สายลมหนาวของเดือนมกราคมพัดผ่านต้นไทรใหญ่หน้าตึกอธิการบดี ใบไม้ไหวเอนส่งเสียงสวบสาบ บรรยากาศของมหาวิทยาลัยเริ่มเงียบสงบลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อการสอบปลายภาควิชาสุดท้ายเสร็จสิ้นลง
ณ ห้องทำงานกว้างขวางบนชั้นสูงสุดของตึกบริหาร โจวิฮุ่ย อธิการบดีมหาวิทยาลัยกำลังนั่งจิบชาหลงจิ่งร้อนๆ พลางทอดสายตามองทัศนียภาพของวิทยาเขตผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่
เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น ก่อนที่ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมจะเดินถือแฟ้มเอกสารเข้ามา เขาคือ ‘ผู้อำนวยการมู่’ หรือ ‘เหล่ามู่’ หนึ่งในคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยผู้กว้างขวาง
“ท่านอธิการบดีครับ รายงานสรุปการจัดการสอบปลายภาคของทุกคณะเรียบร้อยแล้วครับ” ผู้อำนวยการมู่วางแฟ้มลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็ง
“ลำบากคุณแล้วเหล่ามู่”
อธิการบดีโจวพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อยเหมือนนึกอะไรขึ้นได้
“จริงสิ นักศึกษาปีหนึ่งที่ชื่อ ‘อิ๋งเย่’ จากคณะบริหารธุรกิจ เทอมนี้เขาเป็ยังไงบ้าง?”
ผู้อำนวยการมู่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
“ท่านอธิการบดีจำชื่อเด็กคนนี้ได้ด้วยหรือครับ? ผมกำลังคิดจะรายงานเื่เขานอกรอบอยู่พอดี ั้แ่ตอนต้นเทอมที่จ้าวไห่เผิง ประธานหอการค้ากวางโจว โทรมาฝากฝังให้ผมช่วย ‘ดูแล’ เด็กคนนี้เป็พิเศษ ผมก็จับตาดูเขาอยู่ห่างๆ มาตลอดครับ”
อธิการบดีโจวหัวเราะหึๆ ในลำคอ เขาวางถ้วยชาลงแล้วประสานมือไว้บนโต๊ะ
“จะไม่ให้จำได้ยังไง เมื่อวานนี้ ศาสตราจารย์หลี่จากภาควิชาเศรษฐศาสตร์เพิ่งเดินมาหาผมที่ห้องนี้ด้วยตัวเอง คุณก็รู้ใช่ไหมว่าตาเฒ่าหลี่คนนั้นเฮี้ยบและหยิ่งยโสในวิชาการของตัวเองแค่ไหน?”
ผู้อำนวยการมู่พยักหน้ารับ ศาสตราจารย์หลี่คือเสาหลักของคณะบริหารธุรกิจที่สอบตกนักศึกษาปีละหลายร้อยคนโดยไม่เคยปรานีใคร
“ศาสตราจารย์หลี่บอกผมว่า มีเด็กปีหนึ่งคนหนึ่ง ส่งกระดาษคำตอบวิชามหภาคภายในสามสิบห้านาที ซึ่งเป็เวลาขั้นต่ำสุดที่อนุญาตให้ออกจากห้องสอบได้”
อธิการบดีโจวหรี่ตาลง แววตาแฝงความลึกซึ้ง
“ตาเฒ่าหลี่รีบหยิบกระดาษคำตอบนั้นมาตรวจทันที และคุณรู้ไหมเขาพูดกับผมว่ายังไง?”
“ว่ายังไงหรือครับ?”
“เขาบอกว่า เด็กคนนั้นไม่ได้กำลังทำข้อสอบ แต่กำลังเขียน ‘รายงานชันสูตรศพ’ ของตลาดทุนต่างหาก ตรรกะที่ใช้ไร้ซึ่งความเพ้อฝันแบบนักวิชาการในตำรา แต่มันคือมุมมองอันเืเย็นของนักล่าที่เคยกวาดล้างเงินในตลาดจริงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ศาสตราจารย์หลี่ยังบ่นอีกว่า เด็กคนนี้มองทฤษฎีในหนังสือเรียนเหมือนเป็แค่ของเล่นเด็ก”
ผู้อำนวยการมู่สูดลมหายใจลึก เขาไม่ได้อยู่ในแวดวงวิชาการจ๋า แต่เขารู้ดีว่าคำชมระดับนี้จากปากคนอย่างศาสตราจารย์หลี่นั้น หนักแน่นยิ่งกว่าเหรียญทองโอลิมปิกวิชาการเสียอีก
“ถ้าอย่างนั้นก็สอดคล้องกับรายงานที่ผมเพิ่งได้รับจากหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยเลยครับท่าน” ผู้อำนวยการมู่ขยับแว่นตา
“ทางรปภ. รายงานว่า ตลอดเทอมที่ผ่านมา มีรถออดี้ A6L สีดำคันหนึ่งเข้ามาจอดที่ลานจอดรถวีไอพีของหอพักชายอยู่บ่อยครั้ง รถคันนั้นไม่ได้หรูหราที่สุดในมหาลัยเราก็จริง แต่ป้ายทะเบียนของมันคือ ‘粤A·00006’ ครับ”
อธิการบดีโจวเบิกตากว้างขึ้นทันที
“00006? ป้ายทะเบียนหมายเลขตัวเดียวของมณฑล? แล้วใครเป็คนขับ?”
“รปภ. ตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดแล้วครับ คนขับคือนักศึกษาที่ชื่ออิ๋งเย่”
ความเงียบโรยตัวลงในห้องทำงานของอธิการบดี เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานเบาๆ ตัดกับความเงียบงัน โจวิฮุ่ยหมุนเก้าอี้กลับมาที่คอมพิวเตอร์บนโต๊ะ เขากดเปิดระบบฐานข้อมูลทะเบียนนักศึกษาของมหาวิทยาลัย พิมพ์ชื่อ ‘อิ๋งเย่’ ลงไปอย่างรวดเร็ว
หน้าจอแสดงรูปถ่ายของเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าเรียบเฉย แววตาติดจะเกียจคร้าน
อธิการบดีโจวไล่อ่านข้อมูลภูมิหลัง...
‘สถานะครอบครัว: กำพร้า / บิดามารดาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ / การศึกษาประถม-มัธยม: โรงเรียนรัฐบาลธรรมดา / ไม่มีประวัติอาชญากรรม / ไม่มีประวัติความโดดเด่นใดๆ’
มันคือแฟ้มประวัติที่ธรรมดาเสียจนจืดชืด เป็ ‘สีขาว’ ที่สะอาดบริสุทธิ์และไร้ที่ติ
แต่มันกลับขัดแย้งอย่างรุนแรงกับสิ่งที่อธิการบดีโจวและผู้อำนวยการมู่เพิ่งหยิบยกขึ้นมาคุยกันเมื่อครู่
“กำพร้า? ไร้ภูมิหลัง?”
อธิการบดีโจวแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีของคนที่ ‘มองทะลุ’ ทุกสรรพสิ่ง
“เหล่ามู่ คุณทำงานบริหารมาหลายสิบปี คุณคิดว่าเด็กกำพร้าธรรมดาๆ คนหนึ่ง จะสามารถทำให้ประธานหอการค้ากวางโจวโทรมาฝากฝังด้วยตัวเอง จะขับรถป้ายทะเบียนอำนาจระดับมณฑล และมีมุมมองตลาดทุนที่เืเย็นจนศาสตราจารย์หลี่ยอมรับได้งั้นหรือ?”
ผู้อำนวยการมู่ส่ายหน้าช้าๆ สีหน้าของเขาจริงจังขึ้น
“ไม่มีทางครับท่าน แฟ้มประวัติที่สะอาดเกินไป... ในบางระดับ มันก็คือ ‘การปกปิด’ ที่แเีที่สุด”
“ถูกต้อง”
อธิการบดีโจวเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็จังหวะ
“นี่คือแฟ้มประวัติที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อ ‘พรางตัว’ ระดับสูงสุด เด็กคนนี้ต้องเป็ทายาทสายตรงของตระกูลระดับสูง หรือมีภูมิหลังพิเศษบางอย่างจนต้องถูกปิดเอาไว้แน่ๆ”
อธิการบดีผู้ผ่านโลกมามากใช้ตรรกะและประสบการณ์ของตนเองประกอบร่างสร้างตัวตนของอิ๋งเย่ขึ้นมาใหม่ในใจอย่างสมบูรณ์แบบ เขามองเห็นภาพของคุณชายจากตระกูลมหาอำนาจที่เบื่อหน่ายแสงสี จึงเลือกสวมบทบาทเด็กกำพร้าเพื่อแสวงหาความสงบในรั้วมหาวิทยาลัย
“แล้วเราควรทำอย่างไรดีครับท่าน? ต้องแจ้งให้คณบดีคณะบริหารทราบเพื่อดูแลเขาเป็พิเศษไหมครับ?” ผู้อำนวยการมู่ถามด้วยความระมัดระวัง
“ห้ามเด็ดขาด!”
อธิการบดีโจวยกมือปรามทันที
“คนระดับนี้ ถ้าเขา้าความสะดวกสบาย เขาคงใช้เส้นสายเข้าเรียนฮาร์วาร์ดหรือเคมบริดจ์ไปแล้ว การที่เขาเลือกมาอยู่ที่นี่และใช้ประวัติปลอม แปลว่าเขา้า ‘ความสงบ’ และ ‘ความธรรมดา’”
อธิการบดีเว้นจังหวะ ก่อนจะออกนโยบายที่เฉียบขาดที่สุด
“ั้แ่วันนี้ไป ยกสถานะชื่อของ อิ๋งเย่ ให้อยู่ในบัญชีรายชื่อ ‘เฝ้าระวังเงียบ’ ของมหาวิทยาลัย ห้ามใครเข้าไปประจบสอพลอ ห้ามดึงเขาไปร่วมกิจกรรมที่เขาไม่เต็มใจ ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเขาเด็ดขาด แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เขามีปัญหาเื่เอกสาร การลงทะเบียน หรือ้าอนุมัติอะไร ให้ไฟเขียวผ่านระบบอย่างราบรื่นที่สุดโดยไม่ต้องให้เขารู้ตัว เราจะมอบ ‘ความ Low-Profile’ ที่สมบูรณ์แบบที่สุดให้กับเขา นั่นแหละคือการผูกมิตรที่ชาญฉลาดที่สุด”
“เข้าใจแล้วครับท่านอธิการบดี ผมจะจัดการเื่นี้ให้เป็ความลับที่สุด” ผู้อำนวยการมู่ค้อมศีรษะรับคำสั่ง
อธิการบดีโจวมองรูปถ่ายของเด็กหนุ่มบนหน้าจออีกครั้ง ในใจเต็มไปด้วยความชื่นชม
‘ช่างเป็เยาวชนที่เก็บซ่อนประกายแสงของตัวเองได้มิดชิดและลึกล้ำจริงๆ อนาคตของประเทศนี้คงอยู่ในมือของคนหนุ่มระดับนี้นี่แหละ’
…
ในขณะเดียวกัน ณ ห้อง 302 หอพักชายคณะบริหารธุรกิจ
เยาวชนผู้ถูกยกย่องว่าเก็บซ่อนประกายแสงได้อย่างลึกล้ำ กำลังนอนแผ่หลาอยู่บนเตียง โดยมีหนังสือการ์ตูนปิดหน้าอยู่
เสียงประกาศจากลำโพงกระจายเสียงของมหาวิทยาลัยดังกังวานไปทั่ววิทยาเขต
“ประกาศจากฝ่ายวิชาการ ขอให้นักศึกษาทุกท่านเดินทางกลับภูมิลำเนาโดยสวัสดิภาพ มหาวิทยาลัยจะปิดทำการในภาคการศึกษาฤดูหนาวเป็เวลาห้าสัปดาห์ ครอบคลุม่เทศกาลตรุษจีน และจะเปิดภาคเรียนอีกครั้งในวันที่...”
“เยส!! ปิดเทอมแล้วโว้ยยยย!!”
จางเฉินะโเด้งตัวขึ้นจากเตียง โยนหนังสือเรียนวิชาหลักการบัญชีลงถังขยะมุมห้องอย่างไม่ไยดี
“ในที่สุดนรกก็จบสิ้น! ฉันจะได้กลับไปนอนตื่นสาย เล่นเกมโต้รุ่งโดยไม่ต้องกังวลเื่ควิซเช้าอีกแล้ว!”
“อย่าเพิ่งดีใจไปอาเฉิน” เซี่ยเหวินเจาที่กำลังพับเสื้อเชิ้ตใส่กระเป๋าเดินทางอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยเอ่ยขัดขึ้นเรียบๆ
“ผลสอบยังไม่ออก ถ้าประกาศผลตอนกลางเดือนหน้าแล้วแกติดเอฟวิชาบัญชีขึ้นมา ตรุษจีนปีนี้แกคงโดนพ่อไล่ตะเพิดออกจากบ้านแน่”
จางเฉินหน้าซีดเผือดลงทันที
“เหล่าเซี่ย! แกจะพูดเื่อัปมงคลรับปีใหม่ทำไมวะ! ฉันอุตส่าห์ลืมไปแล้วเชียว!”
ปาเยว์เซิงที่กำลังยัดเสื้อกันหนาวตัวหนาเตอะลงในเป้ใบั์หัวเราะร่วน
“พวกแกเลิกเถียงกันเื่สอบได้แล้ว! อย่าลืมสัญญานะเว้ย ปิดเทอมนี้พวกแกต้องไปเที่ยวบ้านฉันที่มองโกเลียใน! ฉันโทรไปบอกพ่อแล้วว่าพี่น้องร่วมสาบานของฉันจะไปเยือน พ่อฉันสั่งให้คนงานเตรียมเชือดแกะที่อ้วนที่สุด แล้วก็คัดเนื้อม้าเกรดพรีเมียมไว้รอพวกแกเป็ูเาแล้ว!”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘เนื้อม้าเกรดพรีเมียม’ หนังสือการ์ตูนที่ปิดหน้าอิ๋งเย่ก็ถูกเลื่อนออกทันที ดวงตาปลาตายของเขาเปล่งประกายขึ้นมาเล็กน้อย
“สรุปว่าเราจะเดินทางกันวันไหน?” อิ๋งเย่ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่กระตือรือร้นที่สุดในรอบหลายเดือน
“อีกสามวัน!”
ปาเยว์เซิงชูสามนิ้ว
“ฉันให้ลุงที่คุมคิวรถบรรทุกจองตั๋วเครื่องบินให้พวกแกทุกคนแล้ว เราจะบินไปลงที่โฮฮอต แล้วพ่อฉันจะส่งรถมารับเข้าฟาร์ม ระหว่างสามวันนี้พวกแกก็แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยมากระจุกรวมกันที่สนามบิน!”
“สามวันเหรอ... ได้เลย”
จางเฉินพยักหน้า
“ฉันต้องกลับไปรายงานตัวกับแม่ที่บ้านก่อน ไม่งั้นโดนบ่นหูชาแน่ๆ แล้วแกล่ะเหล่าเซี่ย?”
“ฉันต้องไปปรากฏตัวในงานเลี้ยงปลายปีของบริษัทที่บ้านนิดหน่อย สองวันน่าจะเคลียร์เสร็จ ทันเวลาพอดี” เซี่ยเหวินเจาตอบพลางรูดซิปกระเป๋าเดินทาง
“แล้วแกล่ะลูกพี่อิ๋ง? สามวันนี้แกมีแพลนไปไหนเปล่า?” จางเฉินหันมาถาม
อิ๋งเย่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง มีเื่เดียวที่ค้างอยู่ในหัว คงต้องเข้าไปที่บริษัทสักรอบก่อนเดินทาง มีอะไรบางอย่างที่เขาอยากไปจัดการด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่สั่งการผ่านโทรศัพท์เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
แต่แน่นอน เื่น่าปวดหัวและวุ่นวายแบบนั้น เขาไม่มีทางเอามาพูดให้เพื่อนในห้องฟังเด็ดขาด
“ไม่มีแพลนอะไร” อิ๋งเย่ตอบหน้าตาย พลางดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงอก
“ฉันจะนอนโง่ๆ อยู่ที่หอนี่แหละ เก็บแรงไว้ไปกินเนื้อม้าบ้านไอ้เยว์”
“โคตรสมกับเป็แกเลยว่ะ ฮ่าๆๆ!” จางเฉินหัวเราะชอบใจ
บรรยากาศในห้อง 302 อบอวลไปด้วยความตื่นเต้นและเสียงหัวเราะของมิตรภาพวัยหนุ่ม พวกเขากำลังนับถอยหลังสู่การเดินทางไกลครั้งแรกของกลุ่มเพื่อน
ไม่มีใครในห้องนี้รู้เลยว่า ภูมิหลังที่แท้จริงของครอบครัวปาเยว์เซิงที่พวกเขาคิดว่าเป็แค่ ‘ฟาร์มปศุสัตว์ธรรมดา’ นั้น จะยิ่งใหญ่ระดับไหน
และอิ๋งเย่เอง... ก็ไม่ได้รู้ตัวเลยแม้แต่น้อยว่า ในขณะที่เขากำลังนอนคิดถึงรสชาติของเนื้อม้าย่างอยู่นั้น ชื่อของเขาได้ถูกประทับตรา ‘ลับสุดยอด’ ในระบบของมหาวิทยาลัย ด้วยการมโนขั้นสุดยอดของอธิการบดีไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว