ด้วยการเคลื่อนไหวที่แ่เบาที่สุด
หากเขา้าทะลวงผ่านป่าปีศาจ์ไปอย่างปลอดภัย ก็ไม่อาจสร้างความเคลื่อนไหวที่ใหญ่โตเกินไปได้
ต่อให้ถูกสัตว์ิญญาโจมตี ก็ต้องลงมือสังหารด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เสียงการต่อสู้ดึงดูดสัตว์ิญญาที่น่าสะพรึงกลัวและมีจำนวนมากกว่าเดิมเข้ามา
หากเขาถูกสัตว์ิญญาโอบล้อมในป่าปีศาจ์เขาก็จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เฉียดตายอย่างแน่นอน
ฟุ่บ!
กู่เฟิงพุ่งทะยานเข้าไปในป่าปีศาจ์ด้วยความระแวดระวัง ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ป่าแห่งนี้ เขาก็ััได้ถึงปราณมารอันเข้มข้นจนไม่อาจสลายตัวได้กำลังพรั่งพรูเข้ามาหาเขา
สำหรับผู้ฝึกตนปกติแล้ว ปราณมารชนิดนี้เป็สิ่งที่หลอมละลายได้ยากมาก หากมันแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายมากเกินไป ก็จะส่งผลกระทบต่อรากฐานของผู้ฝึกตนด้วย
เพียงแต่ว่า ในตอนที่ปราณมารเหล่านี้ไหลทะลักเข้าสู่ร่างกายของกู่เฟิง พวกมันกลับถูกร่างกายของเขาดูดซับไปจนหมดเกลี้ยงในรวดเดียว
"เอ๊ะ?"
กู่เฟิงอุทานออกมาเบา ๆ เขารู้สึกประหลาดใจกับสถานการณ์ที่แปลกประหลาดนี้เช่นกัน
เขาทดลองดูดซับปราณมารในอากาศด้วยตนเอง และพบด้วยความประหลาดใจว่า ร่างกายนี้ของเขากลับสามารถดูดซับปราณมารได้โดยไร้อุปสรรคขัดขวาง และเปลี่ยนมันให้กลายเป็พลังิญญาของตนเองได้
"กายาศักดิ์สิทธิ์าช่างดุดันทรงพลังจริง ๆ แม้แต่ปราณมารก็ยังสามารถดูดซับได้!"
กู่เฟิงร้องอุทานด้วยความตื่นตะลึง ยิ่งผ่านเื่ราวมามากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกถึงความไร้เทียมทานของกายาศักดิ์สิทธิ์ามากยิ่งขึ้นเท่านั้น
กายาศักดิ์สิทธิ์าไม่เพียงแต่จะสามารถะเิพลังดูดกลืนที่สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้คนได้เท่านั้น แต่ยังสามารถดูดซับปราณมารได้ด้วย บางทีแม้กระทั่งพลังงานที่ผู้ฝึกตนคนอื่นต่อต้าน เขาเองก็อาจจะสามารถดูดซับได้เช่นกัน
พลังป้องกันและพลังโจมตีก็ยังเหนือชั้นกว่าร่างกายของผู้ฝึกตนทั่วไปอยู่มาก
การที่กู่เฟิงสามารถดูดซับปราณมารของที่แห่งนี้ได้ ทำให้เขาไม่ต้องกังวลเื่การเผาผลาญพลังิญญามากนัก
"กู่กว่างเซิง เ้าพาคนหนีไปทางนั้น ข้าจะไปล่อกิ้งก่าั์มารเอง!"
"เ้าสารเลวนั่น ไม่บอกพวกเราว่ากระบี่ิญญาระดับห้าเล่มนี้อยู่ในรังของกิ้งก่าั์มาร ทำเอาพวกเราต้องเดือดร้อนแสนสาหัส!"
"จะมาพูดเื่พวกนี้ไปทำไม รีบหนีเร็วเข้า หากยังไม่หนีพวกเราทุกคนได้ตายกันหมดแน่!"
ครืน!
ทันทีที่ชายเสียงแหบห้าวกล่าวจบ เขาก็ปลดปล่อยกลิ่นอายอันแข็งแกร่งในระดับขอบเขตแก่นทองคำขั้นปลายออกมา และพุ่งตัวมาทางทิศที่กู่เฟิงอยู่
ที่ด้านหลังของชายผู้นั้น กิ้งก่าั์มารที่มีขนาดตัวใหญ่โตกำลังไล่ล่าสังหารอย่างบ้าคลั่ง มันเหยียบย่ำจนพื้นดินสั่นะเืเลื่อนลั่นไปทั่ว
"กู่กว่างเซิง..."
กู่เฟิงได้ยินเสียงบทสนทนาที่ดังมาจากระยะไม่ไกล ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ตระกูลกู่แผ่กิ่งก้านสาขาอยู่ในแดนั ผู้ที่ใช้แซ่กู่ทุกคน ล้วนเป็สายเืของตระกูลกู่ เขาคิดไม่ถึงเลยว่าจะได้พบคนของตระกูลกู่ในป่าปีศาจ์
อีกทั้งกระบี่ิญญาระดับห้าเล่มนั้น ก็ยังจุดประกายความคิดของกู่เฟิงขึ้นมา
สิ่งที่เขาขาดแคลนมากที่สุดในเวลานี้ ก็คืออาวุธิญญาที่ใช้ได้ถนัดมือสักชิ้น
เขาฝึกฝนเพลงกระบี่มาหลายปี อาวุธที่เขาเชี่ยวชาญที่สุดก็คือกระบี่ิญญา
กระบี่ิญญาระดับห้าที่ประเมินค่าไม่ได้เล่มนี้ เป็สิ่งที่เขา้าอย่างเร่งด่วนในเวลานี้พอดี!