พาร์ทฟิว
สองเท้าก้าวลงมาจากรถประจำทาง ยืนอยู่หน้าป้ายรถเมล์ผมเตรียมตัวเดินเข้าไปในมหาลัย และเดินหาปอนด์ที่นัดกันไว้ว่าจะเข้าเรียนพร้อมกัน
“ฟิวอยู่ทางนี้” ผมมองหาเสียงเรียกของเพื่อนสนิทคนเดียวของผม มันยืนตรงม้านั่งหน้าทางเข้าคณะ กำลังโบกมือเรียกผมให้ไปหามัน
“รอนานไหม” ผมถามมันว่ารอนานไหม แต่มันกลับส่ายหัวให้ผม จึงเดาเอาว่าคงจะพึ่งมาเหมือนกัน
“เราก็พึ่งมาเมื่อเหมือนกัน ปะรีบเข้าเรียนเถอะจะถึงเวลาแล้ว” มันชวนผมเข้าเรียน เพราะอีกไม่กี่นาทีอาจาร์ยก็จะเข้าแล้ว อาจาร์ยที่สอนวิชานี้ค่อนข้างเป็คนตรงต่อเวลา และท่านไม่ชอบให้นักศึกษามาเรียนสายในคาบเรียนของเขา
“เป็ไงบ้างเื่แม่” ปอนด์ถามถึงแม่ของผม ที่ผมโกหกปอนด์ว่าแม่ยาหมดเลยต้องพาไปหาหมอ ที่จริงไม่อยากโกหกหรอกแต่ตอนนั้นมันจำเป็เลยต้องพูดแบบนั้น
“ก็ดีได้ยาตัวใหม่มาแม่กินแล้วบอกว่าดีกว่าตัวเก่า แต่เสียอย่างเดียวแพงมาก เราต้องจ่ายค่ายาเพิ่มให้แม่อีกเยอะเลยยาเปลี่ยนใหม่เกือบทุกตัว แต่ถ้าจ่ายแพงแล้วแม่ดีขึ้นเราก็ยอมจ่าย” ขนาดไม่อยากโกหกนะผมยังแถได้อีก ก็นะเื่บางเื่เราก็บอกเพื่อนไม่ได้
“แล้วจ่ายไหวหรอ” มันถามผมอีก เพราะมันรู้ว่าผมรับผิดชอบทุกอย่างในบ้าน แล้วทั้งค่าเทอมตัวเองอีก ดูจากสีหน้ามันแล้วมันคงเป็ห่วงผมนั้นแหละ
“คงต้องหางานทำเพิ่ม” ผมบอกมัน แล้วยิ้มแสดงให้เห็น ว่าผมยังไหวเื่แค่นี้ชิวๆ มันจ้องหน้าผมอยู่พักใหญ่อาจาร์ยก็เดินเข้ามาในห้อง เหมือนเข้ามาช่วยผมให้รอดจากสายตาของมัน เพราะมันหันไปสนใจอาจาร์ยแทน ผมถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความโล่งอก ได้แต่ขอโทษเพื่อนตัวเองในใจ ความลับมันก็คือความลับถ้าผมไม่จนผมคงไม่อยากทำงานแบบนี้หรอก
…………………
“เลิกเรียนแล้วจะไปไหนต่อ” ผมถามปอนด์ที่ตอนนี้ก้มมองมือถือจนไม่ได้ดูทาง เพราะมัวแต่เล่นเกม
“ก็กลับหออยากออกไปไหนก็ไปไม่ได้เพราะไม่รู้ทาง” มันพูดพร้อมกับทำหน้าหงอยๆ
“เดียววันหยุดเราพาไปเที่ยวดีไหม” ผมพูดปลอบใจมัน ไม่อยากให้น้อยใจถึงจะไม่รู้ว่าจะไปได้หรือเปล่าผมก็อยากหาเวลาพามันไปเที่ยวสักครั้ง
“พูดจริงนะ” มันทำหน้าตื่นเต้นเมื่อผมพูดว่าจะพามันไปเที่ยว
“แต่ตอนนี้รีบไปกินข้าวเถอะเราหิวแล้ว” ผมเดินช้อนหลังมันผลักให้เดินนำหน้าไปโรงอาหาร
…………………..
“โอ๊ยย!” แต่ระหว่างที่จะเดินข้ามถนนในมหาลัยจู่ๆ ก็มีรถขับมาจากไหนไม่รู้มาเชียวผม ผมล้มลงสีข้างกับขอบถนนในมหาลัย คนในรถคันนั้นลงมาดูผมที่นั่งลูบแขนตัวเองอยู่ขอบถนน คนในมหาลัยตอนนี้กำลังมองมาที่ผมเป็ตาเดียว แต่แล้วก็ไม่ได้สนใจอะไรต่ออาจจะเป็เพราะคู่กรณีไม่ได้หนีมั่งทุกคนจึงเลิกสนใจ แต่แวบเดียวที่ผมหันไปเจอคนหนึ่งเข้า ผมเห็นเขายืนมองผมอยู่ห่างๆ ด้วยสายตาเรียบเฉย ข้างในความรู้สึกลึกๆ ก็แอบหวังว่าเขาจะเข้ามาช่วย เข้ามาแสดงความเป็ห่วงเป็ใยผม
แต่ผมคงหวังมากไป เขาไม่แม้แต่จะเดินมาหา กลับเดินเลยไปโดยที่ไม่ได้สนใจอะไรเลย มันเหมือนเสียงแก้วตกแตกดังเพล้ง ออกมาในหูยังไงอย่างงั้น มันรู้สึกจุกในอกแต่ทว่าจะโกรธเขาก็ใช่เื่ เพราะทั้งผมและเขาก็ตกลงกันแล้วว่าถ้าอยู่ข้างนอกหรือในมหาลัยเราจะไม่รู้จักกัน
“คุณๆ เป็อะไรมากไหมครับ” ผมสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเรียกของใครคนหนึ่ง ผมรีบสดัดออกจากภวังค์ความคิดของตัวเองแล้วหันไปหาเสียงเรียกนั้น
“ถลอกนิดหน่อยไม่เป็อะไรครับ” ผมตอบผู้ชายคนนั้น
“จะไม่เป็อะไรได้ไงฟิว เืไหลซะขนาดนั้น” ปอนด์ที่นั่งยองๆ ข้างผมพูดขึ้น แล้วจับแขนผมโชว์ให้อีกคนดู
“นี่นายขับรถประสาอะไรห่ะ ไม่ได้ดูทางหรือไง” แน่นอนเพื่อนผมคนนี้มันเป็คนที่ไม่ยอมใครง่ายๆ อยู่แล้วถ้ามันไม่ผิด
“จะเอาค่าเสียหายเท่าไรว่ามาฉันรีบ” ผู้ชายร่างสูงตอนนี้เริ่มโมโหปอนด์ขึ้นมาแล้ว ผมได้แต่ยืนมองเพื่อนของผมยืนเถียงกับคู่กรณีไปมาอย่างไม่สิ้นสุดจนลืมผมที่นั่งเจ็บอยู่ข้างถนน ผมมองทั้งคู่เถียงกันแล้วสายตาก็ได้เห็นหน้าคู่กรณีชัดๆ น่าแปลกที่มองดูดีๆ แล้วผู้ชายร่างสูงคนนี้มีส่วนที่คล้ายกับ ฌอน แต่แค่แวบเดียวเท่านั้นผมก็สลัดความคิดออกเมื่อเพื่อนผมตกลงกับผู้ชายร่างสูงได้แล้ว
“ฉันจะพาเพื่อนนายไปทำแผลที่ห้องพยาบาล แล้วจ่ายค่าทำขวัญให้โอเคไหม” ปอนด์ทำหน้าอึกอักเหมือนคิดอะไรไม่ออกเพราะดูจากอาการผมแล้วไม่ได้เป็อะไรมากแค่แผลถลอกนิดหน่อย
“ก็แล้วแต่ฟิวว่าจะเอายังไง” อ้าวโถ่ถถถ เพื่อนรักยืนเถียงกับเขาตั้งนานเขาจะพาไปโรงบาลก็ไม่ยอมเขาจะจ่ายเงินก็ไม่ยอม แล้วตอนนี้จะมาขอความเห็นผมเพื่ออะไร
“ผมยังไงก็ได้” ผมตอบไปแบบนั้นเพราะที่เขาเสนอมาก็น่าจะดีแล้ว ผมเองก็ไม่ได้เป็อะไรมากเลย ที่จริงเขาจะไม่ช่วยอะไรก็ได้แค่พูดขอโทษสำหรับผมมันก็จบแล้ว แต่ในเมื่อเขาอยากรับผิดชอบก็ตามนั้น อยากรับผิดชอบหรือรำคาญเพื่อนผมก็ไม่รู้
หลังจากไปทำแผลเสร็จผมก็นั่งกินข้าวที่ปอนด์ซื้อมาให้ในห้องพยาบาล และผมกับปอนด์ก็เข้าเรียนวิชาต่อไปตอนบ่าย เรียนเสร็จก็เกือบสี่โมงผมแยกกับปอนด์ แล้วไปทำงานของผมต่อตามปกติ จากที่ลางานไปสามวันหัวหน้าถามผมถึงเื่แม่ที่ผมโกหกว่าลื่นในห้องน้ำแล้วต้องเขาโรงบาลว่าเป็ไงบ้าง แค่นั้นไม่ได้ถามอะไรต่อ นอกนั้นเขาก็พูดถึงเื่งาน
ที่ผมไม่ได้มาทำงานสามวัน งานไม่ค่อยราบรื่นเท่าไรเพราะลูกน้องอีกคนไม่เก่งเื่เอาตัวรอดจากตำรวจเหมือนผม เกือบจะโดนจับได้ก็หลายครั้งหลายคร่าหัวหน้าบอกว่าดีใจที่ผมกลับมาทำงาน เพราะจะหาคนเก่งอย่างผมคงหายาก แถมยังย้ำอีกว่าถ้าจะลาออกให้บอกล่วงหน้าสักหกเดือน ผมแอบอึ่งกับความคิดหัวหน้าแต่ก็ดีใจเหมือนกันที่เรายังเป็ที่้าของเขา
วันนี้โชคดีหน่อยที่ผมทำงานเสร็จเร็ว ส่งเด็กแค่สองคนก็ไม่มีงานแล้วผมจึงได้กลับมาที่คอนโดในเวลาแค่เที่ยงคืนครึ่ง ผมเปิดห้องเข้ามาทุกอย่างมืดหมดแสดงว่าทุกคนคงนอนกันหมดแล้ว ผมเดินไปเปิดประตูห้องของแม่ เข้าไปดูแม่ว่าเป็ไงบ้าง สองวันที่ย้ายมาอยู่คอนโดของฌอนแม่ดูมีความสูขขึ้นเพราะห้องของฌอนกว้างมากมีทีให้นั่งเล่นนั่งดูทีวีและมีระเบียงซึ่งแม่ชอบไปนั่งซูดอากาศตอนเช้านอกระเบียง เหมือนกับว่าจะยึดให้เป็ที่ประจำตอนเช้าเลยอย่างงั้น
ผมแง่มประตูเข้าไปดูแม่เห็นว่าแม่หลับสนิทแล้วจึงปิดประตูลง เดินไปที่ห้องครัวหาของกินผมรู้ดีว่ากินตอนดึกมันจะทำให้อ้วนแต่คนมันหิวนี้น่าจะทำไงได้แต่ทว่าผมก็ไม่ได้กินอะไรเยอะขนาดนั้นแค่ขนมปังชิ้นหนึ่งแล้วก็นมหนึ่งกล่องแค่นั้นเอง
ผมนั่งกินขนมปังบนโต๊ะในครัว พอกินไปได้สักพัก ความคิดก็พลันนึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวัน นึกถึงสายตาที่เฉยชาคู่นั้นที่ยืนมองผมโดนรถเชียว ก็รู้สึกเจ็บที่หัวใจขึ้นมาดื้อๆ มันจุกนิดๆ รสชาติของนมกับขนมปังที่เมื่อกี้รู้สึกว่าอร่อยตอนนี้กลับกลายเป็จืดอย่างนั้น รู้สึกน้อยใจเขาแบบไม่รู้สาเหตุ
“นี้เราเป็อะไร” ผมบ่นพึมพำกับตัวเอง จะว่าน้อยใจมันก็ใช่แต่คิดไปคิดมา จะน้อยใจเขาในฐานะอะไร ผมพยายามสลัดความคิดออก เดินเข้าไปในห้องเพื่อที่จะได้อาบน้ำแต่งตัวเข้านอน แต่พอเห็นเขานอนหลับสบายใจเฉิ่มไม่ได้เดือดร้อนอะไร จากที่พยายามลืมความน้อยใจก็กลับมาเสียดื้อๆ
“เอาว่ะ” ผมบ่นกับตัวเอง
“นอนข้างนอกก็ได้” ครั้งแรกจะเข้าไปอาบน้ำในห้อง แล้วขึ้นไปนอนบ่นเตียงข้างๆ เขา แต่ใจเ้ากรรมถ้ายังรู้สึกแบบนี้อยู่ผมมีหวังนอนไม่หลับแน่ๆ ตัดสินใจเข้าไปแค่เอาเสื้อผ้าออกมา ไปอาบน้ำในห้องแม่แล้วออกมานอนข้างนอกบนโซฟา หยิบหมอนกับผ้าห่มจากห้องแม่มาห่ม ล้มตัวลงนอนพยายามทำให้ตัวเองหลับเร็วๆ เพื่อที่จะได้ลืมเื่นั้น
“อยากเปลี่ยนบรรยากาศก็ไม่บอก” มีเสียงกระซิบข้างหูของผมรางๆ ผมที่ครึ่งหลับครึ่งตื่นนึกว่าตัวเองฝันไป แต่เมื่อมีมือมาจากไหนไม่รู้ล่วงเข้ามาในกางเกงของผม นั้นจึงทำให้ผมรู้ว่าไม่ใช้ความฝัน
“ฌอน อย่าผมเจ็บแขน” ผมร้องประท้วง มือที่เขามาในกางเกงตอนนี้เลื่อนมาจับแก่นกายของผมอยู่ ตัดสิ้นใจหันไปหาเขาที่ช้อนตัวผมด้านหลัง พยายามดันแผงอกออก
“คุณฌอนอย่า….อึก…อื้ม” ผมกำลังจะอ้าปากปร่ามเขาแต่ถูกเข้าปิดด้วยปาก
#ขอบคุณคอมเม้นททุกคอมเม้นนะคะ EP. หน้าเค้าขออนุญาติติดเหรียญนะคะ
จะเขียนให้แซ่บถึงอกถึงใจของทุกคนฝากติดตามด้วยนะคะ สัญญาว่าจะไม่ติดเหรียญแพง