บทที่ 31 ข่าวของหลี่โย่วเวย
“ตูม!”
เสียงบางอย่างกระทบผืนน้ำดังสนั่นบริเวณสวนหลังจวนตระกูลหลี่ แรงกระแทกทำให้น้ำกระเซ็นสูงกว่าหนึ่งจั้ง
“โอ้โห! ครั้งที่สิบเอ็ดแล้วนะ”
จางซอมซ่อนั่งจิบสุราอย่างสบายอารมณ์อยู่ริมทะเลสาบ บนใบหน้ามีรอยยิ้มเย้ยหยันขณะเอ่ยปาก
“ท่านลุงจาง ปากของท่านนี่ช่างน่ารำคาญจริง ๆ…” หลี่จื่อเย่พูดขณะพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากริมทะเลสาบอย่างทุลักทุเล
ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนหอบหายใจอยู่บนพื้น “ท่านว่าเหตุใดท่านอาจารย์ฉินยังไม่กลับมาอีก นี่ก็ใกล้จะสิบวันแล้ว”
“บางทีอาจจะไม่ราบรื่นก็ได้”
จางซอมซ่อถอนหายใจเบา ๆ แล้วพูดว่า “สำนักไท่เสวียเป็อาณาเขตของท่านขงจื๊อ ใต้หล้านี้ผู้ใดจะสามารถเอาของจากมือของท่านขงจื๊อไปได้”
“ข้าได้ยินท่านพูดถึงท่านขงจื๊ออะไรนั่นหลายครั้งแล้ว เขาเก่งกาจมากหรือ?”
หลี่จื่อเย่ถามอย่างงุนงง ในบรรดาคนที่เขาเคยพบมา คนที่เก่งกาจที่สุดก็คือตาเฒ่าจางคนนี้กับอาจารย์เซียนกระบี่เหมยฮวาของเขา ส่วนยอดฝีมือคนอื่น ๆ ที่จริงแล้วเขาไม่รู้มากนัก
“มิใช่แค่เก่งกาจเท่านั้น” จางซอมซ่อเอ่ยด้วยความรู้สึกทึ่ง “หากอยู่ในเมืองหลวงต้าซาง ท่านขงจื๊อก็คือบุคคลอันดับหนึ่งของใต้หล้า”
“เก่งกาจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?” หลี่จื่อเย่ถามด้วยความประหลาดใจ
“ในเมืองหลวงแห่งแคว้นต้าซาง ท่านขงจื๊อไม่เคยพ่ายแพ้ เพราะเมืองหลวงต้าซางเป็แหล่งรวมของนักปราชญ์ใต้หล้า มีพลังแห่งโชคชะตาอันแ่า ท่านขงจื๊อในฐานะอาจารย์ของนักปราชญ์ทั่วหล้า สามารถอาศัยพลังแห่งโชคชะตาของสำนัก ไม่มีผู้ใดต้านทานได้” จางซอมซ่ออธิบาย
“พลังแห่งโชคชะตาคืออะไรหรือ?” หลี่จื่อเย่ถามด้วยความสงสัย
“เป็สิ่งที่มองไม่เห็นจับต้องไม่ได้”
จางซอมซ่อครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “ก็เหมือนกับพลังปราณจาก์และโลกนี่แหละ มองไม่เห็นััไม่ได้ แต่กลับมีอยู่จริง เพียงแต่ผู้ที่บรรลุถึงขั้นของท่านขงจื๊อเท่านั้นจึงจะสามารถอาศัยพลังแห่งโชคชะตานี้ได้ สามัญชนทำไม่ได้”
“ท่านลุงจางกับท่านอาจารย์ฉินก็ทำไม่ได้หรือ?” หลี่จื่อเย่ถามด้วยความแปลกใจ
“ทำไม่ได้”
จางซอมซ่อตอบอย่างสงบ “ระดับไม่ถึง”
“พวกท่านไม่ได้เป็เซียนกระบี่กันหมดแล้วหรือ? หรือว่ายังมีระดับที่สูงกว่าเซียนกระบี่อีก?” หลี่จื่อเย่ถามอย่างไม่เข้าใจ
“มี”
จางซอมซ่อตอบอย่างสงบ “ร่างกายมนุษย์มีอวัยวะภายในห้าส่วน ตรงกับจุดเทพซ่อนทั้งห้าของผู้ฝึกยุทธ์ ทุกครั้งที่เปิดจุดเทพซ่อนหนึ่งจุด ก็จะก้าวเข้าสู่ระดับใหม่ ดังนั้น เส้นทางการฝึกฝนจึงมีทั้งหมดห้าระดับ ข้าและฉินเอ๋อร์นั่วต่างก็เปิดจุดเทพซ่อนที่ห้าแล้ว นั่นคือผู้ฝึกยุทธ์ระดับห้า ส่วนชื่อเซียนกระบี่นั้น เป็เพียงคำเรียกของสามัญชนเท่านั้น”
พูดถึงตรงนี้ จางซอมซ่อหยุดชั่วครู่ แล้วพูดต่อว่า “ตามตำนาน เหนือระดับที่ห้าขึ้นไป ยังมีระดับที่สูงกว่าอีก อวัยวะภายในห้าส่วนหลอมรวมพลังทั้งห้า ผู้ฝึกฝนที่ก้าวมาถึงขั้นนี้ ฝึกพลังทั้งห้า รวบรวมดอกไม้สามดอก เมื่อสำเร็จสมบูรณ์ จะขี่เมฆาขึ้นสู่์ มนุษย์ธรรมดาก็จะกลายเป็เซียน”
“ทำไมข้ารู้สึกว่ามันช่างเหลือเชื่อเหลือเกิน?” หลี่จื่อเย่อุทานด้วยความใ “มีคนขึ้น์เป็เซียนจริง ๆ หรือ?”
“ข้าไม่เคยเห็น” จางซอมซ่อตอบอย่างเรียบเฉย “ที่จริงข้าก็คิดว่ามันเหลือเชื่อเหมือนกัน ฟังไว้ก็พอ ตลอดพันปีที่ผ่านมา มีเพียงท่านขงจื๊อเท่านั้นที่อาจแตะต้องถึงระดับเหนือระดับที่ห้าได้”
“ถ้าอย่างนั้น ท่านขงจื๊อก็คงไร้คู่ต่อสู้ในใต้หล้าสิ?” หลี่จื่อเย่พูดอย่างอัศจรรย์ใจ
“อย่างน้อย ในเมืองหลวงของต้าซาง ท่านขงจื๊อก็ไม่มีใครต่อกรได้” จางซอมซ่อกล่าวต่อไปว่า “แต่ว่า ท่านขงจื๊อแทบไม่เคยออกจากเมืองหลวงเลย ไม่มีผู้ใดรู้แน่ชัดว่าระดับพลังที่แท้จริงของเขานั้นข้ามขั้นที่ห้าไปแล้วหรือไม่ หรือถ้าข้ามไปแล้วก็ไม่รู้ว่าข้ามไปมากน้อยเพียงใด”
“แล้วเซียนกระบี่รุ่นแรกเมื่อพันปีก่อนเล่า?” หลี่จื่อเย่ถามขึ้นราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้
“น่าจะมีระดับพลังใกล้เคียงกับท่านขงจื๊อ” จางซอมซ่อครุ่นคิดสักครู่แล้วกล่าวว่า “เวลาผ่านไปนานเกินไปแล้ว ไม่มีผู้ใดสามารถยืนยันได้”
“ช่างน่าอิจฉายิ่งนัก”
หลี่จื่อเย่เอ่ยอย่างรู้สึกทึ่ง แล้วก็อดรู้สึกกังวลไม่ได้ “ท่านขงจื๊อเก่งกาจถึงเพียงนี้ ท่านอาจารย์ฉินจะไม่เป็อะไรใช่หรือไม่?”
“เื่นั้นไม่ต้องกังวลหรอก” จางซอมซ่อส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ท่านขงจื๊อไม่ใช่คนโเี้ อีกอย่างด้วยพลังของฉินเอ๋อร์นั่ว ถึงแม้จะสู้ไม่ได้ แต่ก็น่าจะหนีรอดได้”
“คุณชาย” เสียงสนทนาของทั้งสองเพิ่งจะจบลง ก็มีคนรับใช้รีบเดินเข้ามาจากด้านนอกของเรือนหลัง พลางร้องบอกอย่างเร่งรีบว่า “มีจดหมายจากเมืองหลวงมาถึงขอรับ”
เมื่อหลี่จื่อเย่ได้ยินดังนั้น สีหน้าแสดงความประหลาดใจ ยื่นมือรับจดหมาย
อย่างไรก็ตาม ไม่นานนัก สีหน้าของหลี่จื่อเย่ก็หม่นหมองลง ดวงตาเต็มไปด้วยความเยือกเย็น
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
จางซอมซ่อเห็นสถานการณ์เช่นนั้น รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เขามาที่จวนตระกูลหลี่มานานแล้ว แต่นี่เป็ครั้งแรกที่เห็นเ้าหนูคนนี้โกรธเช่นนี้
“พี่สาวโย่วเวยเกิดเื่แล้ว” หลี่จื่อเย่ลุกขึ้นกล่าวเสียงทุ้ม “ท่านลุงจาง ข้าต้องไปเมืองหลวง”
สิ่งที่ควรมาถึง ในที่สุดก็มาถึง หลบเลี่ยงไม่ได้
“เดี๋ยวนี้เลยหรือ?” จางซอมซ่อถามอย่างประหลาดใจ
“เดี๋ยวนี้”
หลี่จื่อเย่พยักหน้า จากนั้นหมุนตัวเดินไปยังห้องหนังสือ
ท่านพ่อก็คงจะได้รับข่าวสารแล้วเช่นกัน
…
ณ ห้องหนังสือ หลี่ไป่วานนั่งอยู่ที่นั่นด้วยสีหน้าหม่นหมอง ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มแจ่มใสบัดนี้เต็มไปด้วยความมุ่งร้าย
“ปัง!”
หลี่จื่อเย่ผลักประตูเข้ามาในห้องหนังสือ ก่อนจะเอ่ยปากว่า “ท่านพ่อ ข้า้าไปเมืองหลวง”
“ดี” หลี่ไป่วานก็ไม่ได้ขัดขวาง กล่าวเสียงทุ้มว่า “เมื่อไปถึงเมืองหลวง จงระมัดระวังทุกอย่าง จำไว้ไม่ว่าเ้าจะทำอะไร ตระกูลหลี่จะเป็ที่พึ่งอันมั่นคงของเ้าเสมอ”
“เข้าใจแล้วขอรับ” หลี่จื่อเย่ตอบรับคำหนึ่ง แล้วหมุนตัวจากไปทันที
ครึ่งชั่วยามต่อมา หน้าจวนตระกูลหลี่ รถม้าหลายคันมารวมตัวกัน
นอกจากรถม้าของหลี่จื่อเย่ที่อยู่ด้านหน้าสุดแล้ว รถม้าทุกคันที่อยู่ด้านหลังล้วนบรรทุกยาและทรัพย์สมบัติเต็มคัน
แน่นอน ยังมีรถม้าอีกหนึ่งคันที่บรรทุกสุราอย่างเต็มคันรถเช่นกัน
มันเป็ของที่เตรียมไว้สำหรับจางซอมซ่อ…
“ชีวิตของชายแก่ผู้นี้ มีแต่ความเหนื่อยยากตรากตรำ” จางซอมซ่อถอนหายใจอย่างไม่พอใจเมื่อเห็นไหสุราถูกบรรทุกขึ้นรถม้าทีละใบ
“ท่านลุงจาง ในเมืองหลวงมีสุรามากมายกว่านี้ หากท่านอยากดื่ม ข้าจะซื้อให้ท่านเท่าที่้าเลย” หลี่จื่อเย่สัญญาอย่างจริงจังที่หน้ารถม้า
“เ้าหนู เ้านี่ยังพอมีน้ำใจอยู่บ้าง” จางซอมซ่อพูดอย่างซาบซึ้งใจ แล้วก็ขึ้นรถม้าทันที
หลังจากนั้นหลี่จื่อเย่ก็ตามขึ้นรถม้า ขบวนรถออกเดินทางทันที มุ่งหน้าออกนอกเมืองอวี๋โจวอย่างยิ่งใหญ่อลังการ
หลี่ไป่วานยืนอยู่หน้าจวนตระกูลหลี่ มองดูขบวนรถที่ห่างออกไปด้วยสีหน้าที่ซับซ้อนผิดปกติ
อันตรายในเมืองหลวง ทั้งเขาและจื่อเย่ต่างรู้ดี แต่สถานการณ์ตอนนี้ หลบเลี่ยงไม่ได้แล้ว
ผู้อื่นยื่นฝ่ามือมาถึงหน้าพวกเขาแล้ว หรือว่าพวกเขาจะไม่ทำอะไรเลย แล้วยื่นหน้าไปให้คนตบหรือ?
ตระกูลหลี่ไม่อยากก่อเื่ แต่ก็หาได้เกรงกลัวไม่
แม้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับราชวงศ์ก็ตาม!
ครึ่งวันต่อมา นอกเมืองอวี๋โจว ขบวนรถม้าแล่นผ่านไปอย่างอึกทึก บนรถม้าคันหน้าสุด สองคนนั่งมองหน้ากัน ไม่มีใครพูดอะไร
จางซอมซ่อดื่มสุราคนเดียวเช่นเคย การเดินทางครั้งนี้ของเขาก็เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของเด็กหนุ่มคนนี้เท่านั้น เื่อื่นเขาไม่ยุ่งเกี่ยวทั้งสิ้น
หลี่จื่อเย่หลับตาลง ใช้เวลาว่างระหว่างเดินทางฝึกวิชาเซียนเหินเวหาต่อ
เขาเปิดจุดเทพซ่อนมาได้ครึ่งเดือนแล้ว เขายังคงอยู่ในขั้นต้นของระดับที่หนึ่ง ห่างไกลจากการก้าวข้ามไปสู่ขั้นกลางมาก
รถม้าส่งเสียงดังกึกก้อง ด้านหลังขบวนฝุ่นฟุ้งกระจาย ผู้ที่ติดตามมาด้วยในขบวนนี้ล้วนเป็คนสนิทของตระกูลหลี่ แม้แต่สาวใช้ธรรมดาที่สุด ประวัติก็ต้องสะอาดบริสุทธิ์ ถูกตระกูลหลี่สืบสวนอย่างละเอียดรอบคอบ
แม้หลี่จื่อเย่จะต่อต้านการไปเมืองหลวงมาตลอด แต่ก็ไม่ได้ไม่เตรียมตัวเลยทีเดียว
เขาไม่อยากไปนั่นคือเื่จริง ทว่าตลอดมาเขาก็ยังคงวางแผนสำหรับวันนี้อยู่เรื่อยมา
บนท้องฟ้าดวงอาทิตย์เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกเรื่อย ๆ จนแสงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ในที่สุดความมืดมิดก็มาเยือน
ขบวนรถหยุดลง ตั้งค่ายพักแรมกันตรงนั้น
ในหมู่คณะ ชายสิบกว่าคนผลัดกันเฝ้ายาม ระวังเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น