ตอนที่ 14 คำพูดที่มีเกียรติ (1)
ยามนี้ในห้องโถงมีคนเพียงแค่สองคน คือบุรุษนำทางและกู้เชียนเสวี่ย
ส่วนคนอื่นๆ ล้วนถูกกันไว้ให้อยู่ด้านนอก ไม่มีใครรู้ว่าภายในห้องโถงใหญ่นั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง
“คุณหนูกู้ เมื่อกี้ท่านพูดว่าอะไรนะ” ชายหนุ่มตกตะลึง
ในใจของกู้เชียนเสวี่ยรู้ดี นางทำถูกแล้วที่พูดแบบนี้ “เมื่อก่อนเคยได้ยินมาว่าพระสนมฉินเฟยร่างกายไม่สู้ดี ตระกูลของพวกเรามีตำราแพทย์เล่มหนึ่งที่ตกทอดกันมา ในนั้นได้บันทึกโรคที่ไม่ค่อยได้เห็นอยู่บ้าง ก็ไม่รู้ว่าพอจะช่วยท่านอ๋องได้บ้างหรือไม่”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วแน่น ในแววตามีความสงสัย “จวนตระกูลกู้มีตำราแพทย์ที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษอย่างนั้นหรือ เหตุใดมิเคยได้ยิน”
กู้เชียนเสวี่ยวางถ้วยลงเบาๆ “มิใช่ตระกูลกู้ แต่เป็ตระกูลจ้าว”
“ตระกูลจ้าวหรือ หรือว่าจะเป็ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเจิ้นหย่วน ตระกูลของผู้บัญชาการฯ จ้าวอย่างนั้นหรือ” ชายหนุ่มไล่ถาม
“ใช่แล้ว ผู้บัญชาการฯ จ้าวคือท่านตาของข้า พี่ชายท่านนี้คงรู้กระมัง” กู้เชียนเสวี่ยตอบกลับ “พี่ชายอยากจะถามอีกใช่หรือไม่ ว่าเหตุใดตำราเล่มนั้นถึงได้มาอยู่ในมือข้า แล้วเหตุใดก่อนหน้านี้ข้าถึงไม่ยอมนำมันออกมา”
ชายหนุ่มนิ่งเงียบ
กู้เชียนเสวี่ยพูดต่ออย่างสนิทสนม “ตำราเล่มนี้ท่านตาของข้าอาจเคยได้ยินมาบ้างเช่นกัน แต่ไม่รู้ว่าเคยเห็นมันหรือไม่ ตำราเล่มนี้ เป็ของท่านยายที่มอบให้ไว้กับท่านแม่ของข้า ถือว่าเป็สินสมรสอย่างหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อนข้าเกิดขัดสน แอบเข้าไปในห้องเก็บของแล้วขโมยเครื่องประดับของท่านแม่ไปแลกเป็เบี้ย ในกองเครื่องประดับเ่าั้ ก็เจอเข้ากับตำราโบราณขาดๆ เล่มหนึ่งจึงหยิบติดมือมาด้วย”
แน่นอนว่าเื่พวกนี้กู้เชียนเสวี่ยเป็คนแต่งขึ้นมาเอง แต่ก็ใช่ว่าจะเป็เื่แต่งไปซะทั้งหมด
เมื่อก่อนเ้าของร่างเดิมไม่สนใจเล่าเรียนไร้ซึ่งวิชาความรู้ ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาไปเรื่อย ซึ่งไม่ใช่เื่แปลกใหม่อะไรในเมืองหลวงแห่งนี้ ขอแค่ลี่อ๋องให้คนไปตรวจสอบเื่ของนางก็จะได้รู้ ส่วนเื่มารดาของจ้าวซื่อ เ้าของร่างเดิมก็ไม่ได้มีความทรงจำอะไร หรือแม้แต่จ้าวซื่อเองก็ไม่มีความทรงจำส่วนนี้เช่นกัน เพราะนางได้จากโลกนี้ไปตั้งนานแล้ว
แต่ก็มีเล่าลือต่อๆ กันมาว่าท่านยายเ้าของร่างเดิมเป็เด็กกำพร้า ถูกผู้บัญชาการทหารสูงสุดจ้าวช่วยชีวิตเอาไว้ ทั้งสองคนได้แต่งงานเป็สามีภรรยากัน หลังให้กำเนิดจ้าวซื่อออกมาอย่างยากลำบากก็ได้ตายไป ผู้บัญชาการฯ จ้าวรักภรรยามาก ไม่เคยคิดจะแต่งงานใหม่ ทั้งชีวิตมีภรรยาแค่คนเดียว และมีบุตรสาวเพียงคนเดียว
“ตำราเล่มนั้นข้าอ่านมาแล้วหลายรอบ อ่านจบจึงเผาทิ้งเสีย ช่างน่าเบื่อเสียจริง” กู้เชียนเสวี่ยเลิกคิ้วยักไหล่ นี่มันท่าทางอันธพาลชัดๆ ที่อยู่บนตัวนางก็คงจะเหลือแค่ความงามกระมัง “ส่วนเื่ที่ว่าเหตุใดก่อนหน้านี้ข้าไม่เอามันออกมา นั่นก็เพราะว่าข้าและลี่อ๋องมิได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ ต่อกัน ทุกคนต่างก็รู้ว่าลี่อ๋องนั้นมีนิสัยประหลาด ใครจะรู้ว่าหากข้าไม่ทันได้ระวังตัวแล้วจะถูกฆ่าตายหรือไม่”
ชายหนุ่มมีท่าทีลังเล ไม่รู้ว่ากู้เชียนเสวี่ยกำลังพูดจาส่งเดชอยู่หรือไม่ ไตร่ตรองว่าจะกราบทูลเื่นี้ต่อฝ่าาลี่อ๋องดีหรือเปล่า
กู้เชียนเสวี่ยวาดยิ้มเต็มใบหน้าแล้วมองไปยังชายหนุ่ม นิ้วเรียวเนียนดุจหยกยกถ้วยที่มียาพิษอยู่เต็มขึ้นมา “พี่ชาย ท่านเองก็เป็คนสุดท้ายที่ข้าได้เห็นก่อนตาย มิใช่ว่าท่านควรจะบอกชื่อของท่านให้ข้าได้รู้หรือ”
“…” ชายหนุ่มที่กำลังครุ่นคิดอยู่ถึงกับไร้คำพูด กู้เชียนเสวี่ยเปลี่ยนเื่ได้ต่างกันเกินไปแล้ว
“ใครๆ ก็พูดกันว่า คนที่ได้ส่งคนตายในชาตินี้จะได้เป็คนที่มีวาสนาต่อกันในชาติหน้า ดีไม่ดีข้ากับท่านอาจมีวาสนาต่อกันก็ได้นะ” กู้เชียนเสวี่ยส่งสายตาให้กับชายหนุ่ม ขนตาที่หนาเป็แพ ราวกับผีเสื้อที่เกาะอยู่ และกำลังขยับปีกเบาๆ
กู้เชียนเสวี่ยกำลังหยอกล้อชายหนุ่มรูปงามอยู่อย่างนั้นหรือ ไม่ใช่เลยสักนิด นางกำลังถ่วงเวลาอยู่ต่างหาก เพราะนางรู้ว่ามีใครอีกคนกำลังลังเลอยู่เช่นกัน
“…” ชายหนุ่มกระอักกระอ่วนยิ่ง ปากอ้าขึ้นเล็กน้อย ไม่รู้ว่ากำลังพูดอะไร
“เ้าคงรู้ว่าหากหลอกลวงข้าแล้วผลลัพธ์จะเป็เช่นไร”
ทันใดนั้นเสียงทุ้มเข้มแต่น่าฟังของบุรุษก็เอ่ยขึ้น และดังลอยมาจากหลังฉากกันลมที่อยู่อีกด้าน