หลังได้ยินข่าวว่าหากโคมิญญาของจอมมารซ่อมไม่สำเร็จก่อนตะวันตกดิน ช่างซ่อมทุกคนในหอศาสตราเก้าอัปยศจะถูกปะา
หลินเหมยก็เริ่มคำนวณทันทีว่าหากหนีตอนนี้จะวิ่งออกจากวังมารทันหรือไม่
คำตอบคือไม่ทัน
นางจึงถูกลากไปรวมตัวพร้อมช่างซ่อมคนอื่นอย่างหมดอาลัยตายอยาก
ตลอดทาง อู๋ซือเอาแต่พร่ำบ่นเื่ความน่ากลัวของจอมมาร ส่วนหลินเหมยกลับสนใจเพียงว่าหากคนตายแล้ว หนี้หนึ่งแสนศิลาปีศาจจะถูกยกเลิกหรือไม่
น่าเสียดายที่ไม่มีใครมีเวลามาตอบคำถามนั้น
เมื่อมาถึงลานกลางของหอศาสตราหลวง หลินเหมยก็เริ่มตระหนักว่าเื่นี้ใหญ่กว่าที่คิด
ช่างหลอมสร้างาุโ ผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล นักอาคมระดับสูงรวมถึงช่างซ่อมฝีมือดีที่สุดของวังมาร ล้วนถูกเรียกตัวมาที่นี่จนแทบครบ
ไม่มีใครสนใจช่างซ่อมระดับล่างอย่างนาง ซึ่งหลินเหมยมองว่าเป็ข่าวดีที่สุดั้แ่ทะลุมิติมา
กระทั่งสายตาของนางมองผ่านฝูงชนไปยังแท่นศิลากลางลานแล้วก็พบต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด โคมิญญาโบราณดวงหนึ่งตั้งอยู่ภายในค่ายกลขนาดใหญ่
ตัวโคมเต็มไปด้วยรอยร้าวสีดำที่แผ่กระจายไปทั่วผิวโลหะราวกับสิ่งมีชีวิตกำลังคืบคลาน แสงสีเขียวอมฟ้าส่องวูบไหวอย่างไม่มั่นคง ทุกครั้งที่แสงสั่น รอยร้าวก็ขยายออกไปอีกเล็กน้อย ราวกับกำลังนับถอยหลังสู่หายนะบางอย่าง
เหล่าผู้าุโผลัดกันตรวจสอบ แต่ยิ่งตรวจ สีหน้าของแต่ละคนกลับยิ่งน่าเกลียด
บางคนเสนอให้เปลี่ยนแกนโคม
บางคนเสนอให้หยุดการไหลเวียนพลัง
บางคนถึงขั้นเสนอให้ปิดผนึกโคมทั้งดวง
แต่ไม่มีใครกล้าลงมือ เพราะหากพลาดแม้แต่นิดเดียว ผู้ที่ตายก่อนอาจจะเป็ท่านจอมมาร
"ข้าให้เวลาพวกเ้ามาครึ่งค่อนวัน" น้ำเสียงเย็นเยียบดังขึ้น
ไม่ดังนัก แต่กลับชัดเจนไปทั่วทั้งลาน
"ไม่มีผู้ใดทำได้หรือ" ความเงียบปกคลุมไปทั่วพื้นที่ เหล่าช่างฝีมือก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม
ไม่มีผู้ใดกล้าตอบ
ไม่มีผู้ใดกล้าสบตา
ชายหนุ่มเรือนผมสีเงินยาวดุจสายน้ำ ใบหน้าหล่อเหลาจนน่าหงุดหงิด ดวงตาสีแดงเข้มคู่หนึ่งกำลังกวาดมองผู้คนเบื้องล่างอย่างเ็า แม้จะยืนอยู่เฉย ๆ แต่กลับทำให้ทั้งลานเงียบกริบราวกับไม่มีใครกล้าหายใจเสียงดัง
นั่นคือเยี่ยอู๋ฉี จอมมารผู้เป็เ้าของชีวิตทุกคนในที่แห่งนี้
หลินเหมยเพิ่งเข้าใจความหมายของประโยคนั้นในวันนี้เอง เพราะคนผู้นี้เพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย ช่างซ่อมกว่าครึ่งลานก็แทบจะร้องไห้แล้วข้างกายเขา
อู๋ซือข้างตัวเริ่มสั่นเหมือนลูกนกตกน้ำ
ส่วนตัวนางเองทำได้แค่กวาดตาสังเกตการณ์ทุกอย่างอยู่เงียบๆ
สายตาของหลินเหมยหันกลับไปมองโคมิญญาอีกครั้ง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกแปลก เพราะในสายตาของนาง รอยร้าวเ่าั้ดูไม่เหมือนความเสียหายจากภายนอก กลับคล้ายพลังบางอย่างกำลังไหลย้อนกลับเข้าไปภายในตัวโคมมากกว่า
นางขมวดคิ้ว มองซ้ำอีกครั้ง ยังคงเป็เช่นเดิม แต่หลินเหมยไม่คิดจะพูดอะไร นางเพิ่งทะลุมิติมาไม่ถึงครึ่งวัน สิ่งสุดท้ายที่้าคือดึงความสนใจของคนทั้งวังมารมาที่ตัวเอง
โดยเฉพาะความสนใจของจอมมาร
ทว่าดูเหมือนโชคชะตาจะไม่ค่อยรับฟังคำขอของนางนัก เมื่อการถกเถียงยืดเยื้อจนใกล้ตะวันตกดิน สีหน้าของทุกคนก็ยิ่งเคร่งเครียด และใน่ที่บรรยากาศเงียบงันนั้นเอง
หลินเหมยเผลอพึมพำออกมาเบา ๆ
"ถ้าพลังมันกำลังไหลย้อนกลับเข้าแกนโคม...เหตุใดไม่ลองหยุดต้นทางก่อนเล่า"
ทั้งลานพลันเงียบสนิท
ผู้าุโหลายคนหันมามองนางพร้อมกัน
แม้แต่เยี่ยอู๋ฉีก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
หลินเหมยหลับตาลงช้า ๆ นางเริ่มสงสัยแล้วว่าเหตุใดคนในโลกนี้ถึงหูดีนัก
นางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทั้งลานยังคงเงียบสนิทผู้าุโหลายคนกำลังจ้องมองนางราวกับเห็นสัตว์ประหลาดตัวใหม่โผล่ออกมาจากโคมิญญา
นางเริ่มเสียใจแล้ว คนเราบางครั้งควรเก็บความเห็นไว้ในใจ
โดยเฉพาะความเห็นที่หลุดออกมาต่อหน้าจอมมาร
"เ้าพูดว่าอะไร" เสียงเย็นเยียบดังขึ้นจาก้า
หลินเหมยเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีเืคู่นั้นกำลังมองตรงมาที่นาง
ไม่รู้คิดไปเองหรือไม่ แต่นางรู้สึกว่าหากตอบผิดเพียงคำเดียว
ชีวิตคงจบลงตรงนี้
หลินเหมยกลืนน้ำลาย "ข้า...เพียงคิดว่ารอยร้าวเ่าั้ดูแปลกเ้าค่ะ"
"แปลกอย่างไร" คราวนี้เป็ผู้าุโผู้หนึ่งถามขึ้น
หลินเหมยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนชี้ไปยังรอยร้าวบนตัวโคม
"ข้าไม่แน่ใจ"
"แต่ดูเหมือนมันกำลังถูกพลังจากภายในผลักออกมา"
คำพูดนั้นทำให้หลายคนขมวดคิ้ว บางคนรีบหันกลับไปตรวจสอบโคมอีกครั้ง บางคนเริ่มถกเถียงกันใหม่ แม้จะไม่มีผู้ใดยอมรับออกมาตรง ๆ แต่ดูเหมือนคำพูดของนางจะทำให้ทุกคนเริ่มมองปัญหาในอีกมุมหนึ่ง
หลินเหมยเริ่มรู้สึกว่าตนเองอาจพูดมากเกินไปแล้ว จึงรีบก้มหน้าลง หวังให้คนอื่นลืมการมีอยู่ของตน น่าเสียดายที่ความหวังนั้นอยู่ได้ไม่นาน
"ถ้าเช่นนั้น" เสียงของเยี่ยอู๋ฉีดังขึ้นอีกครั้ง
"เ้าลองดู" หลินเหมยแทบคิดว่าตัวเองฟังผิด
นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
"หา?"
"ในเมื่อเ้ามองเห็นสิ่งที่พวกเขามองไม่เห็น" จอมมารเอ่ยเรียบ ๆ
"เ้าก็ลองดู"
หลินเหมยอยากย้อนเวลากลับไปตบปากตัวเองเมื่อครู่ คนฉลาดบางครั้งก็ตายเพราะพูดมาก ดูเหมือนนางกำลังจะเป็หนึ่งในนั้นท่ามกลางสายตาของผู้คนทั้งลาน หลินเหมยจำใจเดินเข้าไปหาโคมิญญา
ยิ่งเข้าใกล้ เสียงครางประหลาดยิ่งดังชัดขึ้น มันไม่เหมือนเสียงโลหะ ไม่เหมือนเสียงอาคม กลับคล้ายเสียงบางอย่างที่กำลังดิ้นรนอย่างทรมาน หลินเหมยชะงักเล็กน้อย
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว หากภายในโคมมีิญญาจริง
บางทีสิ่งที่พวกเขาพยายามซ่อมอยู่ อาจไม่ใช่ตัวโคม แต่เป็สิ่งที่อยู่ข้างในต่างหาก
นางขอพู่กันและหมึกชาดจากคนใกล้ตัว
คำขอนั้นเรียกสายตาประหลาดใจจากผู้คนรอบด้านทันที
แต่ไม่มีใครคัดค้าน เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็หมดหนทางอยู่แล้ว
หลินเหมยนั่งลงเบื้องหน้าโคม สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนค่อย ๆ ใช้พลังปราณวาดอักขระปลอบประโลมแบบพื้นฐานที่สุดที่ร่างเดิมเคยเรียนรู้
อักขระไม่ซับซ้อน
ไม่ใช่วิชาลับ
ไม่ใช่เคล็ดวิชาในตำนาน
เป็เพียงอักขระสำหรับปลอบประโลมิญญาที่ได้รับความเสียหาย
ตอนแรกไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นแสงภายในโคมเริ่มนิ่งลงทีละน้อย เสียงครางเบาลง รอยร้าวบางส่วนหยุดลุกลาม ทั่วทั้งลานพลันเงียบกริบ
แม้แต่หลินเหมยเองก็เริ่มคิดว่าบางทีอาจได้รอดตายจริง ๆ แล้วในวินาทีนั้นเอง โคมิญญาสั่นะเือย่างรุนแรง
เสียงแตกร้าวดังลั่นไปทั่วลาน
สีหน้าของเหล่าผู้าุโเปลี่ยนไปทันที
"ถอยออกมา!" มีคนะโ
แต่สายเกินไปแล้ว
เปรี้ยง!
แสงสีแดงชาดปะทุออกจากตัวโคมราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก
หลินเหมยรู้สึกเพียงความร้อนวาบที่หน้าอก
ก่อนร่างจะถูกแรงกระแทกซัดกระเด็นออกไป โลกทั้งใบหมุนคว้างเสียงผู้คนแตกตื่นดังระงม และก่อนที่สติจะเลือนหาย
ภาพสุดท้ายที่หลินเหมยเห็น คือร่างของเยี่ยอู๋ฉีบนแท่นสูงที่พลันเซถอยไปก้าวหนึ่ง ราวกับได้รับแรงกระแทกแบบเดียวกับนาง จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบลง