หลังกลับจากวัดร้างฮ่องเต้หลิวชิ่งได้เก็บองค์เพียงลำพังในตำหนักเหล่าองครักษ์ที่ตามเสด็จปิดปากเงียบราวกลับความจำเสื่อมว่าเ้าครองแคว้นออกไปนอกวังหาใช่พระประชวรเช่นที่มีข่าวแพร่ออกไป คำพูดของชายชุดขาวยังวนเวียนในความคิดขอฮ่องเต้หลิวชิ่งพระองค์ค่อนข้างมั่นพระทัยว่าคนๆนั้นคือ เซียนนักทำนาย
"ท่านห้ามบอกกล่าวความนี้กับผู้ใดทั้งสิ้นหากกังวลเื่ดวงตาของเด็กคนนั้น ก็ปกปิดกับผู้อื่นว่าตาบอดเสีย"พูดพร้อมยื่นหยกสีแดงที่มีลวดลายประหลาดจำนวน 10อันให้พระองค์
"สิ่งนี้คือ"พระองค์รับมาอย่างรวดเร็วไม่กล้าเสียมารยาท
"สัญลักษณ์ว่าผู้ที่ถือครองสิ่งนี้จะเป็ผู้ติดตามที่ภักดีที่สุดของเด็กคนนั้นข้าคิดว่าท่านคงเข้าใจว่าต้องทำสิ่งใดต่อไป"กล่าวเพียงเท่านั้นชายชุดขาวก็ยืนหลับตานิ่งไป แม้พระองค์ยังอยากถามคำถามอีกเล็กน้อยเมื่อเห็นกิริยาเช่นนั้นก็เข้าใจว่าการสนทนาจบเพียงเท่านี้จึงได้ตรัสขอบคุณและกล่าวอำลา ฮ่องอต้หลิวชิ่งทอดพระเนตรหยกแดงนั้นนานนับชั่วยามแววพระเนตรที่เคยครุ่นคิดจึงได้วาวโรจน์ขึ้นอย่างตัดสินพระทัยเด็ดขาด
"ไปตามแม่ทัพใหญ่มาพบข้าเดียวนี้"ขันทีคนสนิทรีบรับพระบัญชาคิดเพียงชั่วครู่ว่าจะให้ใครไปตามเมื่อพิจารณาแล้วจึงได้เดินทางด้วยตนเองรับสั่งหาท่านแม่ทัพใหม่กระทันหันเช่นนี้คงเป็เื่สำคัญอย่างแน่นอน
ทันทีที่แม่ทัพใหญ่มาเข้าเฝ้ารอบตำหนักที่ประทับได้มีการคุ้มกันหนาแน่นไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าใกล้ในระยะมองเห็นบันไดตำหนักเด็ดขาดแม้องครักษ์ก็ยังต้องเว้นระยะในการทำหน้าที่การเข้าเฝ้านั้นมีั้แ่เวลาบ่ายจวบจนแสงอาทิตย์แรกของวันใหม่ทอแสงก็ยังไม่มีท่าทีจะสิ้นสุดตำหนักใหญ่ยังคงปิดเงียบไร้การเคลื่อนไหวใดๆ มีเพียงกงกงขันทีสนิทของฮ่องเต้หลิวชิ่งที่สามารถเชิญพระกระยาหารเข้าไปได้
ในยามบ่ายร่างผึงผ่ายของแม่ทัพใหญ่จึงได้ก้าวออกมาไหล่ทั้งสองตั้งตรง สีหน้ายังคงเรียบเฉยทว่าแววตานั้นกลับมีประกายบางอย่างซ่อนอยู่และไม่มีใครสามารถอ่านแววตาประหลาดเช่นนั้นออก
"ข้าเตรียมทุกสิ่งไว้แล้ว หวังว่าเมื่อโชคชะตามาถึงสิ่งเหล่านี้จะช่วยเ้าได้" องค์ฮ่องเต้รำพันสุรเสียงแ่เบายามทอดพระเนตรไปยังต้นท้อเพียงต้นเดียวในสวนส่วนพระองค์ ซึ่งต้นท้อต้นนี้มาจากถิ่นเดียวกันกับเหล่าต้นท้อในตำหนักหวงกุ้ยเฟย
ในวันต่อมาองค์ฮ่องเต้หลิวชิ่งมีพระบรมราชองค์การว่าองค์หญิงเจ็ดหลิวหยางเหมยพิการทางสายตา ด้วยความโศกเศร้าตำหนักหวงกุ้ยเฟยจึงงดต้อนรับผู้ใดฮ่องเต้หลิวชิ่งหรือไทเฮาก็ไม่เสด็จมาเยี่ยมเยียนอีกจากเหตุการณ์นี้เริ่มมีข่าวลือว่าฮ่องเต้หลิวชิ่งทรงรังเกียจความพิการนี้จนไม่เหลียวแลตำหนักหวงกุ้ยเฟยอีก
เวลาพันผ่านฤดูกาลเปลี่ยนผันจากทารกน้อยเติบใหญ่กลายมาเป็องค์หญิงเจ็ดตัวน้อยใบหน้าน่ารักคลุมด้วยผ้าผืนบางปกปิดดวงตาที่ทุกคนต่างเข้าใจว่าบอดสนิท
“องค์หญิงเจ็ดหนีมาอยู่ที่นี้อีกแล้วนะเพคะ”นางกำนัลชักสีหน้าไม่พอใจ เป็แค่องค์หญิงพิการแท้ๆ กลับทำให้พวกนางต้องลำบากวิ่งวุ่นกันทุกวันร่างเล็กกลับเมินเฉย ขาสองข้างยังคงไกวไปมาในธารน้ำตกจำลองท่าทางเช่นนั้นยิ่งทำให้เหล่านางกำนัลหงุดหงิด ปีศาจน้อยนั้นคือนามที่ผู้คนมากมายในวังหลวงเรียกกันอย่างไม่เกรงกลัว เนื่องจากเข้าใจกันว่าองค์หญิงเจ็ดคือองค์หญิงที่โดนทอดทิ้งดวงตาที่บอดเป็คำสาป
เมื่อทนไม่ไหวนางกำนัลคนหนึ่งจึงเอื้อมมือคิดจะกระชากร่างเล็กให้สมกับความหงุดหงิดแต่ก่อนที่มือนั้นจะได้แตะต้องแขนเล็กให้บอบช่ำเงาของคนก็เข้ามาขวางพร้อมปัดมือนั้นให้ออกห่าง แถมแรงที่ใช้ยังแรงที่เกินกว่าเด็กใน่วัยเดียวกัน
“โอย!!”
“อย่าคิดจะแตะองค์หญิงเจ็ด เ้าคนสกปรก” เด็กหญิงอายุราว7 ขวบ ปั้นสีหน้าทะมึงทึงข้างกันมีเด็กชายอายุไล่เรียงยืนอยู่เด็กทั้งสองคนเข้ามายืนคั้นกลางระหว่างองค์หญิงเจ็ดกับเหล่านางกำนัลตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตำหนักหวงกุ้ยเฟยเปลี่ยนชุดนางกำนัลที่คอยดูแลองค์หญิงเจ็ดบ่อยๆ
“ท่านหญิงกัว” นางกำนัลคนนั้นหน้าซีดลงฉับพลัน แม้กัวยี่ฉินจะยังเป็เด็กใครก็ควรรู้ว่าตระกูลกัวเป็ผู้มีอำนาจเด็ดขาดฝ่ายบุ๋น ซึ่งถือเป็เสาค้ำจุนแคว้นทำหน้าที่ซื่อสัตย์มาตลอดพอๆ กับอำนาจบารมีที่หาตระกูลอื่นเทียบได้ยาก
“ดูท่าคนที่หานางกำนัลชุดนี้มาจะตาไร้แววแล้วพี่ไหเจิน”
“ข้าจะทูลพระสมนหวงกุ้ยเฟยเื่หานางกำนัลชุดใหม่เองให้คนอื่นจัดหาให้มีแต่ส่งของเน่าเสียมา” เด็กชายหรือท่านชายกัวไหเจินพูดเสริมน้องสาวการที่นายน้อยของตระกูลกัวทั้งสองยืนอยู่ข้างเดียวกับองค์หญิงตกกระป๋อง ทำให้คนในราชวงศ์ริษยาไม่น้อย
“ขออภัยด้วยเ้าค่ะ แต่องค์หญิงเจ็ดหายตัวมาอยู่ที่นี้เพียงลำพังพวกข้าน้อยก็ลำบากมากดังนั้น...”
“แล้วยังไงต่อให้องค์หญิงเจ็ดจะขึ้นบนฟ้าหรือลงใต้ดินพวกเ้าก็มีหน้าที่ติดตาม ไม่ใช่อ้าปากพูดสิ่งไร้สาระพวกนี้” กัวยี่ฉินเชิดใบหน้าเล็กๆของตัวเองขึ้น ไม่จำเป็ต้องให้ราคากับคนเหล่านี้ คงเห็นว่าองค์หญิงหลิวหยางเหมยไร้การเหลียวแลจากองค์ฮ่องเต้มาั้แ่เกิดถึงได้ฉวยโอกาสรังแกแต่คงลืมไปกระมั้งว่าอย่างไร้นี้ก็คือธิดาของหวงกุ้ยเฟย พระสนมที่แม้จะเก็บองค์มาหลายปีอำนาจในวังหลังก็ไม่ได้หายไป
“ต่อจากนี้พวกเ้าไม่ใช่คนของตำหนักพระสนมหวงกุ้ยเฟยอีกเื่ในวันนี้ทั้งคำพูด การกระทำพวกเ้าทุกคนจะได้รับโทษเล็กน้อยก่อนออกจากตำหนัก” กัวไหเจินพูดพลางยิ้มน้อยๆ ถึงองค์หญิงเจ็ดจะไม่สนใจกับคนพวกนี้แต่ไม่ใช่กับพวกเขาที่เห็นองค์หญิงเจ็ดสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดเมื่อได้ยินว่าต้องรับโทษเหล่านางกำนัลถึงกับตัวสั่นเพราะเคยได้ยินมาว่าคนของตำหนักหวงกุ้ยเฟยเด็ดขาดนักทว่าผู้ทำดีก็ได้รับรางวัลเช่นกัน พวกนางพลาดเองที่หลงได้ใจคิดว่า ปีศาจน้อยที่ถูกทอดทิ้งไม่สนใจยศศักดิ์ใดจะมีผู้เทิดทูนอยู่ อย่างไรก็ตามคนตำหนักหวงกุ้ยเฟยนั้นแตกต่าง ทุกคนล้วนให้ความสำคัญใส่ใจต่อองค์หญิงตาบอดมากมายนัก
“พวกท่านก็เข้มงวดเกินไปอย่างนี้เราก็ไม่มีคนให้เล่นด้วยน่ะสิ” หลิวหยางเหมยที่นิ่งเงียบมาตลอดค่อยๆ ยืนขึ้นร่างเล็กขยับตัวคล่องแคล่วราวกับตาทั้งสองข้างใช้งานได้เป็ปกติแต่ความจริงนั้นตาขององค์หญิงเจ็ดปกติแถมยังดีกว่าสายตาคนทั่วไปเสียอีก
“นางพวกนี้เป็เพื่อนเล่นให้องค์หญิงไม่ได้ด้วยซ้ำแค่ตามให้ทันท่านก็ทำไม่ได้อยู่ไปก็ไร้ประโยชน์เพคะ” น้ำเสียงกัวยี่ฉินที่พูดกับนายของตนกับนางกำนัลนั้นต่างกันราว์กับนรกทีเดียวบ่งบอกถึงความเคารพที่มาจากก้นบึงของหัวใจ
“หากท่านกลัวเหงาข้าจะหานางกำนัลชุดใหม่มาให้เอง รับรองท่านต้องพอใจไม่ต้องลำบากใจหาเื่แก้เบื่ออีก”กัวไหเจินยืดตัวขึ้นอย่างมั่นใจ พวกเขาพี่น้องรู้ใจองค์หญิงเจ็ดที่สุดกล่าวตามตรงนอกจากหวงกุ้ยเฟยแล้วก็มีพีน้องตระกูลกัวนี้แหละที่ใกล้ชิดองค์หญิงหลิวหยางเหมย
“เช่นนั้นก็ทำตามใจพวกท่านเถอะตอนนี้เราก็กำลังเบื่อพอดี” พูดพลางยิ้มกล้างให้นางกำนัดทั้งหกคน เพียงรอยยิ้มไร้เดียงสาขององค์เจ็ดพาให้ร่างที่สั่นอยู่แล้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้นราวกับขาสองข้างไร้เรี่ยวแรงจะพยุงตัวได้อีกการที่คนทั้งวังหลวงเรียกเด็กน้อยตัวแค่นี้ว่า ปีศาจน้อย ไม่ใช่เพื่อเหยียดหยามเพียงอย่างเดียวทว่าใครก็ตามคิดจะกลั่นแกล้งองค์หญิงเจ็ดจะโดนเอาคืนเป็เท่าตัว แม้กระทั้งฮ่องเต้หลิวชิ่งและไทเฮาก็ปิดพระเนตรพระกรรณไม่ขอเกี่ยวข้องด้วยไม่ปกป้องแต่ก็ไม่ลงอาญาใดๆ ดังนั้นจึงบอกได้ว่าผู้ใดหาญกล้ามีเื่กับ ปีศาจน้อยจงเตรียมใจที่จะได้รับการตอบแทนที่เท่าเทียมกัน
“โปรดเมตตาด้วยเพคะองค์เจ็ด โปรดเมตตาด้วย” พวกนางพากันหมอบกราบต่อเด็กหญิงอายุ5 ขวบปี ถึงอายุจะยังน้อยนักแต่การจะอยู่รอดในวังหลวงแห่งนี้ได้หล่อหลอมผู้คนมามากมาย
“เราจะกล้ารับคำพวกนั้นได้ยังไงกันเราเบื่อเล่นกับพวกเ้าแล้ว พวกเ้าเองก็ไม่ได้อยากเล่นกับเราเช่นนั้นก็ดีแล้วที่พวกเ้าจะได้ออกไป ไม่ดีหรือ” องค์หญิงหลิวหยางเหมยหัวเราะเสียงใส ร่างเล็กนั้นเดินผ่านกลุ่มนางกำนัลที่หมอบอยู่ช้าๆ
“โปรดเมตตาด้วยเพคะ โปรดเมตตาด้วย”พวกนางยังคงอ้อนวอนด้วยความหวัง
“เรายกพวกเ้าให้ยี่ฉินกับไหเจินแล้วอีกอย่างของที่ทิ้งแล้วเราจะไม่เก็บมาให้เปื้อนมืออีก” ได้ยินเพียงเท่านั้นพวกนางได้แต่ปลงใจพร้อมน้ำตานองหน้าเจ็บหนักนั้นคือคำเดียวที่ปรากฎในใจของพวกนาง
เหตุการณ์นั้นเป็เพียงหนึ่งในหลายร้อยหลายพันเหตุการณ์ที่มักเกิดขึ้นในระยะการเติบใหญ่ขององค์หญิงเจ็ดแห่งแคว้นฉินในปีที่ต้นท้อผลิบานอีกครั้งสุขภาพหวงกุ้ยเฟยที่เคยทรงตัวก็ทรุดลงอย่างรวดเร็วองค์หญิงเจ็ดตัวน้อยกลายร่างเป็หญิงสาวอายุ 16 ปี หลายปีนี้เพราะสุขภาพอันร่วงโรยของมารดานางได้แสวงหาสมุนไพรยามากมายทั่วแผ่นดินฉินเพื่อมารักษา โอสถแพงล่ำค่าเพียงใดก็ไร้ความหมายหวงกุ้ยเฟยรู้ดีว่าเวลาใกล้หมดลงทุกที ธิดาเพียงคนเดียวที่พระนางห่วงใยก็เติบโตอย่างงดงามสมบูรณ์พร้อมส่วนเื่ความปลอดภัยนั้นจะต้องกังวลสิ่งใดเมื่อมีตระกูลกัวหนุนหลังอยู่เช่นนี้
ป่าติดชายแดนแคว้นจ้าวในฤดูหนาวนั้นถือว่าทรหดพอสมควรการเดินทางก็มีเพียงเรือที่ล่องไปมาระหว่างท่าเรือ แม้จะหนาวเย็นภูมิทัศน์ก็งดงามแปลกตากลุ่มคนที่สวมชุดคลุมมิดชิดเดินไปในป่าที่ตอนนี้กลายเป็ขาวโพลน
“พี่ไหเจินแน่ใจกับข่าวใช่ไหมสมุนไพรอะไรมาอยู่ในที่หนาวขนาดนี้” กัวยี่ฉินกระชับผ้าคลุมให้แน่นขึ้นเพราะพวกเธออาศัยในพื้นที่อากาศอบอุ่นมาตลอดถึงจะเป็วรยุทธแต่ภูมิอากาศของธรรมชาติก็อยากที่มนุษย์จะเอาชนะได้ง่ายๆ
“แน่ใจสิ บัวเหมันต์ขึ้นในน้ำที่เย็นจัดที่ๆเย็นที่สุดในฤดูนี้ก็ต้องแคว้นจ้าว แล้วป่าชายแดนก็เป็ที่เดียวที่สามารถเข้าได้แบบไม่ต้องโดนทหารตรวจค้น”กัวไหเจินที่เดินนำอยู่สุดหันมาตอบน้องสาวที่ดูไม่ค่อยไว้ใจสายข่าวของตัวเองวิหกน้อย
“แล้วถ้าเราเดินทางลึกเข้าไปในแคว้นจ้าวคงต้องยุ่งยากทั้งยังเสียเวลาอีกเราไม่มีเวลาขนาดนั้น” คนที่ดูเหมือนเป็ผู้นำของกลุ่มพูดเสริมขึ้น ใบหน้าส่วนหมดถูกปกปิดด้วยผ้าสีดำสนิทแต่ร่างกายกลับเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วไม่ต่างกับอีกสองคน ความหวังกำลังเลือนรางพอๆกับเวลาที่สั้นลงไปทุกที มีข่าวว่าแคว้นจ้าวกำลังมีปัญหาภายในการที่คนต่างถิ่นจะเข้าออกคงยากลำบากเป็แน่การจะใช้ฐานะองค์หญิงเจ็ดก็ยิ่งยุ่งยาก ดีไม่ดีพวกนางอาจถูกใช้เป็เครื่องมือทางการเมืองของอีกฝ่าย
สามร่างยังคงเร่งเดินทางฝ่าทุ่งหิมะไปราวกับไม่รับรู้ถึงอากาศที่หนาวเย็นยิ่งเดินทางเข้าไปลึกเท่าไรความขาวโพลนก็พราวตาไปหมดพืชพรรณของแคว้นนี้ช่างน่าอัศจรรย์มากเพราะมีพืชเหมันต์ที่จะไม่ถูกความหนาวแช่แข็งแต่ยิ่งหนาวยิ่งเจริญงอกงาม
“หยุดก่อนไหเจิน ยี่ฉิน” หลิวหยางเหมยหยุดเดินแล้วจ้องมองไปยังจุดๆหนึ่ง อีกสองคนชะงักตามแล้วมองตามสายตาของนายเหนือหัว
“นั้นตัวอะไรน่ะ”กัวยี่ฉินขมวดคิ้วมีท่าทีไม่ไว้ใจ หลิวหยางเหมยกำลังจะขยับเข้าใกล้อีกนิดเพื่อดูให้ชัดแต่กัวไหเจินยื่นแขนมาขวางไว้
“อย่าเพิ่งเข้าไปใกล้องค์หญิง คนที่ไหนจะมานอนในป่าในฤดูหนาวแบบนี้”กัวไหเจินยังคงรอบคอบและระมัดระวังเสมอ
“ยี่ฉินเ้าอยู่กับองค์หญิง พี่จะเข้าไปดูเอง”กำชับน้องสาวให้เตรียมพร้อมก่อนจะก้าวเท้าเข้าใกล้ร่างนั้นอย่างใจเย็นกัวยี่ฉินดึงอาวุธมาถือไว้เพื่อความไม่ประมาท เมื่อเข้าใกล้จนได้ระยะมือเอื้อมถึง กัวไหเจินสังเกตพื้นหิมะที่ถูกย้อมด้วยคราบเืสีแดงที่แห้งแล้วเขาจับร่างนั้นพลิกขึ้นมาก็พบว่าร่างที่สลบไสลยังหายใจแ่เบา าแไม่ฉกรรจ์แต่คงเพราะมีหลายแห่งจึงอ่อนเพลียจากการเสียเื
“เป็อย่างไรบ้างพี่ไหเจิน”เห็นพี่ชายนิ่งเงียบไปนานกัวยี่ฉินจึงะโถาม ร่างสูงเบี่ยงตัวให้สองสาวได้เห็นสภาพเดียวกันกับที่เขาเห็นก่อนแล้ว