บทที่ 31 จูตี้: ถ้าเข้าใจแล้วก็ปรบมือสิ
ในขณะนี้ จูตี้รู้สึกภาคภูมิใจในใจเป็อย่างยิ่ง!
‘ในที่สุดข้าก็ได้แสดงฝีมือต่อหน้าท่านพ่อ ให้ทุกคนได้เห็นความสามารถของข้า จูตี้ อ๋องแห่งแคว้นเยียน ข้าไม่ใช่แค่องค์ชายที่รู้แต่เื่การรบเท่านั้น ข้าเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ อุวะฮ่าฮ่า!’
บู๊สามารถกำหนดชะตาฟ้าดินบนหลังม้า บุ๋นก็สามารถปกครองบ้านเมืองให้สงบสุขได้
จูตี้ที่กำลังรู้สึกล่องลอย อดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า “ถ้าเข้าใจแล้วก็ปรบมือสิ!”
“เยี่ยนอ๋องมีความสามารถอันยิ่งใหญ่ ข้าไม่อาจเทียบได้เลย!”
“ปัญหาที่ขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ในตำหนักเฟิ่งเทียนรวมกันยังแก้ไม่ได้ กลับถูกเยี่ยนอ๋องแก้ได้อย่างง่ายดาย ช่างเก่งกาจจริง ๆ ข้าขอยกย่องท่าน” หลี่ซ่านฉางกล่าวด้วยสีหน้าเคารพนบนอบ
“ฮึ!” จูตี้แค่นเสียงเบา ๆ “หลี่ซ่านฉาง อย่าคิดว่าเ้าพูดแบบนี้กับข้าแล้วข้าจะไม่คิดบัญชีเื่เมื่อครู่ อ้อ ฮั่นกั๋วกง เ้าไม่ใช่อายุมากแล้ว สมองเลอะเลือน เตรียมจะสะบัดตูดกลับบ้านเกิดแล้วหรือ? ข้าคิดว่าความคิดของเ้าก็ไม่เลวเลยทีเดียว”
“พี่สี่ ท่านคงจะสับสนไปแล้วกระมัง!” จูซู่กล่าวทันทีว่า “ฮั่นกั๋วกงจะแก่ไปได้อย่างไร? เขายังหนุ่มอยู่เลย! ท่านยังไม่รู้หรือ? เมื่อไม่นานมานี้ ฮั่นกั๋วกงยังได้แต่งงานกับสาวน้อยอายุสิบหกปีอีกด้วย” จูซู่มองออกทันทีถึงความคิดของหลี่ซ่านฉาง
จูตี้ทำให้เขาขายหน้าต่อหน้าขุนนางทั้งหลาย ทำให้เขาเสียหน้า เขาแค้นใจ จะเป็ไปได้อย่างไรที่จะไม่แก้แค้น? การใส่คำว่าปราดเปรื่องและมีความสามารถให้กับจูตี้ คำเช่นนี้ จะใช้กับองค์ชายได้อย่างง่ายดายหรือ! นี่มันเป็การยกยอปอปั้นเพื่อทำลายชัด ๆ!
มีแต่องค์ชายสี่ผู้โง่เขลาเท่านั้นที่ไม่ได้ยินการยกยอปอปั้นของหลี่ซ่านฉาง ยังคิดว่าอีกฝ่ายกำลังชมเขาจริง ๆ
นี่ทำให้จูซู่ทนไม่ได้แล้ว ‘อ้ายโจรแก่ เ้ากล้าวางแผนกับพี่ชายของข้าหรือ’
จูซู่กล่าวต่อว่า “และอีกอย่าง! ข้ายังได้ยินมาว่า ก่อนหน้านี้ ฮั่นกั๋วกงก็ได้แต่งงานกับอนุภรรยาสาวสวยหลายคนแล้ว ท่านว่าถ้าฮั่นกั๋วกงแก่แล้ว จะมีพละกำลังเช่นนี้ได้อย่างไร!
เมื่อมองดูขุนนางทั้งหลายในราชสำนัก แม้แต่คนหนุ่มสาวก็คงไม่มีพลังเท่าฮั่นกั๋วกงกระมัง!
ข้าได้ยินมาว่า อนุภรรยาคนหนึ่งของฮั่นกั๋วกงเพิ่งตั้งครรภ์
ฮั่นกั๋วกงช่างยังหนุ่มแน่นนัก! ทำให้ข้าต้องยอมรับนับถือ ไม่ทราบว่า ฮั่นกั๋วกง มีวิธีลับเฉพาะตัวอะไรหรือไม่ ที่ทำให้เ้าสามารถรักษาความหนุ่มแน่นไว้ได้เช่นนี้?
ข้าได้ยินมาว่าในสมัยสามก๊ก ซือหม่าอี้*[1] คนเ้าเล่ห์นั่นมีชีวิตอยู่ถึงเจ็ดสิบแปดสิบปี ข้าเห็นท่าทางฮั่นกั๋วกงแล้ว เกรงว่าจะมีชีวิตยืนยาวกว่าซือหม่าอี้เสียอีก ถึงตอนนั้นอาจมีชีวิตอยู่ถึงเก้าสิบปี หรืออาจเกินร้อยปีก็เป็ได้”
หลี่ซ่านฉางรีบกล่าวว่า “ข่าวลือ! ทั้งหมดนี้เป็เพียงข่าวลือ! อู่อ๋อง นี่เป็เพียงข่าวลือ! กระหม่อมอายุหกสิบกว่าปีแล้ว จะมีพลังเช่นนั้นได้อย่างไร! ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็ผู้สร้างเื่เท็จพวกนี้ขึ้นมา นี่เป็การใส่ร้ายกระหม่อม! กระหม่อมแก่เกินไปแล้ว มิรู้ว่าเมื่อใดจะจากโลกนี้ไป”
ในตอนนี้ หลี่ซ่านฉางรู้สึกตื่นตระหนกอย่างมาก ในใจสาปแช่งจูซู่นับครั้งไม่ถ้วน
‘เ้าอู่อ๋องผู้น่าสาปแช่งนี่ ถึงกับเอาข้า หลี่ซ่านฉางไปเปรียบเทียบกับซือหม่าอี้ นี่มันไม่ใช่การผลักข้าเข้ากองเพลิงหรอกหรือ!’
‘แม้แต่คนที่อ่านหนังสือมาเพียงเล็กน้อย ก็ล้วนรู้ว่าไอ้โจรแก่ซือหม่าอี้นั่นได้ทำอะไรลงไปบ้าง วางแผนแย่งชิงบัลลังก์ เป็ฏต่อแผ่นดิน’
‘โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บาปกรรมที่คนสกุลซือหม่าของพวกเขาได้ก่อไว้นั้น ยิ่งเป็สิ่งที่ไม่อาจบรรยายได้หมด สมควรตายหมื่นครั้ง ควรถูกจารึกไว้บนเสาแห่งความอัปยศของแผ่นดินฮว่าเซีย เพื่อให้คนรุ่นหลังทั้งหลายได้รังเกียจเดียดฉันท์’
‘ห้าชนเผ่ารุกรานฮั่น*[2] ทำให้ชาวฮั่นต้องทนทุกข์ทรมานนับร้อยปี ชาวฮั่นถึงกับเกือบจะถูกทำลายล้างเผ่าพันธุ์ ต้นเหตุของเื่ทั้งหมดนี้ ก็คือไอ้โจรแก่ซือหม่านั่นเอง’
‘แต่บัดนี้! อู่อ๋อง จูซู่ กลับเอาข้า หลี่ซ่านฉางไปเปรียบเทียบกับซือหม่าอี้ ข้าจะไม่ใได้อย่างไร?’
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?”
จูซู่มองหน้าหลี่ซ่านฉางด้วยสีหน้าเ้าเล่ห์ แล้วกล่าวว่า “ฮั่นกั๋วกง ท่านแก่จริง ๆ แล้วสินะ!”
“อืม!” หลี่ซ่านฉางรีบพยักหน้าและกล่าวว่า “แก่แล้ว! แก่แล้ว! อู่อ๋อง เยี่ยนอ๋อง ข้าน้อยแก่จริงๆ แล้ว มีบางสิ่งที่ทำไม่ไหวแล้ว หากไม่ใช่เพราะฝ่าายัง้าให้ข้าน้อยออกแรง ข้าน้อยคงจะขอลาออกกลับบ้านเกิดไปนานแล้ว”
“อ้า!”
ในขณะนั้น ฮ่องเต้จูอดไม่ไหวถอนหายใจและกล่าวว่า “ฮั่นกั๋วกงเอ๋ย! นี่ก็เป็ความผิดของเรา ถึงกับไม่เห็นว่าฮั่นกั๋วกงอายุมากแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างก็ทำไม่ไหวแล้ว เมื่อเป็เช่นนั้น เราก็จะอนุญาตให้ท่านลาออกกลับบ้านเกิด กลับไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเถิด!”
ที่จริงแล้ว ฮ่องเต้จูอยากให้หลี่ซ่านฉางไสหัวไปนานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่หยางเสี้ยน*[3]ถูกกำจัดไป กลุ่มหวายซีของพวกเขาก็เรียกได้ว่าเป็ใหญ่เพียงหนึ่งเดียว แม้ว่ากลุ่มเจ้อตงจะยังมีหลิวปั๋วเหวินเป็ผู้นำทางจิติญญาอยู่ แต่ทักษะทางการเมืองของหลิวปั๋วเหวินก็ธรรมดามาก และไม่ค่อยชอบทำการต่อสู้ทางการเมืองแบบนี้
จนทำให้ภายใต้การกดดันของกลุ่มหวายซี พื้นที่ในการอยู่รอดก็น้อยลงเรื่อย ๆ ดูเหมือนว่ากำลังจะจบลงแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น การที่มีหลี่ซ่านฉางและหูเหวยหยงควบคุมราชสำนักอยู่ ข้าราชการที่พวกเขาเลือกขึ้นมาส่วนใหญ่ก็เป็ขุนนางของสายหวายซี ไม่จำเป็ต้องมีผลงาน แค่ไม่ทำผิดพลาดก็สามารถเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาได้
ส่วนผู้ที่มาจากที่อื่น หรือกลุ่มอื่น ก็จะจ้องมองเ้า รอให้เ้าทำผิดพลาด แม้เพียงความผิดพลาดเล็กน้อย ก็สามารถขยายให้ใหญ่โตและทำให้เ้าถูกปลดได้
การเมืองนั้นต้องรักษาสมดุล ฮ่องเต้จูไม่อนุญาตให้มีการผูกขาดอำนาจโดยเด็ดขาด ดังนั้นหลายปีมานี้ เขาจึงปล่อยให้หูเหวยหยงแสดงความทะเยอทะยานออกมา เพื่อหาโอกาสกำจัดหูเหวยหยง
ส่วนหลี่ซ่านฉางนั้นเป็สหายเก่าแก่ของเขา ติดตามเขามาั้แ่เริ่มก่อการฏไม่นาน คอยให้คำปรึกษาและวางแผนต่าง ๆ ที่จูหยวนจางมีตำแหน่งอย่างทุกวันนี้ได้ หลี่ซ่านฉางก็มีความชอบอย่างใหญ่หลวงเช่นกัน
แม้ฮ่องเต้จูจะฆ่าคนมามากมาย แต่ก็ยังรักษาน้ำใจบ้าง เขา้าให้หลี่ซ่านฉางลงจากตำแหน่งเอง แต่หลี่ซ่านฉางกลับหลงใหลในอำนาจมากเกินไป ไม่ยอมลง จนทำให้ฮ่องเต้จูเกิดความคิดที่จะสังหารเขา
แต่ไม่คาดคิดว่า โอรสองค์โปรดของเขา จูซู่ จะมาทำเช่นนี้ เพียงไม่กี่คำพูดก็สามารถเอาชนะ หลี่ซ่านฉางผู้เป็บุคคลสำคัญของกลุ่มขุนนางหวายซีได้โดยไม่ต้องนองเื
‘เ้าห้าช่างเก่งกาจ ทักษะทางการเมืองเช่นนี้ ยอดเยี่ยมนัก! เมื่อเทียบกับข้าและคนอื่น ๆ แล้ว ก็ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย’
“ขอบพระทัยฝ่าา!”
หลี่ซ่านฉางรู้สึกโมโหอย่างมาก ในใจก่นด่าจูตี้และจูซู่อย่างบ้าคลั่ง ‘เหลือเชื่อจริง ๆ! อ๋องสองคนนี้ที่เคยเป็คนเหลวไหล วันนี้กลับพูดออกมาได้เช่นนี้’
‘ไม่ถูกต้อง!’ ในชั่วขณะนั้น หลี่ซ่านฉางก็ตระหนักได้ว่า เขารู้จักนิสัยของจูตี้และจูซู่ดี พวกเขาทั้งสองไม่มีทางพูดออกมาเช่นนี้ได้แน่นอน
‘แผนการที่จะทำให้ประเทศมั่นคงปลอดภัยเช่นนี้ ก็ไม่มีทางออกมาจากปากของเยี่ยนอ๋องได้ เป็ไปได้มากว่าเื่วันนี้ คงเป็กลอุบายเพื่อกำจัดข้า หลี่ซ่านฉางออกไป และผู้ที่มีความสามารถวางแผนเช่นนี้ได้ นอกจากจูหยวนจางแล้ว จะเป็ใครไปได้อีก?’
‘เ้าจูหยวนจาง ช่างร้ายกาจนัก ถึงกับทำเช่นนี้ หากไม่ใช่เพราะข้า หลี่ซ่านฉาง ช่วยเ้า เ้าจะได้ครองแผ่นดินราชวงศ์ิในวันนี้ได้อย่างไร บัดนี้ราชวงศ์ิมั่นคงแล้ว เ้าก็เริ่มจะกำจัดพวกข้าแล้วหรือ’
ในใจของหลี่ซ่านฉาง นอกจากความโกรธแค้นแล้ว ยังมีความรู้สึกจนปัญญามากกว่า
แม้ว่าฮ่องเต้จูจะจัดการเขา แล้วเขาจะทำอย่างไรได้เล่า? ก็ต้องก้มหน้ายอมรับชาตะกรรมไปก่อนสิ! แล้วค่อยดูสถานการณ์ทีหลัง
“พอเถอะ!”จากนั้น ฮ่องเต้จูก็กล่าวเบา ๆ ว่า “อู่อ๋อง ต่อไปอย่าเอาข่าวลือที่ไร้มูลความจริงเช่นนี้มาพูดในท้องพระโรงอีก มันไม่เป็ผลดีต่อความสามัคคีของราชสำนัก เข้าใจไหม! คราวนี้ข้าจะยกโทษให้ แต่ถ้ามีครั้งหน้าอีก พวกเราจะต้องลงโทษเ้าแล้ว”
“ท่านพ่อ ข้าเข้าใจแล้ว!” จูซู่พยักหน้า ‘ตาเฒ่านี่ทำเกินไปแล้ว ข้าช่วยท่านแก้ปัญหาใหญ่ถึงสองเื่ ยังจะตีข้าอีกหรือ’
อย่าให้ข้าต้องก่อฏให้ท่านดูนะ
“เยี่ยนอ๋อง!” ในทันใด ฮ่องเต้จูก็หันไปมองจูตี้ แล้วกล่าวว่า “เราไม่คิดเลยว่า เด็กไม่เอาถ่านเช่นเ้าจะคิดแผนการเช่นนี้ออกมาได้ แผนการของเ้านี้ดีมาก เราชอบมาก
เชื้อพระวงศ์ราชวงศ์ิของพวกเราทุกคนต้องถือว่าการรู้จักทำนาเป็เื่น่าภาคภูมิใจ ส่วนการไม่รู้จักทำนาเป็เื่น่าอับอาย ประเด็นนี้จำเป็ต้องเพิ่มเข้าไปในคำสอนของบรรพบุรุษราชวงศ์ิของพวกเรา”
หลังจากที่กล่าวกับจูตี้ ฮ่องเต้จุก็หันไปหาหลิวปั๋วเหวิน “เฉิงอี้ปั๋ว เ้าคิดว่าในสองแผนการนี้ แผนไหนดีกว่ากัน”
“ฝ่าา แผนการของเยี่ยนอ๋องนั้นชัดเจนว่าดีกว่าแผนของข้าเ้า สามารถแก้ไขวิกฤตที่แฝงอยู่ในนโยบายการอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์ได้ถึงรากเหง้า เยี่ยนอ๋องมีสติปัญญาเหนือคนทั่วไป ผู้น้อยนับถือยิ่ง” หลิวปั๋วเหวินกล่าวอย่างนอบน้อม
“ถ้าเช่นนั้น!” ฮ่องเต้จูหยุดชั่วครู่ แล้วกล่าวต่อว่า “พวกเ้าทุกคนคิดว่าแผนการของเยี่ยนอ๋องนี้เป็ไปได้ สามารถแก้ปัญหาการอุปถัมภ์เชื้อพระวงศ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีผู้ใดมีข้อเสนออื่นใดอีกแล้วหรือ”
“ดีมาก!” เมื่อเห็นสีหน้าภาคภูมิใจเล็กน้อยของจูตี้ และเหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างนิ่งเงียบ ฮ่องเต้จูจึงกล่าวว่า “เมื่อครู่นี้ หลังจากได้ยินแผนการของเฉิงอี้ปั๋ว ข้าก็นึกแผนการขึ้นมาได้หนึ่งถึงสองแผน ขอให้เหล่าขุนนางผู้จงรักภักดีช่วยข้าวิเคราะห์ดูว่าเป็ไปได้หรือไม่”
“บัดซบ!” เมื่อได้ยินคำพูดของฮ่องเต้จู จูซู่ที่เงียบมาตลอดก็พลันเบิกตากว้างขึ้นมาทันที
‘เกิดอันใดขึ้น ตาเฒ่าจูมีแผนการของตนเองด้วยหรือ’
[1] ซือหม่าอี้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ สุมาอี้ (司馬懿) เป็เสนาบดี รัฐบุรุษ และเสนาธิการของวุยก๊ก ใน่ยุคสามก๊ก และยังเป็บรรพชนของราชวงศ์จิ้นตะวันตก
[2] ห้าชนเผ่ารุกรานจีนฮั่น หรือ อู่หูล่วนหัว (五胡乱华) มีดังนี้
เผ่าซงหนู (匈奴) เผ่าเซียนเปย (鲜卑) เผ่าเจี๋ย (羯) เผ่าเชียง (羌) และเผ่าตี (氐)
[3] หยางเสี้ยน (楊憲) เป็ขุนนางและนักการเมืองใน่ปลายราชวงศ์หยวน และต้นราชวงศ์ิ เขาเป็บุคคลสำคัญในกลุ่มหวายซี (淮西派) ซึ่งเป็กลุ่มขุนนางที่มีอิทธิพลในราชสำนัก ขึ้นชื่อว่าเป็คน ‘ฉลาด’ ‘ร้ายกาจ’ และ ‘ทะเยอทะยาน’ มีบทบาทสำคัญ ในการกวาดล้างพรรคการเมืองที่นำโดยจูหยวนจาง จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ิ มีนิสัยชอบยักยอก และข่มเหงประชาชน ในที่สุดจูหยวนจางก็จับได้ว่าหยางเสี้ยนทำผิด และสั่งปะาเขาในปี ค.ศ. 1380