ภาพวาดลำดับที่สี่ของหลงเซียมาอยู่ในมือพวกเราเจินจูอ้าปากขอจากไห่หลัว เขาก็ยกให้แบบง่ายดายเพราะครอบครัวเขาไม่มีใครสนใจอยู่แล้ว
พอได้นอนเต็มอิ่มที่บ้านตระกูลไห่เราก็เตรียมออกเดินทาง
“ภาพวาดอีกสามที่ท่านยังไม่ได้มาครองข้าพเ้าทราบตำแหน่งของสอง หนึ่งอยู่กับมหาเศรษฐีจ้าหมานโถวอีกหนึ่งอยู่กับ...เ้าสำนักเต้าหู้ปู้ติง” ไห่หลัวเล่าไม่รู้ทำไมถึงทิ้ง่ก่อนเอ่ยชื่อสำนักเต้าหู้อะไรนี่ สงสัยมันคงแปลกจนไม่อยากพูด“ข้าพเ้าไม่ใคร่สนใจว่าท่านสะสมไปเพื่ออะไร แต่ขอให้ท่านโชคดี”
“ขอให้ท่านโชคดีเช่นกันโดยเฉพาะเื่เสวี่ยกูเหนียง” เจินจูพูดจบก็ยิ้มแบบรู้กัน ไห่หลัวตีหน้าบึ้ง เห็นหน้ากันมาหนึ่งวันฉันเพิ่งเห็นไห่หลัวผู้หน้านิ่งเป็ก้อนน้ำแข็งแสดงสีหน้าแบบชัดๆ ก็ตอนนี้ส่วนลู่ฝู่ที่อายุมากสุดในหมู่พวกเราก็หัวเราะ
“ที่แท้ท่านมีนางในใจข้าพเ้าก็ขอให้ท่านโชคดี สักวันเราจะพบกันอีก”
พวกเรานั่งรถออกห่างจากตัวบ้าน ฉันจ้องหน้าเจินจูครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น
“สี่ภาพแล้วนะแล้วก็รู้ด้วยว่าภาพที่เหลือสองภาพอยู่ไหน เหลือแค่ภาพเดียวที่ยังไม่รู้...”
“ใช่” เขาตอบสายตามองยังม้วนภาพที่เพิ่งได้มา “ความจริงอีกสองภาพนั่นเก็บไว้ท้ายสุดเพราะยากสุด ฉันไม่รู้จักมักจี่อะไรกับสองคนนั้นเลยไม่รู้ต้องทำยังไงถึงจะเข้าถึงตัวได้ โดยเฉพาะไอ้เ้าสำนักชื่อปู้ติงอะไรนี่...”
“เขาหาตัวยากเหรอ?”
“เปล่า... เห็นว่านึกอยากฆ่าใครก็ฆ่ายกเว้นคนในสำนักมันเอง”
“อ้าว เข้าสำนักมันก็สิ้นเื่”
“เกรงว่าวิชาฝีมือแมวสองขาของข้าพเ้าคงตายั้แ่เหยียบเข้าสำนัก ยังไม่ทันได้เอ่ยขอเป็ศิษย์” เจินจูเม้มปากฉันเพิ่งเคยเห็นเขาลำบากใจแบบนี้
“เอาน่า ถ้ามีความตั้งใจก็ต้องมีหนทาง”ฉันดึงมือเขามาบีบให้กำลังใจ “ตอนนี้ไม่รู้ ตอนหน้าอาจจะรู้ยังไงถ้าไม่ใช่ฤๅษีบำเพ็ญตบะบนยอดเขาไกรลาสก็ต้องมีหนทางเข้าถึงตัว”
“ฤๅษีเหรอ? เข้าใจเปรียบเทียบดี...เพราะฉะนั้นเราเริ่มกันที่มหาเศรษฐีจ้าหมานโถวก่อนเถอะ”
“หมั่นโถว...ฟังแล้วหิวเลย”
เจินจูหัวเราะก่อนจะพูดต่อ
“ท่านเชื่อใจเราขึ้นบ้างหรือยัง?”
“ทำไมเหรอ?”ก็จริงอยู่ที่มีหลายครั้งที่ฉันสงสัยว่าเขา้าทำอะไรกันแน่แต่ความรู้สึกแบบนั้นไม่เป็ถึงขั้นไม่เชื่อใจ
“ที่ผ่านมาท่านตามเรามาเพียงเพราะมันเป็หนทางเดียว อีกทั้งเราก็ไม่ได้บอกท่านในหลายๆ เื่ตอนงานแต่ง ท่านดูแคลงใจว่าเราจะทำอะไรอยู่เสมอ”
“นั่นเพราะฉันไม่เข้าใจต่างหาก...แต่ตอนนี้วางใจแล้วว่านายคงไม่ทำอะไรไม่ดีอีกอย่าง ถึงไม่เชื่อในตัวนายฉันเชื่อในความอยากกินหมูกระทะของนายว่าต้องพาเรากลับบ้านได้แน่”
เจินจูตาเป็ประกายเขายื่นกำปั้นมาข้างหน้า ฉันนึกว่าเขาจะให้ชนกำปั้นแต่เขากลับพูดขึ้นว่า
“เป่ายิ้งฉุบ ใครแพ้อดกินหมั่นโถว”
“หา?!” ฉันอุทานเมื่ออาหารกลางวันตัวเองตกอยู่ในอันตราย“ทำไมต้องเล่นอะไรโง่ๆ แบบนี้ด้วย?”
“เราอยากกินหมั่นโถวแบบคูณสอง”
“ไม่แบ่ง!”
“เอาเถอะน่า คิดดูว่าถ้าท่านชนะท่านก็ได้หมั่นโถวของเราไป” เขาชูกำปั้นขึ้น รอยยิ้มเ้าเล่ห์กระตุกริมฝีปาก “อ้อแล้วจะบอกให้อย่างหนึ่ง... เราจะออกค้อน”
ฉันจ้องตาเขาเขม็งท่าทางทีเล่นทีจริงแบบนั้น เดาไม่ออกเลยว่าเขาพูดเพื่ออะไร
ถ้าเขาพูดให้ฉันออกกระดาษแล้วตัวเองออกกรรไกรเท่ากับว่าฉันหลงกลเขา แต่กลับกัน ถ้าเขาคิดว่าฉันจะซ้อนแผนออกค้อนเพื่อดักทางเขาที่จะออกกรรไกร เขาจะออกกระดาษ
ทั้งหมดนั่นวิ่งผ่านหัวฉันในขณะที่ฉันเงื้อมือขึ้นและพูด
“เป่ายิ้ง—ฉุบ!”
เจินจูออกค้อนตามที่บอกจริงๆ
ส่วนฉันก็ออกกระดาษตามความคิดแรก
เวลาทำข้อสอบ ปกติความคิดแรกของเราจะถูกฉันเลยยึดหลักนั้นไว้ก่อนเพราะคิดไม่ทัน
และอีกอย่าง ฉันอยากจะลองเชื่อใจเขา
“เอาเถอะความเชื่อใจของท่านมีค่ามากกว่าหมั่นโถวไม่กี่ลูก” เขาแบมือเป็เชิงยอมแพ้แต่โดยดี
“ฉันไม่ได้หิวขนาดนั้น เก็บไว้กินเองเถอะของที่ฉันอยากกินจริงๆ คือชานมไข่มุกต่างหาก”
“ชานมไข่มุกรึ...เป็คำที่ไม่ได้ฟังมานานเหลือเกิน” เขาพูดจบก็ทำปากยื่น “เราไม่คิดว่าท่านจะยอมเชื่อ”
แสดงว่าเขาไม่คิดว่าจะเสียหมั่นโถวให้ฉันหรือยังไงกันแต่มองสีหน้าแล้วก็เห็นว่าเขาไม่ได้พยายามสื่ออะไรลึกซึ้งด้วยคำพูดนั้น
“พูดตามตรงคือฉันคิดว่าจะลองออกค้อนให้เสมอกันดีไหม หรือจะตลบแผนออกกรรไกร แต่ฉันเป็พวกไม่ค่อยมีไหวพริบอะนะคิดไม่ทันเลยออกกระดาษให้ชนะไว้ก่อน”
“ท่านเชื่อเรา” เจินจูผุดยิ้มนุ่มนวล
“ใช่ ฉันเชื่อนายก็อย่าตลบหลังฉันแล้วกัน ไม่อย่างนั้นฉันจะตามลากคอนายไม่ว่านายจะอยู่ที่ไหน”
เราสองคนจ้องตากันครู่หนึ่ง ก่อนที่เด็กหนุ่มจะเป็ฝ่ายหลบตาก่อนพลางหัวเราะเบาๆ
“ท่านเป็ภรรยาเราสามีภรรยาเชื่อใจกันเป็เื่ดี อนาคตจะมีแต่ความสุข”
“เออ เอาเข้าไป... แต่ก็ดีอย่างน้อยฉันอยู่กับนายแล้วปลอดภัยกว่าเจอผู้ชายขี้หลีที่มีเกลื่อนตามนิยายท่องยุทธภพ”ฉันนั่งไขว้ขา อีกฝ่ายหัวเราะก่อนจะดึงหมั่นโถวมากัดลูกหนึ่งฮัมเพลงท่าทางอารมณ์ดี ฉันเลยอดชวนคุยต่อไม่ได้“เรากำลังจะไปบ้านคนรู้จักของนายสินะ”
“อืม...ไม่ใช่บ้านใครเว่ยเชิงทังนั่นแหละ”
“อ้าว!”ช่างตัดเสื้อตาบอดคนนั้นเหรอ?
“เว่ยเกอเกอน่าจะให้คำแนะนำเื่ม้วนภาพที่เหลือได้เขามีลูกค้ามากหน้าหลายตาแถมยังรู้จักคนเยอะ”
“ช่างตัดเสื้อก็อย่างนี้สินะ”
“อืมเขาเป็ช่างตัดเสื้อที่มีชื่อเสียงทั่วดินแดนปรมาจารย์หลายสำนักสวมเสื้อผ้าที่เขาเป็ผู้ตัดเย็บแต่สังหรณ์ว่าพอไปถึงแล้วต้องเกิดเื่อะไรสักอย่างแน่ๆฉะนั้นเราควรรีบไปถึงั้แ่หัววัน”
“เขาจะยอมให้เราอยู่ฟรีเหรอ?”
“เขาชอบเวลามีคนมาบ้าน”
“ดีไป”
ตัวรถเอียงไปมาเมื่อเจอถนนลูกรังจากนั้นไม่นานก็เข้าสู่ตัวเมือง ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงร้านตัดเย็บในย่านการค้ามันไม่ใช่ร้านตัดเสื้อห้องแถวแต่ดูเหมือนห้างใหญ่ๆ ซึ่งด้านหลังเชื่อมกับตัวบ้านพวกเราลงจากรถและเดินเข้าไปภายในร้าน มันดูยิ่งใหญ่อลังการเหมือนครั้งแรกที่เห็นผ้าไหมแพรพรรณเรียงกันเป็ตับจนมองไม่เห็นผนัง
เด็กรับใช้พาเราตัดผ่านตัวร้านเข้าไปด้านหลังมันเป็ห้องโปร่งโล่งสบาย เพดานสูง ทาสีเรียบๆ มีเครื่องเรือนไม่กี่ชิ้น
“เสี่ยวจูกับเค่อกูเหนียง” เว่ยเชิงทังส่งเสียงทักทันทีที่พวกเราเข้าไปในระยะที่เขาได้ยินเสียงฝีเท้าเจินจูกล่าวทักทายก่อนจะััไหล่อีกฝ่ายที่นั่งอยู่ฉันรู้สึกเกร็งนิดหน่อยแต่กล่าวทักทายเขาตามมารยาท
เว่ยเชิงทังมีใบหน้าแบบที่ถ้าใครคิดมาดร้ายก็คงล้มเลิกความตั้งใจแล้วกลับบ้านไปสวดมนต์ฟังธรรมะท่าทางออร่านักบุญจะเป็อาวุธป้องกันตัวของเขา
“ท่านสบายดี?” เจินจูถามไถ่
“วันนี้เราหยุดงานเพราะปวดข้อมือยังดีที่ทำงานทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว”
“อย่าฝืนตัวเองนะคะ ฉัน เอ๊ยข้าเคยวาดรูปนานจนข้อมือเคล็ดอยู่เหมือนกัน”
“ท่านไม่เห็นเคยบอกเราว่าท่านวาดรูปเป็”คนแปลกใจกลับเป็เจินจู
“...วาดในคอมด้วยเมาส์ปากกาน่ะเริ่มฝึกช้า ไล่ตามเด็กๆ อายุสิบเอ็ดสิบสองยังไม่ทันเลยเนี่ย”ฉันกระซิบตอบก่อนหันไปพูดกับคนเจ็บต่อ“เพราะฉะนั้นร่างกายของเราเป็สิ่งสำคัญต้องดูแลนะคะ”
“น้อมรับคำชี้แนะ”เว่ยเชิงทังก้มศีรษะเล็กน้อย
“จริงสิ เว่ยเกอเกอเพื่อตอบแทนท่านที่เปิดบ้านให้เราทั้งสองยืมพักอาศัยชั่วคราว ฟ่านเอ๋อจะแสดงฝีมือทำอาหารที่นางได้ร่ำเรียนมาจากแดนไกลรบกวนคนรับใช้ช่วยจัดแจงเครื่องปรุงและขอยืมครัวได้หรือไม่?” เจินจูขออีกฝ่ายเลิกคิ้ว
“น่าสนใจยิ่ง”
“แน่นอน”
ฉันหันไปมองคนเสนอ
“...คราวหลังจะทำอะไรน่ะช่วยถามฉันก่อนจะได้ไหม?”
ดูเหมือนเจินจูจะจับความหงุดหงิดในน้ำเสียงฉันได้เขาห่อไหล่ก่อนจะตอบอ้อมแอ้ม
“...ขอโทษด้วยดูเหมือนเราจะชินกับการเป็บุตรคนเล็กของบ้านจนเกินไป...”
“เฮ้อ ความจริงฉันไม่ได้เดือดร้อนอะไรหรอกนะแต่ถ้านายอยากให้ฉันเชื่อใจนายต่อไปเวลามีอะไรที่เกี่ยวกับฉันก็ช่วยปรึกษากันสักนิด” ฉันตบหลังเขาทีหนึ่งเห็นเจินจูหงอยฉันก็รู้สึกผิดขึ้นมานิดหน่อย “แต่ช่างเถอะตอนอยู่บ้านฉันช่วยพ่อทำกับข้าวอยู่บ้าง เดี๋ยวจะแสดงฝีมือปรุงอาหารไทยให้คนพวกนี้ปากพองน้ำตาไหลกันให้หมด!”
“ขอบใจนะฟ่านเอ๋อ”
ฉันพยักหน้ารับก่อนที่เว่ยเชิงทังจะเดินไปส่งเราถึงครัวบ้านของเขามีเชือกขึงไว้ทำให้อีกฝ่ายเดินเหินได้สะดวกสบายแต่เขาดูเหมือนไม่้ามันเท่าไร เหมือนจับไว้แค่พอเป็พิธี
พอมาถึงครัว ฉันก็รู้สึกประทับใจเพราะมันไม่ใช่ห้องครัวเล็กๆ ยัดอยู่นอกบ้านเหมือนบ้านเดี่ยวทั่วไปแต่มันคือห้องครัวขนาดใหญ่โตจริงจังสำหรับทำอาหารให้ทีละยี่สิบคนทานในนั้นมีบ่าวไพร่นั่งปอกกระเทียมกันอยู่ ฉันถือโอกาสสำรวจครัว มีห้องเก็บความเย็นมีหม้อต้มใหญ่อยู่ในเตาที่มีหลุมอยู่สามหลุม มีซึ้ง มีกระทะแขวนไว้มันดูเหมือนครัวของบ้านตามชนบทยุคปัจจุบันมาก ฉันคิดว่าสมกับที่เป็นิยายจริงๆ
คนรับใช้หันมามองเราฉันเลยจัดแจงถามไถ่ว่ามีอะไรบ้าง แล้วก็พบว่าพวกเขามีพริกเสฉวนไก่หลายตัวที่เตรียมทำเป็อาหารเย็น ไข่หลายฟอง มันหมูถ้าแบบนี้ฉันคิดเมนูออกแค่ไก่ทอดกับไข่เจียว แต่เห็นเจินจูบอกว่าอยากกินผัดกะเพราแล้วฉันจะไปเอากะเพรามาจากไหนฟะ...
“ถ้ามีใบอะไรที่รสคล้ายๆกันก็พอได้อยู่...”ฉันเลยจัดแจงชิมทุกใบที่อยู่รอบบ้านโดยมีเจินจูคอยเดินตามเผื่อฉันจะเผลอกินพิษอะไรเขาไปสุดท้ายก็ไปเจอใบอะไรสักอย่างแดงๆ เล็กๆ ที่เหล่าคนครัวยืนยันว่ากินแล้วไม่ตายเลยเก็บมา
เจินจูดูอารมณ์ดีจนฮัมเพลงขณะช่วยฉันเด็ดใบอะไรสักอย่างที่ฉันจะเรียกว่ากะเพราแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
“นายเคยเข้าครัวไหม?”
“ไม่เลย มีแม่บ้าน”
“ระวังอยู่คนเดียวแล้วจะลำบากล่ะ”
“ถ้าแค่เวฟไข่หรือต้มมาม่าก็ทำได้อยู่แล้ว”เจินจูเถียง
“เป็เด็กหอรึไง นายเนี่ย...”
“ฮะๆ”
เก็บกะเพรา(?)เสร็จก็ไปเตรียมเครื่องส่วนตัวฉันไม่ชอบกะเพราไก่สับ ไก่น่ะแค่หั่นเป็ชิ้นเล็กๆ ก็พอแล้วไม่ต้องสับ!ฉันไม่เคยชำแหละไก่ด้วยตัวเองฉันกับเจินจูก็ยืนมองคนครัวร่างใหญ่สับไก่บ้านเป็ชิ้นพอดีคำตามที่ฉันขอ มองไก่ชิ้นประมาณข้อนิ้วแล้วฉันก็นึกถึงกะเพราไก่ป๊อปของโรงอาหารที่โรงเรียนมันเหมือนกะเพราเพียงแต่เอาไก่ชุบแป้งทอดไปทำ กรอบอร่อยอย่าบอกใครต้องใช้ทักษะอย่างมากในการป้องกันไม่ให้แป้งของไก่ป๊อปนิ่มระหว่างผัด
ระหว่างพ่อครัวหันไก่ ฉันก็ไปโขลกพริกกระเทียมจากนั้นก็ตั้งเตา เหลือบไปเห็นแป้งที่เก็บไว้ฉันก็นึกอะไรขึ้นมาได้...
ไหนๆ ก็จะทำแล้วทำกะเพราไก่กรอบด้วยเลยแล้วกัน!
“ถ้าไม่มีพวกผงปรุงรสแล้วมันจะอร่อยไหม?”เจินจูถามขึ้น ฉันหันไปหรี่ตาใส่เขา นี่คิดว่าฉันต้องพึ่งของแบบนั้นหรือไร?
“นายดูถูกฝีมือการปรุงรสฉันอยู่เหรอ?”
“เปล๊า เห็นบอกว่าใส่แล้วอูมามิบ้านท่านไม่ใส่เหรอ?”
“อูมามิ...” ฉันเปิดหม้อก็เห็นซุปโครงไก่กำลังถูกเคี่ยวอยู่ก่อนจะคิดอะไรดีๆ ได้ “เจินจู ระหว่างฉันผัดก็ช่วยเอาไก่คลุกแป้งหน่อย”
“อา...อืม...” เขารับไก่ดิบไปแบบงงๆฉันจัดแจงใส่เกลือกับพริกป่นก่อนจะตักแป้งใส่
“คลุกให้ทั่วล่ะ”
“ก็ได้...”เขาทำหน้าแหยงเมื่อจกมือลงในชามที่มีแต่เนื้อไก่ลื่นๆแต่ก็อดทนพยายามคลุกแป้งให้ทั่ว “คุณภรรยา มันติดมืออะ...”
“คลุกไปเหอะ เดี๋ยวก็ไปล้างมือได้!”ฉันตอกไข่ใส่กระทะทำไข่ดาวสามฟอง พอเริ่มสุกก็เหยาะซีอิ๊วใส่ลงไปซอสปรุงรสที่โดนความร้อนจนระเหยส่งกลิ่นหอมไปทั้งครัวจะบอกให้ว่าถ้าใส่น้ำปลาจะอร่อยกว่านี้ แต่ฉันไม่รู้จะเอาน้ำปลามาจากไหน จะว่าไปกลิ่นซีอิ๊วนี่ก็เหมือนจะมีกลิ่นน้ำปลาปนมาหน่อยๆท่าทางจะเอาไปผสมกัน
พอทอดไข่เสร็จ(แบบไข่แดงสุกเพราะฉันไม่มั่นใจสุขอนามัยของยุคสมัยนี้) ฉันก็หยิบพริกกระเทียมที่โขลกไว้ขึ้น
“อ้อ...ทางที่ดีนายไปยืนไกลๆ ดีกว่านะ”
“โอเค”เขาตอบรับว่าง่ายก่อนจะหลบไปนอกครัว สงสัยกลัวฉันจะทำผัดกะเพราไฟลุกแต่ที่ฉันบอกให้เขาไปยืนไกลๆ น่ะมันเพราะ...
“ฮัด...เช่ย!!!”