เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ลานบ้านของซูเก๋อ มีผู้คนเดินทางมาเยี่ยมเยือนเป็ระยะ ๆ บางคนเป็เพื่อนเล่นวัยเด็กของซูเก๋อ บางคนเป็ลุงป้าน้าอาที่มีความสนิทสนมใกล้ชิดกับครอบครัวของซูเก๋อ ทั้งยังมีสหายของซูอี้และภรรยา คนเหล่านี้เมื่อได้ยินข่าว ว่าซูเก๋อเดินทางกลับมาแล้ว ต่างก็พากันมาเยี่ยมเยือนั้แ่เช้าตรู่
ทว่าทุกคนก็ไม่ได้อยู่รบกวนนานนัก หลังจากทักทายพูดคุยตามมารยาทและมอบของขวัญไว้แล้ว ต่างก็ขอตัวลากลับไป จนกระทั่งใกล้เที่ยง แเื่ที่เดินทางมาเยี่ยมเยือนจึงค่อย ๆ ทยอยกลับกันจนหมด
"ซูเก๋อ ตระกูลซูของพวกเ้าช่างกลมเกลียวกันยิ่งนัก" จางหลินอุทานด้วยความตื่นตะลึง "เ้าเพิ่งเดินทางกลับมาก็มีคนมากมายมาเยี่ยมเยือนถึงเพียงนี้"
บรรยากาศในตระกูลเช่นนี้ชวนให้ผู้คนรู้สึกอบอุ่นหัวใจยิ่งนัก จนจางหลินผู้มีชาติกำเนิดเป็เด็กกำพร้ารู้สึกริษยาซูเก๋อไม่น้อย
"ข้าบอกเ้านานแล้วว่า คนในตระกูลล้วนดีต่อกัน" ใบหน้าของซูเก๋อแต้มไปด้วยรอยยิ้ม บรรยากาศอบอุ่นในตระกูลเช่นนี้ ตัวเขาก็มีความสุขยิ่งนัก
"กินอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ข้าจะพาเ้าออกไปเดินเล่นรอบ ๆ สักเที่ยว"
จากบ้านเกิดไปนานถึงห้าปี ซูเก๋อหวนนึกถึงต้นไม้ใบหญ้าทุกต้นที่นี่ จนแทบอยากจะไปสืบเสาะมองดูให้ทั่วทุกแห่งหน
……
คฤหาสน์ปี้สุ่ย
เหล่าศิษย์แห่งสำนักทหารรับจ้างเข้าพำนักในคฤหาสน์เป็เวลาหนึ่งคืน ครั้นเมื่อรุ่งขึ้นมาถึง มั่วชิงอู่ก็นำทางพวกเขาออกท่องเที่ยวชมเมืองเฉียนหลง และด้วยชุดเครื่องแต่งกายของสำนักที่เป็เอกลักษณ์เดียวกัน จึงส่งผลให้เป็ที่ดึงดูดสายตาผู้คนไม่น้อย มีเพียงผู้มีประสบการณ์กว้างไกลบางคนเท่านั้น ที่จดจำตราสัญลักษณ์อันเป็เอกลักษณ์เฉพาะของสำนักทหารรับจ้างได้
ตลอดเส้นทางผ่อนคลายยิ่งนัก กระทั่งยามเที่ยงมั่วชิงอู่ก็นำทางทุกคนก้าวเข้าสู่หอสุราหรูหราประจำท้องถิ่นแห่งหนึ่งที่กิจการเจริญรุ่งเรืองยิ่งนัก ห้องส่วนตัวถูกจับจองจนหมด ยามนี้ทุกคนจึงได้แต่เลือกนั่งบริเวณโถงกว้าง
เมื่อทุกคนนั่งลงเรียบร้อยแล้ว ก็สั่งอาหารขึ้นชื่อของร้านมารับประทาน และระหว่างรอสำรับอาหาร ทุกคนก็สนทนากันอย่างผ่อนคลายสบายใจ ไร้ซึ่งความอึดอัดเกร็งตัวแม้แต่น้อย ทว่าหัวข้อสนทนาของพวกเขามักจะวนเวียนอยู่รอบตัวซูเก๋อเสมอ ช่วยไม่ได้จริง ๆ ก็ยามนี้รัศมีของซูเก๋อเจิดจรัสเกินไป เวลาพูดคุยกันจึงมักจะวกเข้าเื่ของซูเก๋อโดยไม่รู้ตัว
หลังจากสนทนาไปได้ครึ่งค่อนทาง พลันมีเสียงหนึ่งในโถงกว้างดึงดูดความสนใจของพวกเขาขึ้นมา
"ได้ยินว่าอัจฉริยะตระกูลซูผู้นั้นเดินทางกลับมาแล้วหรือ?" เห็นเพียงชายวัยกลางคนคนหนึ่งเอ่ยถามคนที่นั่งร่วมโต๊ะ "เป็เื่จริงหรือ?"
อีกคนเอ่ยว่า "เฮ้อ ข่าวนี้เล่าลือสะพัดไปทั่วเมืองเฉียนหลงั้แ่เช้าตรู่แล้ว ตระกูลซูร่อนเทียบเชิญไปทั่วสารทิศ เชื้อเชิญผู้มีหน้ามีตาในเมืองเฉียนหลงให้ไปเข้าร่วมพิธีสวมหมวกของเ้าหนุ่มนั่น แม้แต่ตระกูลโจวและตระกูลอูหม่าที่เป็คู่แค้นกันก็ยังได้รับเทียบเชิญ จัดงานได้ยิ่งใหญ่อลังการยิ่งนัก"
"แค่พิธีสวมหมวก เหตุใดต้องจัดยิ่งใหญ่ปานนั้น ไม่รู้ว่าท่านผู้นำตระกูลซูคิดสิ่งใดอยู่กันแน่"
"จะว่าไปแล้ว เ้าหนุ่มนั่นในยามนั้นโดดเด่นจริง ๆ แต่ละคนคุยโตโอ้อวดไปตั้งไม่รู้เท่าไร ผ่านไปห้าปีแล้ว ก็ไม่รู้ว่าไปเล่าเรียนวิชาความสามารถใดมาจากสำนักทหารรับจ้างบ้าง..."
ยามมีเวลาว่าง ผู้คนมักชอบวิพากษ์วิจารณ์เื่ราวของสามตระกูลใหญ่อยู่เสมอ ในน้ำเสียงนั้นมักแฝงไปด้วยความริษยาและความหลงใหลอยู่กลาย ๆ
"ซูเก๋อกำลังจะจัดพิธีสวมหมวกหรือ?"
เหล่าศิษย์แห่งสำนักทหารรับจ้างต่างประหลาดใจยิ่งนัก คาดไม่ถึงเลยว่ามากินอาหารที่หอสุราก็ยังจะได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับซูเก๋ออีก แสดงให้เห็นว่าชื่อเสียงของซูเก๋อในเมืองเฉียนหลงนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด
ซุนกวนยันตัวลุกขึ้น จากนั้นเดินเข้าไปหาโต๊ะข้าง ๆ และเอ่ยถามอย่างมีมารยาทว่า "ท่านลุงทั้งหลาย ขออภัยที่รบกวนขอรับ เมื่อครู่ได้ยินพวกท่านบอกว่าซูเก๋อกำลังจะจัดพิธีสวมหมวก ข่าวนี้เชื่อถือได้หรือไม่ขอรับ?"
เมื่อมีคนมาสอบถาม ทั้งสองคนก็ยิ่งสนอกสนใจ เอ่ยปากขึ้นทันที
"ข่าวคราวเชื่อถือได้แน่นอน นี่เป็คำพูดจากปากลูกพี่ลูกน้องของข้าเอง ผักสดของตระกูลซู หนึ่งในสามล้วนเป็ลูกพี่ลูกน้องของข้าที่ส่งให้ทั้งนั้น"
"ข้าไม่เพียงรู้ว่าซูเก๋อจะจัดพิธีสวมหมวก แต่ยังรู้วันเวลาที่แน่ชัดด้วย"
"เฮ้อ เื่นี้ใครบ้างจะไม่รู้เล่า? คาดว่าคนครึ่งเมืองเฉียนหลงคงรู้กันหมดแล้ว วันพรุ่งนี้ซูเก๋อจะจัดพิธีสวมหมวก"
เมื่อได้รับคำตอบที่้า ซุนกวนก็เอ่ยขอบคุณอย่างมีมารยาท แล้วเดินกลับมายังโต๊ะของตน
"เป็อย่างไร พวกเ้ามีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?" ซุนกวนกดเสียงต่ำเอ่ยถามทุกคน
หยวนทงเทียนเอ่ยว่า "อย่างไรเสียยามนี้ก็ว่างอยู่ ไปเดินเล่นที่ตระกูลซูสักเที่ยวก็ไม่เสียหายอันใด"
หลิ่วชิงขมวดคิ้วหนาเอ่ยลังเลว่า "แต่พวกเราไม่มีเทียบเชิญ จะก้าวเข้าสู่ตระกูลซูได้หรือ?"
"มีหรือจะก้าวเข้าไปไม่ได้?" จีเสี่ยวเสวี่ยเป็ผู้ที่ไม่เคยอยู่นิ่งได้เลยรีบเอ่ยยุยงทุกคน "ถึงเวลาพวกเราก็บอกไปตรง ๆ ว่าเป็สหายร่วมชั้นของซูเก๋อ ข้าไม่เชื่อหรอกว่า ตระกูลซูจะกล้ากั้นพวกเราไว้รอบนอกประตู? ตระกูลซูจะเกรียงไกรเพียงใด จะเกรียงไกรเกินสำนักทหารรับจ้างของพวกเราไปได้เชียวหรือ?"
ศิษย์ขั้นหนิงหยวนคนหนึ่งเอ่ยเสียงเบาว่า "แต่ซูเก๋อก็ไม่ได้เชิญพวกเรานี่นา"
ตระกูลซูไม่ใช่ตระกูลยากจนต้อยต่ำ แต่เป็หนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองเฉียนหลง มีฐานะในทั่วทั้งราชวงศ์ต้าเซี่ยสูงส่งไม่เบา บรรดาศิษย์ที่อยู่ที่นี่ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีชาติตระกูลพอจะเทียบเคียงตระกูลซูได้
"ซูเก๋อย่อมกลัวว่าจะรบกวนเวลาของพวกเรา จึงไม่ได้ส่งเทียบเชิญมา"
จีเสี่ยวเสวี่ยเอ่ยยุยงต่อว่า "ในฐานะสหายร่วมชั้น รวมถึงสหายศึกที่เคยร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมา หากพวกเราไม่รู้เื่ก็แล้วไป แต่ในเมื่อล่วงรู้เื่นี้แล้ว ไม่สมควรไปแสดงความยินดีกับเขาหรอกหรือ? อีกอย่าง พวกเ้าไม่อยากเห็นหรือว่าสภาพแวดล้อมแบบใดกันแน่ที่ฟูมฟักอัจฉริยะอย่างซูเก๋อออกมาได้?"
ประโยคสุดท้ายได้เปิดเผยจุดประสงค์ที่แท้จริงของจีเสี่ยวเสวี่ยออกมาจนหมดสิ้น
ในสายตาของจีเสี่ยวเสวี่ย สถานที่อย่างราชวงศ์ต้าเซี่ยไม่มีทางให้กำเนิดอัจฉริยะอย่างซูเก๋อออกมาได้เลย
ดังนั้นนางจึงมีความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับสถานที่ถือกำเนิดของซูเก๋อเป็อย่างยิ่ง และสนใจตระกูลซูทั้งตระกูลอย่างยิ่งยวด
มั่วชิงอู่ครุ่นคิดแล้วเอ่ยถามว่า "พวกเ้าอยากไปกันจริง ๆ หรือ?"
สายตาของผู้คนจับจ้องไปที่มั่วชิงอู่ ไม่ว่าจะด้วยความอยากรู้อยากเห็นต่อตระกูลซู หรือมิตรภาพระหว่างสหายร่วมชั้น พวกเขาก็ไม่อาจปฏิเสธคำถามนี้ได้เลย
"ฟังจากน้ำเสียงของเ้า... หรือว่าเ้ามีวิธีอย่างนั้นหรือ?" ซุนกวนมองมั่วชิงอู่ด้วยความประหลาดใจ
"หากพวกเ้าอยากไปจริง ๆ ข้าก็พอมีวิธีหาเทียบเชิญมาได้" มั่วชิงอู่เอ่ยอย่างจริงจัง "พูดตามตรง ข้าเองก็ค่อนข้างสนใจตระกูลที่สั่งสอนอัจฉริยะอย่างซูเก๋อออกมาได้เช่นกัน"
หยวนทงเทียนลังเลเล็กน้อยก่อนเอ่ยว่า "วิธีที่เ้าเอ่ย คงไม่ใช่การไปขอเทียบเชิญจากซูเก๋อโดยตรงหรอกนะ?"
เขาย่อมไม่อยากให้เทพธิดาในดวงใจต้องลดตัวไปเอ่ยปากขอเทียบเชิญเพื่อเข้าร่วมพิธีสวมหมวกของผู้อื่น หากเป็เช่นนั้นจริง พิธีสวมหมวกนี้ ไม่ไปเสียยังจะดีกว่า
มั่วชิงอู่สั่นศีรษะ "ข้ายังต้องดูแลพวกเ้า จะมีเวลาไปหาซูเก๋อได้อย่างไรกัน? ส่วนจะเป็วิธีใดนั้น พวกเ้าไม่จำเป็ต้องใส่ใจ เอาเป็ว่าก่อนอาทิตย์ตกดิน เทียบเชิญจะถูกส่งถึงมือพวกเ้าแน่นอน"
……
ค่ายทหารต่อต้านมาร
โจวหย่วนมองดูเทียบเชิญที่คนในตระกูลส่งมา สีหน้าซับซ้อนยิ่งนัก "ซูเก๋อ... ซูเก๋อ... จะเป็เื่ประจวบเหมาะจริงหรือ?"
ก่อนที่เทียบเชิญฉบับนี้จะส่งมาถึง เขาไม่เคยเชื่อมโยงซูเก๋อเข้ากับอัจฉริยะแห่งตระกูลซูผู้นั้นเลย ด้วยผู้ที่มีชื่อซ้ำกันในโลกนี้มีมากมายนับไม่ถ้วน เพียงอาศัยชื่อเพียงอย่างเดียวย่อมยากจะยืนยันตัวตนได้
แต่เมื่อมีเทียบเชิญฉบับนี้ส่งมา แม่ทัพโจวก็ยากจะอดใจไม่สงสัยได้ว่า ซูเก๋อผู้นี้ก็คืออัจฉริยะแห่งตระกูลซูผู้นั้น
ชื่อเดียวกันและมาจากสำนักทหารรับจ้างเหมือนกัน ทั้งยังปรากฏตัวขึ้นที่เมืองเฉียนหลงพร้อมกันอีก มันจะประจวบเหมาะเกินไปแล้ว
"ท่านแม่ทัพขอรับ ท่านเรียกข้าหรือ?" ผ้าม่านกระโจมถูกเปิดออกกะทันหัน โจวเหยียนเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มประดับใบหน้า
"ลองดูเทียบเชิญฉบับนี้สิ" โจวหย่วนไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก และยื่นเทียบเชิญส่งให้โจวเหยียน
โจวเหยียนมึนงงไปหมด เขารับเทียบเชิญมาจากมือแม่ทัพโจว ทว่าเมื่ออ่านเนื้อหาในเทียบเชิญจบ รอยยิ้มของโจวเหยียนก็แข็งค้าง พลันเบิ่งตากว้างอ้าปากค้าง
"ซู... ซูเก๋อ?"
เขาเงยหน้าขึ้น มองแม่ทัพโจวอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"หากข้าจำไม่ผิด เมื่อวาน... ยอดอัจฉริยะสัตว์ประหลาดเมื่อวานนี้ก็ชื่อซูเก๋อใช่หรือไม่ขอรับ?"
อัจฉริยะที่น่าพรั่นพรึงผู้นั้น คาดว่าโจวเหยียนคงไม่อาจลืมเลือนได้ตลอดชีวิต แม่ทัพโจวหัวเราะเจื่อน จากนั้นจึงยกมือขึ้นนวดขมับ
"ข้าเองก็คาดไม่ถึงเลยว่า เขาจะเป็อัจฉริยะแห่งตระกูลซูผู้นั้น ได้แต่บอกว่าประจวบเหมาะเกินไปจริง ๆ "
เขาชื่นชมซูเก๋อเป็อย่างยิ่ง ทั้งยังคิดว่าหาโอกาสร่วมมือกับซูเก๋ออีกครั้ง เพื่อช่วยเหลือกองทัพต่อต้านมารในการคลี่คลายปัญหาเื่พวกมารนอกพิภพ
ครั้นเมื่อเขาเห็นเนื้อหาในเทียบเชิญแล้ว เขาก็โง่งมไปทั้งตัว ต้องรู้ว่าพวกเขาล้วนเป็คนของตระกูลโจว ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลโจวและตระกูลซูก็ไม่ได้ดีสักเท่าใด
หลังสูดหายใจเข้าลึก แม่ทัพโจวหย่วนก็หลับตานิ่ง และเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำหนักแน่นว่า "เ้าเดินทางกลับตระกูลสักเที่ยวเถิด กลับไปบอกท่านผู้นำตระกูลว่า นับแต่นี้ไปวิธีการปฏิบัติตนต่อตระกูลซูต้องแปรเปลี่ยนได้แล้ว ตระกูลซู... ได้ให้กำเนิดอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาคนหนึ่งแล้ว"
โจวเหยียนอ้าปากค้างไว้ชั่วครู่ ก่อนจะนิ่งเงียบไป ตระกูลซูถือกำเนิดอัจฉริยะอันน่าพรั่นพรึงเช่นนี้ขึ้นมา พวกเขาจะทำอย่างไรได้เล่า?
"นอกจากนี้พิธีสวมหมวกของซูเก๋อ เ้าก็ไปเข้าร่วมแทนข้าด้วย" แม่ทัพโจวลืมตาขึ้น "ทางกองทัพต่อต้านมาร ข้าจะช่วยลาหยุดให้เ้าเอง เวลาสามวันพอหรือไม่?"
"ขอรับ ท่านอาสาม"
ครั้งนี้โจวเหยียนไม่ได้เรียกโจวหย่วนว่าท่านแม่ทัพ แต่กลับเรียกว่าท่านอาสามแทน
โจวหย่วนโบกมือ "ไปเถิด"
โจวเหยียนกำเทียบเชิญไว้แน่น ก่อนจะก้าวเท้าอันหนักอึ้งออกจากกระโจมไป เหลือเพียงแม่ทัพโจวที่ยังคงนั่งสงบนิ่งอยู่ลำพัง