บทที่ 12 ผู้ต้องสงสัย
“คุณจะหย่าไม่ได้ มันจะทำให้ฉันยากจน” กู้ไป๋เหยี่ยมองเธอด้วยความแปลกใจ การหย่าร้างของพวกเขาจะเกี่ยวข้องกับเธอได้อย่างไร มันไม่เห็นความเกี่ยวข้องกันสักนิด
…เื่ที่ผู้หญิงคนนี้จะยิ่งจนลงไปอีก ถ้าเขาหย่ากับเมียตัวเอง มันเกี่ยวข้องกันตรงไหน? มองยังไงก็มองไม่เห็นความเกี่ยวข้องสักนิด กู้ไป๋เหยี่ยมองโม่เชียนราวกับมองคนโง่
“ครอบครัวของเธออยู่ที่ไหนเนี่ย ฉันจะเอาเงินไปขอให้พวกเขาพาเธอไปโรงพยาบาลจิตเวชเพื่อตรวจสมองซะหน่อย”
“ครอบครัวฉันก็คุณไง ฉันไม่ได้บอกไปแล้วเหรอว่าฉันคือน้องสาวของคุณ” โม่เชียนตอบอย่างจริงจัง หลังจากพูดอย่างนั้น เธอก็กลอกตาแล้วพูดเสริมว่า
“ฉันเป็คนจิตใจดีและฉลาดมากเลยนะ”
“...” กู้ไป๋เหยี่ยไม่มีอะไรจะพูด ไม่รู้เหมือนกันว่าสมองซีกไหนของเขาที่มีปัญหา ทำให้เขาพาผู้หญิงคนนี้กลับมาที่นี่ด้วย กู้ไป๋เหยี่ยหันกลับไปและ้าอยู่ห่างจากผู้หญิงไม่ปกติคนนี้ แต่ก่อนที่เขาจะก้าวไปข้างหน้า เขากลับได้ยินเสียงเคาะประตูดังมาจากลานบ้าน
ความเงียบงันของค่ำคืนในชนบทถูกทำลายลงอย่างกะทันหัน… นี่มันเลยเที่ยงคืนแล้วใครมากันอีก แต่ทันใดนั้นกู้ไป๋เหยี่ยก็นึกถึงอะไรบางอย่างได้ ตอนนี้ความคิดทั้งหมดของเขาอยู่ที่ฝูเสวี่ยและเขาก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเธอ
อาจเป็ฝูเสวี่ยที่อยู่นอกประตู เพราะหญิงสาวกับเฉียวเหอก็รู้จักกัน เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ กู้ไป๋เหยี่ยก็เดินอย่างรวดเร็วไปที่ประตู เขาเดินเร็วกว่าคนเฝ้าประตูของเฉียวเหอซะอีก
เขาเดินไปที่ประตูแล้วเปิดประตูลานบ้าน ทว่าคนที่ยืนอยู่นอกประตูไม่ใช่ภรรยาตน แต่กลับเป็ตำรวจสี่คน พวกเขาแต่งกายด้วยเครื่องแบบตำรวจและยืนตรงอย่างสง่างาม เมื่อเห็นกู้ไป๋เหยี่ยเปิดประตู ตำรวจก็ยกบัตรประจำตัวขึ้นและถามด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“ใครคือสมาชิกในครอบครัวของฝูเสวี่ย” หัวใจของกู้ไป๋เหยี่ยเต้นรัวเมื่อเขาได้ยินสิ่งนี้ ดึกดื่นขนาดนี้ ณ สถานที่ห่างไกลแห่งนี้ ตำรวจกลับมาตามหาสมาชิกครอบครัวของฝูเสวี่ย...
ลางสังหรณ์ไม่ดีนับหมื่นวิ่งอาละวาดในใจของกู้ไป๋เหยี่ย มือของเขาที่จับลูกบิดประตูเต็มไปด้วยเส้นเืปูดโปน เขากำหมัดแน่นเพื่อรักษาอารมณ์ให้คงที่และป้องกันไม่ให้ตัวเองสูญเสียความสงบ
“ผมเป็สามีของเธอ เกิดอะไรขึ้นกับฝูเสวี่ยครับ”
“เธอต้องสงสัยว่าขโมยภาพวาดชื่อดังและเรากำลังตามจับกุมเธอครับ”
“หือ?” กู้ไป๋เหยี่ยสับสน ขโมยภาพวาดหรอ เขาไม่คาดคิดว่าจะมีเื่แบบนี้เกิดขึ้น แต่ตอนนี้เขาแน่ใจได้เปราะหนึ่งแล้วว่ายังไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับฝูเสวี่ย หัวใจที่กำลังเต้นรัวจึงค่อย ๆ สงบลง...
กู้ไป๋เหยี่ยเปิดประตูแล้วปล่อยให้พวกตำรวจเข้ามาในห้องนั่งเล่น เ้าหน้าที่ตำรวจสองคนมาหาเขาเพื่อสอบสวน ปรากฎว่าฝูเสวี่ยเคยบูรณะภาพวาดโบราณก่อนหน้านี้
ภาพวาดนี้เป็หนึ่งในผลงานชิ้นเอก เป็ภาพกั๋วกั๋วฟูเหรินโหยวชุนวาดโดยจิตรกรสมัยราชวงศ์ถังจางซวน ภาพวาดนี้มีมูลค่าสูงลิ่ว แต่มันได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงทำให้หลายคนเพียงรอดูอยู่เฉย ๆ และไม่กล้าดำเนินการใด ๆ
คุณเฉินแห่งกลุ่มผู้มั่งคั่งเป็นักสะสม ก่อนการประมูลเขาติดต่อฝูเสวี่ยและเชิญเธอเข้าร่วมการประมูล หลังจากยืนยันว่าเธอสามารถคืนสภาพภาพวาดได้ เขาก็รู้สึกมั่นใจจึงซื้อมันในราคาสามสิบล้าน
งานบูรณะดำเนินไปอย่างราบรื่นมาก ฝูเสวี่ยใช้เวลาเพียงสัปดาห์เดียวในการฟื้นฟูสีเดิมของภาพวาด เมื่องานบูรณะเสร็จสิ้น ฝูเสวี่ยและคุณเฉินก็จัดพิธีส่งมอบให้กัน
แต่สามวันต่อมา เมื่อคุณเฉินพาเพื่อนไปดูภาพวาดนี้อีกครั้ง เขาก็ต้องใเมื่อพบว่าภาพวาดนั้นกลายเป็ของเลียนแบบขั้นสูง หากเพื่อนของเขาไม่ได้เป็นักสะสมภาพวาดชื่อดัง คงไม่สามารถบอกความแตกต่างได้เลย คุณเฉินโทรแจ้งตำรวจทันที
คนสุดท้ายที่เห็นภาพวาดคือคุณเฉินและฝูเสวี่ย พวกเขาออกจากห้องนิรภัยด้วยกัน และผู้ที่เข้าไปในห้องนิรภัยหลังจากนั้นอีกครั้งคือคุณเฉินและเพื่อน ๆ ของเขาซึ่งก็เป็เวลาสามวันต่อมา กล้องวงจรปิดทั้งหมดสามารถพิสูจน์สิ่งนี้ได้
ภาพวาดที่มีชื่อเสียงนี้เกี่ยวพันถึงเงินจำนวนมาก และคุณเฉินก็เป็บุคคลสำคัญในเมืองปักกิ่ง ตำรวจดำเนินการสืบสวนทันที แต่เมื่อพวกเขาติดต่อกับฝูเสวี่ย พวกเขาพบว่าเธอไม่อยู่ในเมืองปักกิ่งอีกต่อไป และเธอก็ไม่ได้พกโทรศัพท์มือถือติดตัว ส่วนตัวเธอก็หาไม่เจอไม่พบที่ไหนสักที่เลย
สิ่งนี้ทำให้เธอกลายเป็ผู้ต้องสงสัยหลัก หลังจากได้รับคดีแล้วตำรวจก็ไม่กล้ารอช้า มีหลายกลุ่มแยกกันออกตามหา และกลุ่มของพวกเขามีหน้าที่สืบสวนครอบครัวของฝูเสวี่ย
ตำรวจพบตำแหน่งของกู้ไป๋เหยี่ย ดังนั้นสมาชิกทั้งสี่คนในทีมจึงรีบมามาหาเขาทันทีเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาแต่ไม่ได้บอกชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าก็ยังมีข้อมูลบางอย่างที่ถูกเปิดเผยระหว่างการพูดคุย
ด้วยคำไม่กี่คำเหล่านี้ กู้ไป๋เหยี่ยก็เข้าใจความหมายและใบหน้าของเขาก็มืดหม่นมากขึ้นเรื่อย ๆ เขานั่งกอดอกอยู่ตรงกลางโซฟา ใบหน้าเ็าจนเหมือนจะมีน้ำแข็งปรากฏขึ้นมาได้
“ฉันจะรับผิดชอบแทนคนในครอบครัวของฉันเอง ไอ้ภาพวาดนั่นราคาสามสิบล้านใช่ไหม”
สามสิบล้านนั่นเขาสามารถจ่ายได้อยู่แล้ว คนเหล่านี้คิดว่าตระกูลกู้ของเขากำลังจะล้มละลายหรือไง เมื่อจ่าสิบเอกเฉินได้ยินสิ่งนี้ เหงื่อเย็นก็หยดลงมาจากหัวของเขา
“มันไม่ใช่เื่จำนวนเงินว่าเท่าไหร่ครับ แต่เราต้องปฏิบัติตามขั้นตอนครับ คุณนายหกเป็คนสุดท้ายที่เห็นภาพวาดนี้ ดังนั้นเราต้องสอบสวนให้ชัดเจน เพราะถ้ามันไม่ใช่ฝีมือของคุณนายหก เราต้องเคลียร์ชื่อเธอให้เป็ผู้บริสุทธิ์” จ่าสิบเอกเฉินพูดอย่างมีไหวพริบ แต่จริง ๆ แล้วเขาอยากจะพูดว่ามีเงินมากแล้วยังไง ไม่ใช่ว่าจะจบคดีได้ง่าย ๆ ด้วยเงินเสียหน่อย
แต่ตระกูลกู้เป็ตระกูลที่ร่ำรวยในกรุงปักกิ่ง ซึ่งยากต่อการต่อกรมากกว่าตระกูลเฉิน ยิ่งไปกว่านั้น พี่ชายคนที่สองของตระกูลกู้ยังเป็ผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวนคดีอาญาและมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับตำรวจอีกด้วย
ดังนั้นเขาจะฉีกหน้ากู้ไป๋เหยี่ยไม่ได้ แม้ว่าอยากจะพูดมากแค่ไหนก็ตาม จ่าสิบเอกเฉินจึงยังต้องคงภาพลักษณ์ดี ๆ และแสดงท่าทีที่ค่อนข้างเป็มิตรกับตระกูลกู้ต่อไป
ทางด้านกู้ไป๋เหยี่ย เขายังคงมีท่าทีนิ่งเฉยไม่สนใจอะไรพวกตำรวจ
“ขั้นตอนการส่งมอบภาพวาดเสร็จสิ้นแล้ว แล้วทำไมผู้ต้องสงสัยจึงไม่ใช่คนของคุณเฉินอะไรนั่นแทนล่ะ”
“เรากำลังสืบสวนฝ่ายของคุณเฉินเช่นกันครับ” จ่าสิบเอกเฉินอธิบายทันที นอกจากนี้เขายังบอกกับกู้ไป๋เหยี่ยว่าข่าวที่ภาพวาดชื่อดังนี้หายไปนั้นโด่งดังแล้วบนอินเทอร์เน็ต เพื่อชื่อเสียงของฝูเสวี่ย ทางที่ดีควรให้ความร่วมมือกับการสืบสวนของตำรวจจะดีกว่า
กู้ไป๋เหยี่ยพ่นลมหายใจอย่างเ็า ทำให้พวกตำรวจลำบากใจ ยังไงซะเขาก็จำเป็ต้องตามหาฝูเสวี่ยอยู่แล้ว มันคงจะดีกว่าถ้ามีเ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วยเพิ่มอีกเพื่อจะช่วยให้เขาเจอฝูเสวี่ยได้ไวขึ้น เขาจึงยืนขึ้นและเตรียมตัวจะเดินออกจากบ้าน
“ไปตามหาเธอกันเถอะ ตอนนี้ฝนก็หยุดตกแล้ว”
“ตอนนี้เลยงั้นหรอ” จ่าสิบเอกเฉินถามด้วยความประหลาดใจ พวกเขาขับรถจากปักกิ่งเป็เวลาแปดชั่วโมงแล้ว นี่ยังจะให้ไปตามหาคนต่ออีก แม้แต่ลาในหมู่บ้านก็ยังทำงานหนักไม่หนักไม่เท่านี้เลยนะ แต่กู้ไป๋เหยี่ยก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“แน่นอน ไม่ใช่ว่าพวกคุณก็อยากจะรีบตามหาไอ้ขยะมูลค่าสามสิบล้านนั่นด้วยไม่ใช่รึไง" เขาไม่สนใจใบหน้าของตำรวจเหล่านี้ และเดินตรงไปที่ประตูเขาต้องรีบตามหาฝูเสวี่ยให้ไวที่สุด
ในที่สุดฝนก็หยุดตกแล้ว เขาต้องรีบออกไปตามหาภรรยา ตำรวจทั้งสี่นายมองกันและกัน พวกเขาทำอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงยืนขึ้นเท่านั้น แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะก้าวขาออกไป ก็ได้ยินเสียงที่ไร้อารมณ์ดังมาจากด้านหลัง
“พวกคุณหาเธอไม่เจอหรอก”