เย่วชิงเอื้อมมือไปเปิดม่านหน้าต่างรถม้าออกแววตาคู่งามสอดส่องทิวทัศน์ข้างทาง มีต้นไม้ให้ร่มเงา ลมพัดกระทบใบหน้าเบา ๆ รู้สึกเย็นสบายมองเห็นสิ่งปลูกสร้างบ้านเรือนของผู้คน และชาวบ้านที่เดินสัญจรผ่านไปผ่านมา
“ นั่งดี ๆ อย่าซน เดี๋ยวก็ได้ตกลงไปเจ็บ ” โจวหยางิเอ่ยเตือนร่างบางที่เริ่มซนเป็เด็กอยู่ไม่นิ่งยื่นหน้าออกไปข้างนอกหน้าต่าง
“ ไม่ตกหรอก ” มือเรียวเล็กกุมขอบหน้าต่างแน่นจะตกได้ยังไงเขาโตแล้วนะไม่ใช่เด็ก พูดเหมือนกับว่าเขาเป็เด็กไปได้
“ โอ๊ะ! ”
รถม้าสะดุดกับก้อนหินก้อนใหญ่ทำให้เย่วชิงหงายหลังไปชนกับร่างสูงโชคดีที่โดนไม่แรงนัก เลยไม่เจ็บมาก แขนแกร่งรวบเอวบางไว้ในอ้อมกอดแล้วมองใบหน้าหวานนิ่งประมาณว่าเป็อย่างไรล่ะบอกแล้วไม่เชื่อเย่วชิงจึงได้แต่ส่งยิ้มแหย ๆ ไปให้
“ ข้าบอกว่ายังไง ” พูดดี ๆ ไม่ชอบต้องให้ดุอยู่เรื่อย ความจริงโจวหยางิไม่อย่าจะดุร่างบางเลย แต่ถ้าไม่เจอกับตัวก่อนก็จะไม่ยอมทำตาม
“ ข ขอโทษ ” คนที่ดื้อไม่ฟังเอ่ยน้ำเสียงอ่อย ใบหน้าสลด ปากอวบอิ่มแบะลง
อื้อกลัวแล้วครับ อย่าดุข้าได้หรือไม่ท่านองค์รัชทายาท
คนเขาสำนึกผิดไม่ทันแล้วเนี้ย
“ คราวหลังอย่าทำแบบนี้อีก เข้าใจหรือไม่ ”
“ ไม่ทำแล้ว ไม่โกรธกันนะ ” ช้อนตามองอย่างออดอ้อน
เห้ออ้อนขนาดแล้วแบบนี้ใครมันจะไปโกรธลง ร่างสูงได้แต่เหนื่อยใจที่ตนเองไม่สามารถชนะร่างบางได้
ระยะทางไปตลาดไม่ไกลมากเพียงหนึ่งเค่อ( 15 นาที ) ก็ถึงจุดหมาย คนขับรถม้าจอดรถที่หน้าโรงเตี้ยมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งผ้าม่านด้านในถูกเปิดออก โจวหยางิก้าวลงจากรถม้าก่อนจะยืนมือไปรับคนที่อยู่ด้านใน มือเรียวเล็กจับมือหนาเอาไว้แน่นก้าวลงขั้นบันไดจากรถม้าอย่างช้า ๆ
ดวงตากลมโตสีน้ำเงินกวาดสายตามองไปรอบๆ รอยยิ้มสดใสจุดบนใบหน้ามือเล็กที่จับกับร่างสูงอยู่ก็เขย่าเบา ๆอย่างตื่นเต้น จนโจวหยางิอดส่ายหน้าระอาให้กับความเป็เด็กของเ้าตัวแล้วไหนคนที่บอกว่าโตแล้ว เขาเห็นแต่เด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น
“ ไปกันเถอะ ป่านนี้แม่ทัพหานเจี้ยกับรองแม่ทัพเซี่ยหลิวคงมาถึงกันแล้ว ”
“ ท่านชวนทั้งสองคนมาด้วยหรือ ” ทำไมเขาไม่เห็นรู้เื่เลยไปชวนกันตอนไหนนะ
“ อืม ข้าให้พวกเขาจองโต๊ะไว้ให้แล้ว ทานอาหารเสร็จค่อยไปเดินเล่นในตลาด ”
ทั้งสองคนเดินเข้าไปในโรงเตี้ยมเถ้าแก่เ้าของร้านก็เดินออกมาต้อนรับองค์รัชทายาททันทีซึ่งเป็ที่รู้จักกันดีของผู้คนแถวนี้ เพราะเ้าตัวมักจะออกมาเดินตรวจตราความเป็อยู่ของชาวบ้านและมักจะแวะมานั่งทานอาหารที่นี่อยู่เป็ประจำ
“ คารวะองค์รัชทายาทพะยะค่ะ ท่านแม่ทัพจองโต๊ะไว้แล้ว เชิญพระองค์ตามกระหม่อมมาทางนี้” เถ้าแก่เอ่ยพลางลอบสังเกตชายหนุ่มหน้าหวานที่มาด้วยอย่างใคร่สงสัย แต่ก็ต้องเก็บความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้
ชาวบ้านที่มานั่งทานอาหารภายในโรงเตี้ยมต่างหันมองร่างบางที่เดินตามหลังองค์รัชทายาทเป็ตาเดียวแต่พอมองให้ดีจะเห็นว่ามือนั้นถูกจับกุมโดยร่างสูงพวกเขาคิดว่าน่าจะเป็พระชายาที่เล่าลือกันในงานเลี้ยงชมสวนดอกไม้เมื่อไม่กี่วันก่อน
ไม่คิดว่าจะมีใบหน้าที่งดงามล่มเมืองได้ถึงเพียงนี้
สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นจริงๆ
เถ้าแก่พาทั้งสองคนไปยังชั้นสองของโรงเตี้ยมตรงระเบียงโต๊ะที่จองไว้ซึ่งมีชายหนุ่มสองคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว โต๊ะของพวกเขาอยู่ห่างจากโต๊ะอื่นอยู่มากเพราะ้าความเป็ส่วนตัว
“ คารวะองค์รัชทายาท คาวระพระชายา ”
“ ตามสบายเถอะ ”
“ พวกท่านมานานแล้วหรือ ” เย่วชิงเอ่ยถามทันทีที่นั่งลง
“ พวกกระหม่อมพึ่งมาถึงก่อนหน้านี้ไม่นาน กระหม่อมได้สั่งอาหารไว้แล้วพระชายาอยากจะสั่งอะไรเพิ่มอีกหรือไม่ ” ท่านรองแม่ทัพจ้าวเซี่ยหลิวเอ่ยเย่วชิงจึงหันไปมองหน้าชายหนุ่มข้างกายเพราะเขาไม่รู้ว่าจะสั่งอะไร
“ เอาอาหารมาเพิ่มสัก 2-3 อย่างก็พอ ” โจวหยางิ บอกกับเถ้าแก่ของโรงเตี้ยม
“ โปรดรอสักครู่ กระหม่อมจะไปบอกให้คนยกมาให้ ” เถ้าแก่เอ่ยแล้วขอตัวเดินออกไป ไม่นานอาหารก็ถูกนำมาวางไว้เต็มโต๊ะ
“ ว้าว! น่าทานทั้งนั้นเลย ” น้ำเสียงสดใสจากร่างบางดังขึ้นในมือของเย่วชิงหยิบตะเกียบเตรียมจะทานแล้ว พอเห็นอาหารแล้วท้องก็ร้องขึ้นมา
“ เริ่มทานกันเถอะ ”
ร่างบางชิมอาหารทุกจานพยักหน้าพอใจอันไหนอร่อยก็คีบมาใส่ถ้วยตัวเองแล้วก็คีบให้โจวหยางิได้ทานของที่อร่อยด้วย ปากเรียวเล็ก ๆ ขยับเคี้ยวอาหารแก้มคุ้ยๆ ไม่หยุด
จนร่างสูงทั้งสามคนที่เห็นเ้าตัวทานอย่างมีความสุขก็พลอยรู้สึกไม่กล้าทานอาหารบนโต๊ะกลัวว่าจะไปแย่งร่างบางแล้วจะทานไม่อิ่มเอา มือหนาดันจานที่เห็นว่าเย่วชิงชอบให้ไปใกล้ๆ แล้วเลือกทานจานอื่นแทน
โจวหยางิพอเห็นว่าร่างบางชอบจานไหนก็คีบใส่ถ้วยข้าวให้ไม่ขาดเย่วชิงเพียงคีบใส่ปากตัวเองเท่านั้น จนเขาลืมไปว่าตนเองไม่ได้คีบกับข้าวเองแล้ว
“ ตู่พิงอันคารวะทุกท่าน ช่างบังเอิญจริง ๆ ที่วันนี้ได้พบกับพวกท่านที่นี่” เสียงหวานจากหญิงสาวดังขึ้นขณะที่ทุกคนกำลังนั่งทานอาหารกันอยู่
ด้านตู่ถิงอันนางยังไม่ได้เดินทางกลับแต่ยังพักอยู่ที่เมืองหลวงต่อ เมื่อได้ข่าวว่าองค์รัชทายาทมาที่โรงเตี้ยมแห่งนี้ก็รีบเดินทางมาเพื่อหวังจะได้เจอ
“ คุณหนูอัน ”
“ ท่านรองแม่ทัพจ้าว พวกท่านกำลังทานอาหารกันหรือถ้าไม่เป็การรบกวนจนเกินไป ข้าขอร่วมวงด้วยจะได้หรือไม่เ้าค่ะ ” ตู่ถิงอันเอ่ย
ทุกคนจึงหันไปมองหน้าองค์รัชทายาทที่มีตำแหน่งสูงสุดเพื่อขอความเห็นแต่อีกฝ่ายกลับไม่สนใจทำเหมือนว่าไม่ได้ยิน จ้าวเซี่ยหลิวเองก็ไม่กล้าที่จะอนุญาตหรือปฏิเสธจึงทำได้เพียงนิ่งเงียบ
“ องค์รัชทายาทเพค่ะ โต๊ะที่ร้านเต็มหมดแล้วหม่อมฉันขอนั่งด้วยนะเพค่ะหวังว่าพระองค์จะไม่รังเกียจ ” เมื่อเห็นว่าท่านรองแม่ทัพไม่ตอบนางจึงเปลี่ยนเป้าหมายใหม่
รังเกียจใครไม่รังเกียจเขานี้แหละรังเกียจเย่งชิงอยากจะบอกออกมาให้นางได้ยินเหลือเกินว่าเขาไม่อยากให้นั่งด้วย
อืมแล้วขอทีเถอะ พูดมาได้ เขาหันไปมองรอบ ๆ เห็นมีโต๊ะว่างเยอะแยะ โต๊ะเต็มเหรอใช่ที่ไหนกัน นี้มันโกหกกันซึ่งหน้าชัด ๆ เย่วชิงได้แต่กรอกตามองบน นางเอาตาส่วนไหนดูว่าโต๊ะในร้านมันเต็มกัน
“ เอ่อ ข้าว่าคุณหนูอันน่าจะกินผักบุ้งบ้างนะ ”
เย่วชิงอดที่จะพูดแหวะไม่ได้เขามองคุณหนูตู่ผู้นี้ที่ส่งสายตาหวานเยิ้มใส่โจวหยางิที่นั่งข้างเขาจนเขาเองก็รู้สึกหมั่นไส้ร่างสูงแทนที่มีหญิงสาวมาแสดงตัวว่าชอบมากอย่างนี้
หึเสน่ห์แรงจริง ๆ
“ หม่อมฉันไม่ค่อยชอบทานสักเท่าไหร่ ”
“ อ้อ ถึงว่า... ” เย่วชิงเอ่ยเพียงเท่านั้นแล้วพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ ทำไมหรือพะยะค่ะ ” ท่านรองแม่ทัพจ้าวเซี่ยหลิวเอ่ยถามอย่างสงสัยไม่เข้าใจว่าพระชายาบอกให้กินผักบุ้งทำไม เขาก็เคยกินอยู่นะ
“ ท่านรองแม่ทัพไม่รู้หรอกหรือ กินผักบุ้งช่วยบำรุงสายตาทำให้สายตาดีข้าเห็นว่าคุณหนูตู่อายุยังน้อยแต่สายตากลับฝ่าฟางมองอะไรไม่ค่อยเห็นจึงไม่เห็นว่ามีโต๊ะว่างอยู่มากมาย แต่กลับบอกว่าโต๊ะเต็มแล้ว ข้าล่ะสงสารนางจริง ๆ” เอ่ยเสร็จก็ทำท่าทางเห็นอกเห็นใจต่อหญิงสาว
“ ยังสาวอยู่แท้ ๆ แต่มีสายตาราวกับสาวแก่ ”
ตู่ถิงอันที่ได้ยินก็สีหน้าแดงก่ำไม่รู้ว่าเป็เพราะโกรธหรืออายที่เย่วชิงพูดกันแน่ จิกมือแน่น จ้องมองเย่วชิงเขม็งนางทำได้เพียงกรีดร้องอยู่ภายในใจ
“ พระชายาไม่เห็นต้องพูดจารุนแรงทำร้ายจิตใจหม่อมฉันแบบนี้เลยหม่อมฉันเข้าใจว่าพระองค์คงจะไม่เต็มใจที่จะให้กระหม่อมฉันนั่งร่วมโต๊ะด้วย ”ตู่ถิงอันเอ่ยเสียงดังขึ้นให้คนรอบข้างได้ยิน คล้ายว่าตนเองกำลังถูกรังแก
คนที่เห็นต่างก็รู้สึกสงสารเห็นใจ นางเป็เพียงหญิงสาวตัวเล็ก ๆ จะไปสู่กับคนมีอำนาจได้อย่างไรชาวบ้านเริ่มมองเย่วชิงในแง่ร้าย เป็บุรุษแต่รังแกหญิงสาวที่อ่อนแอกว่าได้อย่างไร
“ แม้ว่าพระองค์จะมีตำแหน่งเป็ว่าที่พระชายาแต่ก็ไม่ควรใจแคบแบบนี้หม่อมฉันเพียงขอร่วมโต๊ะเท่านั้น ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น พระองค์อย่าได้หึงหวงไปเลยในอนาคตองค์รัชทายาทจะต้องแต่งให้กับหญิงสาวอีกมากมายท่านต้องมีความอดทนให้มากกว่านี้นะเพค่ะ ”
“ แต่งงานหรือ ” เย่วชิงเลิกคิ้วถามพลางมองหน้าคนที่พึ่งถูกกล่าวถึงในบทสนทนา
“ หึ ใช่แล้ว พระองค์คงไม่คิดว่าบุรุษจะให้กำเนิดทายาทให้แก่องค์รัชทายาทได้หรอกนะเพค่ะ” ตู่ถิงอันยกยิ้มเหลือกว่า บุรุษหรือจะมาสู้สตรีอย่างนางได้ยังไง
ไม่ใช่แค่เย่วชิงที่ไม่พอใจกับคำพูดนี้ของตู่ถิงอัน แต่ชายหนุ่มอีกสามคนที่นั่งอยู่ด้วยก็ไม่พอใจเช่นนั้น
“ คุณหนูตู่ ” ท่านแม่ทัพหยางหานเจี้ยเอ่ยน้ำเสียงติดเ็า
“ ข้าต้องขออภัยท่านแม่ทัพหยางด้วยที่ต้องเอ่ยออกไปตรง ๆ เช่นแม้พระชายาจะเป็น้องชายของท่านแม่ทัพที่ควบคุมกองกำลังทหารหลายพันนาย แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเื่นี้ไปได้” นางกล่าวเช่นนี้ก็หมายความว่าที่องค์รัชทายาทจะแต่งงานกับเย่วชิง เพียงเพราะ้ากองกำลังทหารของท่านแม่ทัพหยางเท่านั้น
“ ใครบอกเ้าว่าเปิ่นหวางจะแต่งให้ผู้อื่นเปิ่นกวางจะแต่งกับเย่วชิงคนเดียวเท่านั้น ” โจวหยางิเอ่ยเสียงเรียบปนเ็าพร้อมกับจับมือเรียวเล็กของเย่วชิงเอาไว้ เขาไม่คิดจะแต่งกับใครทั้งนั้น
แม้ว่าเย่วชิงจะกำเนิดทายาทให้เขาไม่ได้ก็ยังมีน้อง ๆของเขาอยู่ชายหนุ่มจะแต่งตั้งใครขึ้นมารับตำแหน่งต่อจากตนเองเอาก็ได้ร่างบางมองมือที่จับก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมา เขาไม่ได้โดดเดี่ยวแต่ยังมีร่างสูงที่อยู่ข้างกายเขา
“ แล้วผู้ใดจะมาเป็องค์รัชทายาทผู้สืบทอดคนต่อไปล่ะเพค่ะพระองค์จะปล่อยให้ราชวงศ์ต้องจบสิ้นลงเพียงเท่านี้หรือ ”นางจะไม่มีวันยอมให้ทุกอย่างจบลงไปแบบนี้แน่บุตรชายของนางจะต้องได้เป็องค์รัชทายาท และขึ้นเป็ฮ่องเต้คนต่อไป
“ เื่นั้นเปิ่นหยางต้องให้เ้ามากังวลแทนด้วยหรือ ”ตู่ถิงอันคงลืมไปว่าพูดอยู่กับใครและกำลังลุกล้ำเส้นที่ขีดไว้ในเื่ที่ไม่ควรเอ่ย
“ หม่อมฉันเพียงเป็ห่วงเท่านั้น ไม่อยากให้ใครมองพระชายาในทางไม่ดี เพราะไม่ยอมให้พระองค์มีบุตรกับสตรีนางอื่น”
โจวหยางิไม่สนใจว่าตู่ถิงอันจะพูดอะไรต่อครั้งก่อนนางก่อเื่ไว้กับเย่วชิง เขาก็ปล่อยไปเพราะเย่วชิงรับมือได้ ครั้งนี้นางยังพูดจาน่ารังเกียจตำหนิเย่วชิงต่อหน้าเขาเื่ที่เย่วชิงไม่สามารถกำเนิดบุตรได้ หากใครจะกล่าวโทษก็ให้โทษที่เขาแทนเื่นี้เขาคิดมาดีแล้ว ราชวงศ์โจวจะไม่สิ้นสุดอยู่ที่เขาแน่นอน
“ พวกเ้าสองคนจับตัวคุณหนูของเ้าไว้ ”ร่างสูงชี้นิ้วไปยังบ่าวรับชายที่มีร่างกายกำยำทั้งสองมองหน้ากันไม่รู้ว่าควรทำตามหรือไม่ คนหนึ่งก็เ้านายอีกคนหนึ่งก็เป็ถึงองค์รัชทายาท
“ เหตุใดจึงยังช้าอยู่ ไม่ได้ยินที่เปิ่นหวางสั่งหรือ ” น้ำเสียงทุ้มติดเ็าเอ่ยขึ้นจนคนฟังตัวสั่นกลัว
“ พะยะค่ะ ”
“ หยุดนะ อย่ามาจับตัวข้า เอามือสกปรกของพวกเ้าออกไปจากตัวข้านะ ”ตู่พิงอันปัดป้องมือ แต่ก็สู้แรงบุรุษมีรูปร่างกำยำแข็งแรงไม่ได้นางถูกจับล็อกแขนไว้ทั้งสองข้าง ดิ้นยังไงก็ดิ้นไม่หลุด
“ ข้าจะสั่งให้ท่านพ่อโบยพวกเ้าทั้งสองคน แล้วขายสู่ทอดตลาดทาสให้หมดปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ ” ตวาดเสียงดังโวยวายจนลืมไปว่ามีผู้คนจับจ้องมาที่นางอยู่ไม่ได้เก็บภาพลักษณ์คุณหนูที่แสนอ่อนโยนเอาไว้
“ เ้าตบปากนางจนกว่าเปิ่นหยางจะบอกให้หยุด ” เขาจำได้ว่านางคือสาวรับใช้ที่อยู่ข้างกาจนตู่ถิงอันในงานเลี้ยง
“ หม่อมฉันไม่กล้าทำเพค่ะ หากทำเช่นนั้นหม่อมฉันต้องตายแน่ ๆ ” สาวใช้นั่งคุกเข่าลงพลางตอบเสียงสั่น
“ จิ้งหู ”
สิ้นสุดเสียงขององค์รัชทายาทเงาดำเคลื่อนกายผ่านเกิดลมพัดเล็กน้อย จากนั้นก็ปรากฎชายหนุ่มในชุดสีดำใบหน้าหล่อเหล่านั่งคุกเข่าชันขาข้างหนึ่งไว้
“ คารวะองค์รัชทายาท เรียกกระหม่อมมามีอะไรให้รับใช้หรือพะยะค่ะ ”
“ ตบปากนาง อย่าได้ออมมือแม้แต่นิดเดียว ”
“ พะยะค่ะ ” คนเอ่ยมีใบหน้าติดรอยยิ้มยียวนเขาคันไม้คันมืออยากจะสั่งสอนนางตั้งนานแล้ว
หึบังอาจมาดูถูกพระชายาที่เคารพของเขา นางได้ศพไม่สวยแน่งานนี้
“ อย่าเข้ามานะ องค์รัชทายาททำกับหม่อมฉันแบบนี้ไม่ได้นะเพค่ะ ”สบัดแขนที่ถูกจับกุม ทว่ากับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
เพียะเพียะ
เสียงกระทบเนื้อเสียงดังฟังชัดจนทุกคนที่อยู่รอบข้างได้ยินต่างยกมือขึ้นมากุมใบหน้าตัวเองด้วยรู้สึกเจ็บแทนใบหน้าสวยของหญิงสาวหันตามแรงตบ มีรอยแดงรูปนิ้วมือปรากฎบนใบหน้าขาวของตู่ถิงอัน
“ โอ๊ย! อึก โอ๊ย องค์รัชทายาท ช่วย อึก หม่อมฉันด้วยเพค่ะ พระชายาทำไมท่านถึงได้โหดร้ายทำกับหญิงสาวอย่างหม่อมฉันเยี่ยงนี้” แม้ว่าจะเจ็บนางก็ยังไม่วายโยนความผิดให้กับเย่วชิงทั้งที่คนสั่งคือองค์รัชทายาทตู่ถิงอันคิดว่าเื่ที่เกิดขึ้นเป็เพราะเย่วชิงทำให้นางต้องเป็อย่างนี้
“ หุบปาก! ไม่มีใครจะช่วยเ้าได้หรอกคุณหนูตู่ ” จิ้งหูเอ่ยเสียงเหี้ยมคิดว่าองค์รัชทายาทยังจะช่วยเ้าอีกหรือ ทั้งที่เ้าพึ่งใส่ร้ายพระชายาไป
นางช่างเป็ตัวโง่งมยิ่งนัก
แรงของจิ้นหูนั้นมากกว่าชายหนุ่มปกติเพราะมีวรยุทธ์ทำให้ใบหน้าของตู่พิงอันบูดบวมจนมองไม่ออกว่าเป็ใคร
“ เ้าเห็นแล้วใช่หรือไม่ เปิ่นหวางสั่งให้เ้าทำแต่เ้าไม่ทำ ผลถึงออกมารุนแรงกว่าที่คิด” สายตาคมปนเ็ามองไปยังสาวใช้ที่นั่งร้องไห้ตัวสั่นเทาเพราะรู้สึกดดันและกลัวตาย
ในขณะที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนั้นมีอยู่ผู้หนึ่งที่ไม่ทุกข์ร้อนกลับนั่งคีบอาหารเข้าปากอย่างสบายใจ พลางมองเหตุการณ์ตรงหน้าไปด้วยประหนึ่งว่าตนเองกำลังนั่งทานข้าวในห้องพร้อมกับเปิดโทรทัศน์ดูซีรีย์ไปด้วยอย่างไงอย่างนั้น
“ อ่า อิ่มจัง ” เย่วชิงลูบท้องที่ป่องต่างจากเดิมเล็กน้อย
กริบ
เกิดความเงียบปกคลุมชั่วขณะจิ้งหูถึงกลับยกมือที่จะตบตู่ถิงอันค้างไว้ สายตาทุกคู่หันมองไปยังร่างบางที่ส่งยิ้มจนแก้มปริมาให้เขาจะฆ่ากันตายอยู่แล้วแต่อีกฝ่ายยังนั่งทานอาหารได้โดยไม่คิดว่าช่วย ทุกคนถึงกับพูดไม่ออกกันเลยทีเดียว
ในความคิดของทุกคนคือพระชายาเย่วชิงช่างโเี้ยิ่งนักสมแล้วที่คู่กับองค์รัชทายาท
“ อึก พระชายาใยท่านยังนิ่งเฉย คนอื่นเดือดร้อนก็เพราะพระองค์ ยังมีอารมณ์มาทานอาหารอีกหรือ” ตู่ถิงอันเดือด นางเจ็บขนาดนี้แต่ร่างบางยังมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นราวกับไม่ได้รู้สึกผิดอะไร
“ หืม คุณหนูตู่พูดถึงเื่อะไร เปิ่นหวางเฟยยังไม่ได้ทำอะไรเ้าเลยนะเปิ่นหวางเฟยก็นั่งทานอาหารอยู่ตรงนี้ดี ๆ ” เอียงคอถามด้วยสายตาใสซื่อไร้เดียงสา
ในอกของตู่ถิงอันร้อนระอุอยากจะเข้าไปกระชากร่างชายหนุ่มให้ขาดนางพูดขนาดนี้แล้วยังไม่เข้าใจอีก อาการเจ็บบนใบหน้าแปล๊บเข้ามาเมื่อนางขยับใบหน้ามากมือคลำดูพบว่าใบหน้าที่เคยเรียวสวยบูดบวมกลมไปทั่วใบหน้าซีกหนึ่งชาจนนางไม่รู้สึกเจ็บ
“ บ ใบหน้า ของ ข้า ”
“ คุณ คุณหนูเ้าค่ะ ใจเย็น ๆ ก่อนนะเ้าค่ะ ” สาวใช้เอ่ยอย่างกล้า ๆ กลัว ๆหากเป็นางก็ไม่อาจทนรับสภาพใบหน้าที่ดูอัปลักษณ์เช่นนี้ได้ แล้วคุณหนูที่รู้ว่าใบหน้าที่สวยงามได้หายไปจะเสียใจแค่ไหน
“ ไม่ กรี๊ด ” ตู่ถิงอันคุมสติไม่ไหวอีกต่อไป นางไม่อยากให้ใครเห็นใบหน้านี้ยิ่งเป็บุรุษในใจของนางก็ยิ่งแล้วใหญ่
นางจะไม่ยอมให้องค์รัชทายาทหรือผู้ใดได้เห็นใบหน้านี้เมื่อนางถูกปล่อยเป็อิสระแล้วก็รีบยกแขนเสื้อป้องหน้าเอาไว้ แต่ก็สายไปแล้วทุกคนในที่นี่เห็นใบหน้าของนางหมดแล้วถ้าไม่ใช่เพราะเย่วชิงนางก็คงไม่ต้องเจอเื่แบบนี้หากมีผู้ใดมาเห็นเข้าแล้วนางจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนใบหน้าที่สวยงามและเป็ความภาคภูมิใจของนางมันถูกทำลายจนหมดสิ้นแล้ว
“ หนวกหูจริง ช่วยเงียบหน่อยได้หรือไม่ หูเปิ่นหวางเฟยจะแตกอยู่แล้ว ” เอามือปิดหูทั้งสองข้างไว้พร้อมกับมองตู่ถิงอันด้วยสายตาเรียบนิ่ง
“ เ้า! ” คราวนี้ตู่ถิงอันถึงกับทนไม่ได้ที่เห็นท่าทางสะใจของร่างบาง ลุกขึ้นจะเดินไปหาแต่ถูกขวางเอาไว้
“ เข้ามาสิ ถ้าเ้าอยากจะโดนอีก ” จิ้นหูเอ่ยอย่างท้าทายพร้อมกับยกมือขึ้น
“ กรี๊ด ”
ตู่ถิงอันได้แต่กรี๊ดร้องออกมาอย่างเ็ปที่ไม่สามารถทำอะไรได้เมื่อเห็นชายร่างสูงในชุดสีดำยืนตรงหน้าความกลัวก็แล่นผ่านสมอง
“ พาคุณหนูของพวกเ้ากลับไปได้แล้ว เดี๋ยวคนอื่นที่มาทานอาหารในร้านจะทานไม่ลงเพราะเสียงร้องโหยหวนของนางกันพอดี ” เย่วชิงเอ่ย
บ่าวรับใช้ที่ได้ยินก็รีบพาเ้านายกลับทันทีตอนนี้คนเริ่มมุงดูคนเยอะ ตู่ถิงอันรู้สึกตัวก็อับอายไม่กล้าสู้หน้าผู้ใดสั่งให้คนบังตัวนางเอาไว้ แล้วรีบเดินจากไป
“ เห้อ ค่อยสบายหูหน่อย ” ร่างบางเอามือที่ปิดหูออก
ความสงบกลับมาอีกครั้งจากนั้นทุกคนก็ตกลงกันว่าจะไปเดินตลาดกัน โดยเพิ่มจิ้งหูมาด้วยหนึ่งคน เ้าตัวไม่ยอมกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองมาเดินพูดจ้ออยู่ข้างร่างบางคอยแนะนำว่าสิ่งไหนอร่อยไม่อร่อย
ส่วนองค์รัชทายาทก็มีหน้าที่คอยจ่ายเงินท่านแม่ทัพ หยางและท่านรองแม่ทัพจ้าวก็คอยเดินตามหลังมาเงียบ ๆ
เย่วชิงสนุกกับการเดินชมตลาดมากมีร้านค้ามากมายและของให้เลือกซื้อหลายรูปแบบ ร่างบางเดินเข้าออกทุกร้านไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยจนคนที่ตามมาถึงกับหายใจหอบเพราะต้องรีบเดินให้ทัน
“ หยางิ ท่านว่ากลิ่นไหนหอมกว่ากัน ” ชูถุงหอมขึ้นส่งให้ร่างสูงดมมีกลิ่นดอกไม้หอมอ่อน ๆ กับกลิ่นลูกท้อหอมหวานละมุนเขาเลือกไม่ถูกว่าจะเอาแบบไหนดี
“ หอมทั้งสอง แต่ข้าชอบกลิ่นนี้มากกว่า ” ชี้ไปที่ถุงด้านขวากลิ่นลูกท้อถ้าอยู่บนตัวร่างบางก็คงจะดี แต่ถึงแม้จะไม่ใช้ถุงหอม กลิ่นกายจากอีกฝ่ายก็หอมอยู่แล้ว
“ งั้นข้าถุงนี้ ท่านจ่ายให้ด้วยนะ ไว้ข้ามีเงินแล้วค่อยคืน ”เย่วชิงนำถุงหอมมาห้อยเอวเอาไว้
“ หึ ไม่ต้องคืนหรอก เงินสามีก็เหมือนเงินภรรยา ” ร่างสูงยกยิ้มมุมปากดวงตาฉายแววเ้าเลห์ก่อนจะเอ่ยกระซิบข้างหูร่างบางเบา ๆ
“ ข้าไปดูร้านอื่นต่อดีกว่า ” เอ่ยเสร็จก็ลากแขนจิ้งหูที่อยู่ข้าง ๆ ใบหน้าหวานแดงระเรื่อรีบสาวเท้าไปข้างหน้า ไม่กล้าสบตากับร่างสูง
คนอะไรจีบได้ทุกเวลาในตลาดคนเยอะแยะยังจะไม่หยุดอีก เ้าตัวไม่อายคนอื่นแต่เขาอายเป็นะ เมื่อครู่เขาเห็นท่านแม่ทัพหยางหานเจี้ยกับท่านรองแม่ทัพจ้าวเซี่ยหลิวยิ้มล้อด้วย
“ โอ๊ะ พระชายาเดินช้า ๆ หน่อยพะยะค่ะ กระหม่อมเดินตามไม่ทัน ”
“ ขอโทษที ” ร่างบางหยุดเดินแล้วหันมาขอโทษจิ้งหูสายตาเหลือบไปเห็นร้านขายถังหูลู่พอดี เลยชวนชายหนุ่มไป
“ ถังหูลู่จ้า ถังหูลู่ คุณชายเอาถังหูลู่หรือไม่เ้าค่ะ ” แม่ค้าเอ่ยถาม
“ ข้าเอาสี่ไม้ จิ้งหูเ้าเอาด้วยหรือไม่ ” เย่วชิงหันมาถามองครักษ์เงาข้างกาย
“ ท่านป้าของข้าเอาสิบไม้ ” จิ้งหูชอบทานของหวานอยู่แล้ว ซื้อเยอะ ๆ จะได้เอาไปฝากคนอื่นด้วยวันนี้เขาทิ้งงานแล้วมาเที่ยวเลยต้องซื้อของไปตอบแทนเสียหน่อย
“ ได้ ๆ รอแปบหนึ่ง ”
เย่วชิงมองหาคนจ่ายเงินก็เห็นร่างสูงทั้งสามกำลังเดินมาทางตนโบกมือไปมาแสดงตัวว่าเขาอยู่ตรงนี้
“ ได้แล้วจ๊ะ ขอบคุณที่มาอุดหนุนเ้าค่ะ ”
จิ้งหูรับถังหูลู่มาถือไว้แล้วจ่ายเงินทั้งหมดยืนรอหน้าร้านกว่าทั้งสามจะเดินมาถึง ร่างบางเห็นคนใส่ชุดเก่าผมเผ้ารุงรังนั่งขอทานก็แปลกใจ ไม่คิดว่ายุคนี้ก็มีด้วย
“ จิ้งหูข้าขอยืมเงินหน่อยสิ เดี๋ยวคืนให้ ”
“ พระชายาจะซื้ออะไรอีกหรือพะยะค่ะ ” จิ้งหูถามเขาเห็นของในมือก็มีหลายอย่างแล้ว
“ อ่อเปล่าหรอก ข้าจะเอาไปให้ขอทานตรงนั้น ”ชี้นิ้วไปที่ขอทานที่นั่งอยู่หน้าร้านแห่งหนึ่งจิ้งหูจึงยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้กับร่างบาง
“ เ้ารออยู่ตรงนี้นะ เดี๋ยวข้ามา ”
“ ให้กระหม่อมเดินไปด้วยดีหรือไม่ ”
“ ไม่ต้องหรอก ข้าไปคนเดียวได้ ” เขาไปแค่นี้เองไม่จำเป็ต้องตามไปกันถึงสองคนเอาไปให้เสร็จก็กลับ
ร่างบางเดินจากไปพวกโจวหยางิก็เดินมาถึงร้านถังหูลู่ก็เห็นว่าจิ้งหูยืนอยู่ผู้เดียวแต่ไร้วี่แววของอีกคน
“ พระชายาไปไหน ” โจวหยางิถาม
“ ทางนั้นพะยะค่ะ ”
เมื่อมองไปทิศทางที่องครักษ์หนุ่มบอกก็เห็นร่างบางลุกขึ้นยืนหันมาสบตากับเขาพอดี รอยยิ้มบางปรากฎบนใบหน้าของทั้งสองคนเย่วชิงกำลังเดินมาหาร่างสูง แต่อยู่ ๆ ก็มีคนเดินมาบังกายของร่างบางเอาไว้จนโจวหยางิมองไม่เห็นพริบตาเดียวจู่ ๆ เย่วชิงก็หายไปจากสายตามองเขา
“ เย่วเอ๋อร์ ”