เมื่อส่งเฉินจิ้งเจียกลับไปเผยฉางชิงจึงกลับมายังห้องของตน สองหูหาได้สนใจเรื่องราวภายนอกตั้งสมาธิจดจ่อกับการอ่านตำราต่อ
หากแต่เฉินจิ้งโหรวกลับเป็นฝ่ายทุ่มแรงเข้าหาเฉินจิ้งเจียเสียเองทั้งวันหากไม่มีเรื่องต้องทำก็เอาแต่วิ่งมาหาเฉินจิ้งเจียพี่หญิงอย่างนั้นพี่หญิงอย่างนี้
แม้แต่เฉินจิ้งเจียเองยังอดที่จะสงสัยไม่ได้ว่าสองแม่ลูกเฉินจิ้งโหรวกับจ้าวอี๋เหนียงนั้นเปลี่ยนนิสัยแล้วจริงๆหรือตั้งใจไปมาหาสู่กับนางจริงๆ แล้วอย่างนั้นหรือ
แน่นอนว่านางแค่คิดเท่านั้นอย่างไรเสียความลำบากในชาติก่อนก็สลักฝังลึกเกินลบเลือนไหนเลยนางจะลืมว่าเฉินจิ้งโหรวปล่อยให้ใช้กริชเสียบทะลวงลึกเพียงใดและไม่เคยลืมทุกคำพูดของแม่นมซุนเช่นกัน
“พี่หญิงข้ามาหาพี่หญิงแล้ว!” เสียงเฉินจิ้งโหรวดังจากนอกประตู เฉินจิ้งเจียผุดยิ้มตามไม่รู้ว่าจ้าวอี๋เหนียงวางแผนไว้อย่างไรการแสดงละครตบตาเป็นพี่น้องถึงได้ลากยาวมาถึงขนาดนี้
“น้องโหรวเอ๋อร์เจ้ามาแล้วหรือ”
เฉินจิ้งเจียต้อนรับขับสู้อย่างเต็มที่ถือโอกาสคว้ามือเฉินจิ้งโหรวไว้ ทั้งสองเดินขนาบไปพร้อมกันดูเหมือนเป็นคนคนเดียวกันอย่างไรอย่างนั้น
“วันนี้โหรวเอ๋อร์มีเรื่องราวอะไรใหม่ๆอย่างนั้นหรือ?” เฉินจิ้งเจียถาม
เฉินจิ้งโหรวได้ยินประโยคดังว่ากลับมักรู้สึกว่าในวาจาของเฉินจิ้งเจียแฝงเร้นด้วยความประชดประชันทว่ายามนางตั้งใจมองหน้าเฉินจิ้งเจีย ก็กลายเป็นว่ามองไม่ออกเสียอย่างนั้น
นางเผยยิ้มอ่อนโยน“ท่านพี่ วันนี้ท่านแม่นำดอกท้อจากจวนมา มิรู้ว่าจะทำขนมอะไรโหรวเอ๋อร์รู้ว่าท่านพี่ชอบดอกท้อ มิเช่นนั้นเราไปดูท่านแม่ดีหรือไม่เจ้าคะ?”
ดอกท้อ?
เฉินจิ้งเจียทำหน้าดีใจเต็มประดาหากแต่ในใจกลับแสยะยิ้มหยัน กำลังแสดงวิธีการของจ้าวอี๋เหนียงให้นางดูหรือ? หมายความว่ายามนี้คนในจวนก็รับฟังคำสั่งนางแล้วอย่างนั้นหรือ?
“ได้สิน้องหญิงเอ่ยขนาดนี้ ข้าเองก็ชักแปลกใจแล้ว”
ทั้งสองคุยกันจากนั้นจึงออกจากห้องไป
เฉินจิ้งเจียมองจ้าวอี๋เหนียงพลาดไปมีหรือนางจะกล้าขอดอกท้อในฤดูหนาวเช่นนี้อย่างโจ่งแจ้ง
กระนั้นนางกลับรู้ว่าควรขออย่างไรถึงจะชอบด้วยเหตุผลดังนั้นนางจึงไปถามไถ่จากป๋อชางโหวตั้งแต่เช้าแล้ว
“ท่านโหวฮูหยินจากไปแล้วเกรงว่าระยะเวลานี้คุณหนูใหญ่คงยากยอมรับคนอื่นที่มาแย่งตำแหน่งฮูหยินเป็นแน่ท่านว่าข้าควรทำอะไรบางอย่างให้กระชับความสัมพันธ์กับคุณหนูใหญ่ดีหรือไม่เจ้าคะ?”
นางเอ่ยพลางยิ้มมุมปากท่าทางรักและเอ็นดู “จากนี้ไม่ว่าท่านโหวจะแต่งงานใหม่ก็ดีหรือจะชูโรงข้ากับซูอี๋เหนียงก็ดีข้าจะทำให้คุณหนูใหญ่รับรู้ว่ายังมีคนรักนางอยู่เจ้าค่ะ”
ขอเพียงพูดถึงเฉินจิ้งเจียป๋อชางโหวก็พูดดีขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อได้ทันตาครั้นได้ยินจ้าวอี๋เหนียงกล่าวเช่นนี้ แน่นอนว่าเขาย่อมยินดีปรีดายิ่ง
ความรักใคร่สามัคคีของหลังเรือนนั้นใครหลายคนล้วนอยากได้แต่กลับไม่เคยเอื้อมถึง ซึ่งเขาโชคดีเหลือเกินที่ก่อนหน้านี้มีทั้งอาเหยา ยามนี้ยังมีจ้าวอี๋เหนียงอีก
ครั้นนึกถึงตรงนี้เขายกมือตบบ่าจ้าวอี๋เหนียงเบาๆ “เจ้ามีใจเช่นนี้ก็ดีมากแล้วข้าคิดว่าหากเจียเอ๋อร์รู้ว่าเจ้าคิดเช่นนี้ ต้องดีใจมากแน่นอนเช่นกัน”
เขาพูดจบก็เรียกลุงฉีเข้ามา “ฉีหราน จ้าวอี๋เหนียงอยากใกล้ชิดเจียเอ๋อร์มากขึ้นหากนางต้องการสิ่งใด เจ้าก็ช่วยสนับสนุนนางก็แล้วกัน”
ลุงฉีหันมองจ้าวอี๋เหนียงด้วยสีหน้าราบเรียบไร้อารมณ์ท่าทางเช่นนี้กลับทำเอาจ้าวอี๋เหนียงเสียวกระดูกสันหลัง ก่อนพยายามฝืนยิ้ม“เช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านฉีแล้ว”
“จ้าวอี๋เหนียงมีคำสั่งเช่นไรโปรดบอกมาขอรับ” น้ำเสียงของเขาราบเรียบไร้ซึ่งอารมณ์ทำเอาใครต่อใครมองไม่ออกว่าแท้จริงแล้วอารมณ์ดีหรือไม่กันแน่
จ้าวอี๋เหนียงต้องการดอกท้อเขาจึงเริ่มดำเนินการ
นางเคยเป็นสาวใช้ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าของกินหลายอย่างถึงแม้ไม่เคยรับประทานแต่ก็เคยเห็นผ่านตามาทั้งสิ้น
ประกอบกับนางคิดอ่านรอบคอบการแสดงภาพลักษณ์เช่นนี้ออกมาจึงมิใช่เรื่องยากเย็นแต่อย่างใด
นางมือยุ่งเป็นพัลวันกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกท้อโชยออกจากครัวหลังเล็กลอยแตะจมูกป๋อชางโหวที่กำลังหารือธุระกับเฉินอี้เหอ
เขาหยุดพูดเรื่องเมื่อครู่ดมกลิ่นดอกท้อครู่หนึ่ง “จ้าวชื่อมีใจอยากทำให้เจียเอ๋อร์ชื่นชอบจริงๆ”
เฉินอี้เหอที่ได้กลิ่นเดียวกันกลับขมวดคิ้วมุ่นจ้าวอี๋เหนียงมิได้รับความโปรดปรานจากเฉินจิ้งเจียมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วพอคิดดูตัวนางเองก็รู้แก่ใจ เช่นนั้นนางลงแรงขนาดนี้ไปเพื่ออันใดกันแน่?
หรือว่าคิดจะใช้วิธีการนี้ทำให้ท่านพ่อยกตำแหน่งฮูหยินให้นาง?
ครั้นนึกถึงความเป็นไปได้สีหน้าเฉินอี้เหอเป็นอันย่ำแย่ทันใด หากแต่นี่เป็นจวนโหวของท่านพ่อเป็นอนุของท่านพ่อ หากเขาต้องการแต่งตั้งจ้าวอี๋เหนียงจริงตัวเขาที่เป็นลูกชายก็คงทำอะไรไม่ได้มากนัก
ยามป๋อชางโหวได้สติกลับมาก็เห็นบุตรชายหน้านิ่วคิ้วขมวด“เรื่องก่อนหน้านี้ไม่ต้องรีบร้อนนักเจ้าเองก็ไม่จำเป็นต้องกังวลกับเรื่องนี้เกินไป พวกเราค่อยเป็นค่อยไปท้ายสุดต้องหาวิธีแก้ไขได้แน่นอน”
เขาคิดว่าเฉินอี้เหอหนักใจกับเรื่องธุระก่อนหน้านี้ถึงได้เอ่ยปากปลอบใจ
เฉินอี้เหอเองคร้านจะชี้แจงจึงทำได้เพียงฝืนยิ้มส่งให้หากแต่ในใจกลับคิดสวนทางว่าจำต้องรีบเตือนเฉินจิ้งเจียล่วงหน้าเพื่อเลี่ยงมิให้มีปัญหากับจ้าวอี๋เหนียง
...
ทางเฉินจิ้งเจียเองกำลังเดินไปหาจ้าวอี๋เหนียงพร้อมเฉินจิ้งโหรวกลิ่นดอกท้อที่เคยโปรดปรานที่สุดนั้นยามนี้ได้กลิ่นกลับทำเอารู้สึกเอียนเจียนคลื่นไส้
“ท่านพี่ท่านได้กลิ่นหรือไม่เจ้าคะ? ช่างหอมเหลือเกิน!”เฉินจิ้งโหรวเอ่ยอย่างตื่นเต้น ไม่พอยังยื่นมือรั้งแขนเสื้อเฉินจิ้งเจียไว้พลางทำท่าน่ารักไร้เดียงสาออกมา
เฉินจิ้งเจียปลดมือออกจากเฉินจิ้งโหรวอย่างแนบเนียนพลางเผยรอยยิ้ม “จริงด้วย หอมจริงๆ!”
จ้าวอี๋เหนียงเพิ่งหยิบจานขนมออกจากหม้อครั้นเห็นเฉินจิ้งโหรวและเฉินจิ้งเจียก็ยกยิ้มกวักมือเรียกพวกนางไปทันที
“คุณหนูใหญ่โหรวเอ๋อร์ พวกเจ้ามานั่งก่อนเถิด ขนมลูกท้อนี้ยังไม่เสร็จดีรออีกสักพักก็แล้วกัน”
สีหน้านางอ่อนโยนยิ่งเพราะต้องทำขนม ผมยาวจึงถูกรวบตึงมัดไว้ด้านหลัง บนศีรษะผูกไว้ด้วยผ้าสีฟ้าอ่อนอาภรณ์บนร่างมิได้ใส่เสียจนรุงรัง แต่กลับเป็นเพียงเสื้อแขนแคบแสนเรียบง่าย
เทียบกับเวลาปกติแล้วดูโอ่อ่าน้อยลงหลายส่วนทว่ากลับดูสงบเรียบร้อยมากขึ้นหลายส่วนเช่นกัน
เฉินจิ้งเจียไม่พูดจาสาวเท้าเดินเข้าในห้องครัว
จ้าวอี๋เหนียงแทบกลั้นยิ้มไม่อยู่นางยกมือดันเฉินจิ้งโหรว ส่งสัญญาณให้ทางสายตาเฉินจิ้งโหรวเข้าใจโดยพลันเร่งรีบเดินเข้าไปทันที
“พี่หญิงท่านมาที่พักของท่านแม่คราแรกสินะเจ้าคะ?” เฉินจิ้งโหรวเอ่ยทำเอาเฉินจิ้งเจียที่กำลังจะหย่อนกายนั่งต้องชะงักหยุดไป
นางมองเฉินจิ้งโหรวอย่างสงสัยหมายความว่าอย่างไรกัน? หรือคิดจะพานางไปเดินเยี่ยมชม?
ขณะกำลังครุ่นคิดเฉินจิ้งโหรวก็ปรี่เข้ามาจับแขนนาง “ของดีในบ้านท่านแม่นี้ท่านพี่ต้องยังไม่รู้แน่นอน น้องจะพาท่านพี่ไปดูเองเจ้าค่ะ”
หืม? จะพานางไปเยี่ยมชมจริงๆ อย่างนั้นหรือ?
เฉินจิ้งโหรวลากนางเดินมาถึงฉากกั้นภายในห้อง“ฉากกั้นนี้มีความเป็นมาอันยิ่งใหญ่เจ้าค่ะ”
นางพูดสายตาที่มองฉากกั้นเต็มเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น“ฉากกั้นนี้ท่านพี่เห็นแล้วคงดูธรรมดาแต่นี่คือภาพวาดของจิตรกรจื่อหรานแห่งราชวงศ์ก่อนพี่หญิงเชิญดูให้ละเอียดสิเจ้าคะ”
จิตรกรจื่อหรานแห่งราชวงศ์ก่อนนั้นร่ำลือกันว่าเขาได้รับความเมตตาโปรดปรานจากราชวงศ์ก่อนเป็นอย่างยิ่งคอยวาดเขียนภาพให้ทางราชวงเสมอมา จนกระทั่งราชวงศ์ก่อนล่มสลายภาพจิตรกรรมของจื่อหรานจึงหลุดออกมา ก่อนเลื่องชื่อระบือนามไปทั่วหล้า
ต่อมาฮ่องเต้พระองค์ใหม่มีพระราชประสงค์ให้เขาวาดภาพแก่วังหลวงต่อไปหากแต่จื่อหรานกลับแสดงออกชัดว่าภักดีกับราชวงศ์ก่อนจากนั้นจึงถูกจู่โจมจนสิ้นชีวาที่ตำหนักใหญ่ในที่สุด