บทที่ 11 ไม่แน่ว่าสามีของฉันอาจจะอยู่ข้างนอก
“คุณยังหน้าแดงอยู่อีกเหรอ?” จิ่งเป่ยเฉินยกมุมปากขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
“คุณจิ่ง ฉันเป็คนที่มีลูกแล้ว ฉันหวังว่าคุณจะรักษาระยะห่างกับฉัน” อันโหรวถอยหลังไปสองสามก้าว เตือนอย่างจริงจังและจริงใจ
นอกจากเื่งานแล้ว เธอไม่หวังที่จะมีความเกี่ยวข้องอย่างอื่นกับเขา
สายตาของจิ่งเป่ยเฉินลึกล้ำ เหมือนท้องฟ้ายามค่ำคืน เหมือนมหาสมุทรลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง ทำให้คนไม่สามารถคาดเดาอารมณ์ของเขาได้
เวลาเหมือนตัวเร่งปฏิกิริยาที่สามารถทำให้คนเติบโตขึ้น
แต่เขาในอดีต เติบโตเกินวัยของเขาไปแล้ว
เขาในตอนนี้ เมื่อเทียบกับตอนนั้น ยิ่งเอาแต่ใจ และแข็งกร้าว ยิ่งรู้วิธีดูคนมากขึ้น
“แม่ครับ” ในตอนนี้ มีเสียงเด็กเรียกดังขึ้นอีกครั้ง
จิ่งเป่ยเฉินมองเธอ “คุณมีลูกสองคน?”
ชัดเจนมากว่า เสียงเมื่อกี้เป็เสียงเด็กผู้ชาย
“ใช่ สองคน ฝาแฝด”
“ในเมื่อลูกมาหาคุณก็ออกไปดูสิ” จิ่งเป่ยเฉินพูดพลางเดินออกไป
อันโหรวใ คนที่ยืนอยู่หน้าประตูคือ หยางหยาง!
“คุณจิ่ง!” เธอรีบเดินไปข้างหน้า ดึงเขากลับมาอย่างแรง
“คุณไม่ควรออกไปข้างนอกจะดีกว่า เดี๋ยวจะถูกคนเข้าใจผิด”
เมื่อเห็นเขาไม่พูดอะไร เธอจึงจำใจพูดต่อ “ไม่แน่ว่าสามีของฉันอาจจะอยู่ข้างนอก”
เมื่อก่อน ถ้าเธอโกหกหน้าของเธอจะแดง แต่ตอนนี้ ต่อให้โกหกหน้าด้านขนาดไหน หน้าของเธอก็ไม่แดงแล้ว
“อ้าว กลัวถูกจับได้หรือไง?” จิ่งเป่ยเฉินมองเธอเ็า จากนั้นก็เดินอ้อมตัวเธอไปที่ประตู
เธอยังไม่ทันได้ตอบสนองอะไร เขาก็เปิดประตูออกไปแล้ว
หัวใจของอันโหรวเต้นแรงขึ้นทันที เขากล้าดียังไงไปเปิดประตูตรง ๆ แบบนั้น ตอนนี้หยางหยางยังอยู่ข้างนอกอยู่เลย จะทำยังไงดี
ต้องถูกจับได้แน่ ๆ!
ถ้าเขาเห็นว่าหยางหยางหน้าตาเหมือนเขาขนาดไหน เขาจะคิดยังไงกัน
เป็ใครก็ต้องสงสัยแน่นอน
แต่ก็สายไปแล้ว ประตูถูกเปิดออก และเสียงอ่อนหวานของเด็กน้อยก็ดังขึ้น
“แม่”
อันโหรวได้ยินแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก
นี่เป็เสียงของหน่วนหน่วน เมื่อเธอมองออกไปนอกประตู ก็เห็นแค่หน่วนหน่วนคนเดียว
“สามีของคุณไม่อยู่” จิ่งเป่ยเฉินหัวเราะเบา ๆ แล้วพูดต่อ “ต่อให้เขาอยู่ คุณก็ไม่ต้องกลัว ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดก็ไม่ต้องกลัวว่าเงาของตัวเองจะบิดเบี้ยว ถ้าคุณกลัว แสดงว่าคุณมีอะไรในใจ”
อันโหรวได้ยินแล้วไม่พอใจ อะไรกัน หมายความว่ายังไงที่บอกว่าเธอมีอะไรในใจ ก็เขานั่นแหละที่บังคับให้เธออยู่ที่นี่ เธอไม่ได้อยากอยู่ที่นี่เลยสักนิด
“หน่วนหน่วน ไปกับแม่นะลูก” อันโหรวพูดพลางเดินไปข้างหน้า และจับมือลูกสาวเอาไว้
อันหน่วนหันหน้าไปด้านหลังแล้วหัวเราะ “คุณลุงจะไม่ไปกับพวกเราเหรอคะ?”
อันโหรวไร้คำพูด รู้สึกว่าลูกสาวถูกเขาหลอกจนหมดสิ้นแล้ว
เขาใช้วิธีอะไรกันแน่ ในเวลาอันสั้นก็สามารถทำให้อันหน่วนติดใจได้แล้ว
ถึงแม้อันหน่วนจะดูเหมือนโง่ แต่เธอมีความระแวดระวังต่อคนแปลกหน้าสูงมาก โดยเฉพาะผู้ชาย การยิ้มให้คนอื่นก็แค่เพื่อมารยาทเท่านั้น
“ลุงไม่ไป แต่ถ้าหนูอยากอยู่เป็เพื่อนลุง ลุงก็ยินดีมาก”
คำพูดของเขาทำให้อันโหรวมองมาอย่างเ็า เขาตั้งใจจะหลอกล่ออันหน่วนให้อยู่ต่อ
ถ้าลูกสาวอยู่ต่อ เธอก็ไปไหนไม่ได้แน่ ๆ!
“คุณจิ่ง พรุ่งนี้ฉันจะเอาแผนงานไปวางไว้บนโต๊ะทำงานของคุณตรงเวลา”
พูดจบ เธอก็บีบแก้มนุ่ม ๆ ของลูกสาวเบา ๆ “ไปกับแม่นะ ป้าจือเสี่ยวอาจจะรอจนร้อนใจแล้ว”
อันหน่วนยื่นปากน้อย ๆ “ตอนแรก พี่ชายขึ้นมากับหนูด้วย แต่ป้าจือเสี่ยวกลับลากเขาเข้าลิฟต์ไปทีหลัง ตอนนี้คงอยู่ข้างล่างแล้ว”
จิ่งเป่ยเฉินทำสีหน้าเคร่งขรึม รู้สึกได้ถึงความผิดปกติอย่างรวดเร็ว
ข้อความที่เลขาหลินส่งมา บอกชัดเจนว่า ส่งเด็กกลับบ้านไปแล้ว
ทำไมตอนนี้ถึงมาโผล่ที่นี่ได้ ทำไมต้องโกหกเขา
เื่ง่าย ๆ แบบนี้ ไม่จำเป็ต้องโกหก หรือว่า...
“คุณลุงขา แม่ไม่อนุญาตให้หนูอยู่กับคุณลุงนะ แล้วเจอกันใหม่ค่ะ!” อันหน่วนโบกมือน้อย ๆ ข้างแก้มมีร่องลักยิ้มสองข้าง มองดูน่ารักมาก
อันโหรวรู้สึกโมโหและแทบจะขาดใจตายกับคำพูดที่ไร้เดียงสาของลูกสาว
“แผนงาน พรุ่งนี้เช้า ตรงเวลา”
“ค่ะ คุณจิ่ง” อันโหรวพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพยิ่งขึ้นเพื่อเว้นระยะห่างจากเขา
จิ่งเป่ยเฉินไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแค่มองเธออย่างเ็า แล้วเดินเข้าห้องไป
เมื่อประตูปิดลง และเงาของใครบางคนหายไปแล้ว เธอจึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอกจริง ๆ สักที
“แม่ กลัวคุณลุงคนเมื่อกี้เหรอคะ?”
เพื่อไม่ให้ลูกสาวต้องเจอกับเขา อันโหรวจึงจำเป็ต้องพูดว่า “แม่กลัวเขา เขาดุมาก หนูอย่าเข้าใกล้เขานะ”
“แต่ว่า…”
“หน่วนหน่วน ฟังที่แม่พูดหน่อยนะ” พูดจบ เธอก็จูงมือลูกสาวเดินไปที่ลิฟต์อย่างรวดเร็ว
ทันทีที่ประตูลิฟต์ปิดลง ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง จิ่งเป่ยเฉินพิงอยู่ที่ขอบประตู ดวงตาของเขาฉายแววลึกล้ำยากจะอธิบาย
เขาดุงั้นเหรอ? เธอกลัวเขางั้นเหรอ?
พอคิดถึงตรงนี้ เขาก็ขมวดคิ้ว และหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรออก
สายเรียกเข้าจากจิ่งเป่ยเฉินในตอนกลางดึก ทำเอาชีเสิ่งเทียนใจนแทบจะลุกขึ้นยืน
“ตอนดึกดื่นแบบนี้ นายไม่ได้อยู่กับสาวน่าเกลียดที่เพิ่งมา...โอ้ ไม่ใช่สิ คุณอัน…”
ยังพูดไม่ทันจบ เขาก็ถูกขัดจังหวะ
“ขอข้อมูลโดยละเอียดของอันอวี้หานก่อนเจ็ดโมงเช้าพรุ่งนี้ ส่งมาที่อีเมลของฉัน”
“เธอมีลูกสองคน อยู่ที่อังกฤษมาห้าปี ทำงานเป็นักวางแผนให้ประธานบริษัททีอี ทำไม มีปัญหาอะไรเหรอ?”
ดวงตาของจิ่งเป่ยเฉินฉายแววลึกล้ำ “นายรู้ได้ยังไงว่าเธอมีลูกสองคน?”
หัวใจของชีเสิ่งเทียนเต้นแรง น้ำเสียงจริงจังขึ้น “พี่ชาย นายคงไม่ได้ตกหลุมรักเธอหรอกนะ ถึงแม้ดวงตาเธอจะเหมือน... แต่นายก็ไม่ควร…”
เขายังพูดไม่ทันจบ จิ่งเป่ยเฉินก็ขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “ฉันให้นายสืบก็สืบไป พูดมากทำไม”
ชีเสิ่งเทียนถอนหายใจ เขารู้นิสัยของจิ่งเป่ยเฉิน “ข้อมูลโดยละเอียดของเธอจะส่งไปที่อีเมลนายพรุ่งนี้”
ตอนนี้ อันโหรวไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังถูกใครบางคนสงสัย
เมื่อเธอพาลูกสาวเดินออกจากลิฟต์ ก็เห็นอันหยางและหลินจือเสี่ยวทันที
สายตาของลูกชายเต็มไปด้วยความเ็า จ้องมองหลินจือเสี่ยว
มองจากด้านข้าง สายตานั้นเหมือนกับ...เขาเป๊ะ
“ป้าจือเสี่ยวรู้ไว้นะ ผมจะขึ้นไปหาแม่ อย่ามาขวางผมอีก”
อันโหรวเห็นความร้อนรนในสายตาของลูกชายเป็ครั้งแรก
เธอจึงรีบเดินเข้าไปหาทันที “หยางหยาง”
เมื่อได้ยินเสียงคุ้นหู ดวงตาของอันหยางก็เปล่งประกายด้วยความดีใจ เขาหันไปมองต้นเสียง แล้ววิ่งไปหาแม่ กางแขนกอดเธอไว้แน่น และพูดด้วยเสียงสั่นเครือ
“แม่ครับ ถึงไม่มีพ่อ ผมก็ปกป้องแม่กับน้องได้”
หลินจือเสี่ยวเห็นแล้วน้ำตาคลอ พยายามควบคุมอารมณ์ไม่ให้ร้องไห้ออกมา
เด็กคนนี้ เติบโตเกินวัย...่เวลาหลายปีที่อยู่ต่างประเทศ คงจะลำบากมากเลยสินะ
ไม่รู้ว่าฝ่าฟันมาได้อย่างไร บางทีการเปลี่ยนแปลงของเพื่อนสนิท อาจจะเป็เพราะเื่นี้ก็ได้
หลินจือเสี่ยวเช็ดขอบตา เดินเข้าไปใกล้ ๆ และพูดยิ้ม ๆ ว่า “โหรวโหรว เธอลงมาได้สักทีนะ ไม่งั้นลูกชายเธอคงจะมาตีฉันแน่ ๆ”
“รู้แล้วละ โชคดีที่หยางหยางไม่ได้ขึ้นไป ไม่งั้นคงอธิบายยากแน่ ๆ”
หลินจือเสี่ยวฮึดฮัด “ไม่จำเป็ต้องขอบคุณฉันก็ได้ แต่พอกลับไปแล้ว ฉันจะสอบปากคำเธออย่างหนักเลย”
อันโหรวผลักเธอเบา ๆ “รู้แล้วน่า พวกเรารีบไปกันเถอะ”
เธอพูดจบก็จูงมือลูกชายด้วยมือซ้าย และจูงมือลูกสาวด้วยมือขวา ก่อนจะพากันเดินออกไป
อันหยางหันหลังกลับไปมองลิฟต์อีกครั้ง ชั้นสิบแปดมีความลับอะไรกัน? แม่ของเขาอยู่กับใครกันแน่? ทำไมถึงไม่อยากให้เขาขึ้นไปขนาดนั้น?
เมื่อทั้งสี่คนเพิ่งจะเดินออกจากประตูใหญ่ของโรงแรมนั่วเทียน ร่างของชายคนหนึ่งก็เดินออกมาจากข้างใน ชายคนนั้นรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาใต้ผมสั้นระดับติ่งหู คิ้วและตาลึกล้ำ
“เป่ยเฉิน คุณอยู่ที่นี่จริง ๆ ด้วย”
เสียงหญิงสาวมีความซุกซนเล็กน้อย เธอใส่กระโปรงสั้นสีแดง ปล่อยผมยาว สวมแว่นกันแดด และสวมรองเท้าส้นสูงสิบเิเ กำลังเดินมาหาเขา
“เป่ยเฉิน” เสียงหญิงสาวหวานเยิ้ม ยกมือขึ้นจะเกี่ยวแขนเขา
“ไสหัวไป” จิ่งเป่ยเฉินพูดด้วยเสียงไม่พอใจ
“ฉันตามหาคุณอย่างยากลำบาก ข่าวลือก็แพร่สะพัดมานานแล้ว เมื่อไรจะจัดแถลงข่าวยอมรับความสัมพันธ์ล่ะ?” หญิงสาวทำหน้าเขินอาย ก้าวเข้ามาใกล้เขาอีกก้าว
มองจากที่ไกล ๆ ทั้งสองคนดูเหมือนจะสนิทสนมกันมาก
ร่างกายแนบชิด สนิทสนมกันจนไม่มีช่องว่าง
ฉากนี้บังเอิญเข้าไปอยู่ในสายตาของ ‘อันโหรว’ ที่อยู่ในรถพอดี