“สวัสดีค่ะพี่สะใภ้”
ครั้งแรกที่พบกันสวีหว่านหนิงไม่ควรทำตัวสนิทสนมจนเกินไป เธอจึงทักทายอีกฝ่ายตามมารยาทเท่านั้น
เฉินเยี่ยเองก็ส่งยิ้มหวานตอบกลับมา“ทุกคนพักกันก่อนเถอะค่ะ อีกเดี๋ยวอาหารก็เสร็จแล้ว”
เมื่อมานั่งที่โซฟาเฉินเซียวจึงเล่าเรื่องหลินฮวนให้สวีหว่านหนิงฟัง
หลังจากสวีเม่าหรานกับเฉินเยี่ยแต่งงานกันหลินฮวนยังคงไม่ตัดใจเธอตามราวีสวีเม่าหรานจนส่งผลกระทบต่อชีวิตคู่ที่งดงามของสองสามีภรรยา
สวีเม่าหรานสุดจะทนเขาจึงไปตักเตือนหลินฮวนถึงที่ทำงานของเธอ
เดิมทีที่เขากับหลินฮวนคบกันก็เพราะคุณสมบัติเหมาะสมกันทุกด้านครอบครัวรู้จักกันมานาน ถึงได้ลองคบหาดูใจกัน
ส่วนเรื่องความชอบพอเขาไม่เคยมีให้อีกฝ่าย
เด็กที่เติบโตในตระกูลแบบพวกเขาแทบไม่มีสิทธิ์เลือกชีวิตสมรสของตัวเองดังนั้นขอแค่ไม่เกลียดหน้ากันก็สามารถแต่งงานกันได้
แต่หนิวเสี่ยวลี่กลับไม่รู้จักประมาณตนจนทำให้การแต่งงานของพวกเขาพังไม่เป็นท่า
สวีเม่าหรานรู้จักกับเฉินเยี่ยผ่านการแนะนำ
คนบ้างานอย่างเขาตกหลุมรักเฉินเยี่ยตั้งแต่แรกพบจากนั้นก็พยายามตามจีบเธออย่างไม่ลดละจนท้ายที่สุดพวกเขาก็ได้ครองคู่กันอย่างมีความสุข
หนิวเสี่ยวลี่ทนไม่ได้ที่เห็นสวีเม่าหรานเพิ่งเลิกกับหลินฮวนไม่ถึงครึ่งปีก็แต่งงานกับหญิงอื่นเธอใช้วิธีการบางอย่างสั่งย้ายหลินฮวนไปทำงานอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งที่อยู่ภายใต้การปกครองของกรุงปักกิ่ง
เดิมทีเธออยากให้หลินฮวนทำใจให้ได้แต่นึกไม่ถึงเลยว่าหลินฮวนจะถูกใจผู้ชายที่ชาติกำเนิดต่ำต้อย
“ป้าเคยเจอผู้ชายคนนั้นสองครั้งหน้าตาพอใช้ รูปร่างสูงใหญ่ แต่ดูหน้าก็รู้ว่าไม่ใช่คนดี หลินฮวนดันถูกใจเขามากที่บ้านไม่เห็นด้วย เธอก็อดอาหารประท้วง หนิวเสี่ยวลี่รักลูกสาวคนนี้มากสุดท้ายก็ทนการรบเร้าของลูกสาวไม่ไหวจึงยอมตกลงให้พวกเขาแต่งงานกัน”
“แต่ใครจะไปคิดว่าผู้ชายคนนั้นจะเป็นแมงดาเกาะผู้หญิงกิน ยึดเงินเดือนทั้งหมดของหลินฮวนไม่ว่ายังชอบบอกให้หลินฮวนกลับบ้านมาขอเงินครอบครัว ถ้าไม่ได้เงินตามที่เขาต้องการเขาก็จะลงไม้ลงมือกับหลินฮวน”
“หลานไม่เคยเห็นหลินฮวนถูกทุบตีจนเนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยช้ำ ได้ยินว่าเธอเคยท้องลูกคนหนึ่งแต่ถูกทำร้ายร่างกายจนแท้งไป”
นี่คือการใช้ความรุนแรงในครอบครัวอย่างไม่ต้องสงสัย
“หลินฮวนไม่เคยคิดจะหย่าเลยเหรอคะ”
หลังจากที่สวีหว่านหนิงพูดออกไปถึงพบว่าทุกคนใช้สายตาแปลกประหลาดและซับซ้อนมองมาที่เธอ
เธอลืมไปเลยว่าปัจจุบันคือยุค 70ที่มีเปอร์เซ็นต์การหย่าร้างต่ำมาก
“แค่ถูกทุบตีไม่ถึงขั้นต้องหย่าร้างหรอกใครใช้ให้เธอไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ร้องจะแต่งงานกับผู้ชายคนนี้เล่า”
สวีหว่านหนิงฟังคำพูดของป้าสะใภ้ใหญ่แล้วจิตใจนิ่งสงบ
เธอไม่ได้คล้อยตามพวกเขาเพียงแต่รู้ว่าตนไม่ควรใช้จิตวิญญาณของคนศตวรรษที่ 21 ไปตัดสินคนในยุค 70
ความคิดของป้าสะใภ้ใหญ่คือความคิดของคนนับพันนับหมื่นของยุคสมัยนี้
ความคิดของเธอต่างหากที่แปลกประหลาด
ป้าสะใภ้ใหญ่จับมือสวีหว่านหนิง“ดีที่หลานของป้าโชคดี ได้เจอกับแม่สามีและสามีที่ดี ไม่อย่างนั้นครอบครัวเราคงพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้หลานหลุดพ้นจากครอบครัวนั้น”
ตระกูลสวีสองมาตรฐานมาตั้งแต่ไหนแต่ไรคนอื่นอยากหย่าร้าง เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าคนในตระกูลสวีอยากหย่าร้าง ย่อมทำได้
แต่กระนั้นเบื้องหลังของความสองมาตรฐานของพวกเขาก็คือความรักมิใช่หรือ
“กินข้าวได้แล้วค่ะ”
เฉินเยี่ยยกจานอาหารออกมาพลางเรียกทุกคน
สวีหว่านหนิงอยากเข้าไปช่วยยกอาหารในครัวแต่กลับถูกกดตัวให้นั่งอยู่ที่โซฟา
“งานยกอาหารให้พวกพี่ชายของหลานทำก็พอเด็กผู้หญิงอย่างหลานอย่าเหนื่อยเลย”
สวีหว่านหนิงมองเฉินเยี่ยในชุดผ้ากันเปื้อนพลางเดินเข้าเดินออกห้องครัวแล้วเงียบไป
กวนอ้ายฉินมองตามสายตาของสวีหว่านหนิงก่อนจะตบไหล่เธอเบาๆ แล้วยิ้มกล่าวว่า “พี่สะใภ้ของหลานบอกว่าครั้งก่อนหลานให้ของขวัญล้ำค่ากับสืออันและสืออี๋ ก็เลยอยากทำอาหารต้อนรับหลานด้วยตัวเองปกติพวกเราก็ไม่เคยปล่อยให้เธอเข้าครัวเหมือนกัน”
เช่นนั้นก็ดีแล้ว
สวีหว่านหนิงยกมือทาบอกอย่างโล่งใจ
ห้องอาหารของตระกูลสวีมีโต๊ะแปดเซียน [1] อยู่สองโต๊ะมีพื้นที่มากพอให้คนทั้งตระกูลนั่งร่วมกันได้
วันนี้สมาชิกไม่พร้อมหน้าเพื่อทำให้บรรยากาศดูอบอุ่น ทุกคนจึงนั่งเบียดกันอยู่ในโต๊ะตัวเดียวกัน
บนโต๊ะมีอาหารอยู่แปดอย่างอาหารประเภทเนื้อสัตว์สี่อย่าง และอาหารประเภทผักอีกสี่อย่างรวมถึงแกงจืดไข่ต้มสาหร่ายอีกหนึ่งชาม
มื้อนี้เทียบเท่ากับอาหารส่งท้ายปีเก่าได้เลย
“อาหนิงพวกเราเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก พี่ไม่รู้ว่าเธอชอบกินอาหารรสชาติแบบไหน เลยทำหลายๆอย่างไว้ก่อน ลองชิมดูสิว่าถูกปากหรือเปล่า”
สวีหว่านหนิงให้ความร่วมมือด้วยการคีบอาหารขึ้นมากินหนึ่งคำก่อนจะคลี่ยิ้ม “พี่สะใภ้ฝีมือดีจริงๆ ค่ะ อาหารอร่อยมาก ขอบคุณนะคะ”
“น้องชอบก็ดีแล้ว”
หลังกินอาหารเสร็จเดิมทีสวีหว่านหนิงอยากจะคุยกับแม่และป้าสะใภ้อีกสองคนแต่กลับถูกพวกเขาสามคนบังคับให้เข้าห้องนอน
“ลูกยังต้องอยู่ปักกิ่งอีกระยะหนึ่งพวกเรามีโอกาสพูดคุยกันอีกมาก ตอนนี้นอนพักก่อนเถิด พักให้ร่างกายสดชื่นขึ้นแล้วลูกยังต้องไปดูแลหลินอันที่โรงพยาบาลอีก”
สวีหว่านหนิงล้มตัวลงนอนบนเตียงผ้าห่มเพิ่งถูกซักมาใหม่ๆ ยังมีกลิ่นหอมของแดดที่ดมแล้วสดชื่นมาก
สวีหว่านหนิงหลับไปคราวนี้เป็นการนอนหลับที่ไม่สงบสุขสักนิด
เพราะเธอฝันเห็นเรื่องราวมากมาย
เธอฝันเห็นร่างเดิม
ร่างเดิมกับเธอมีใบหน้าเหมือนกันทั้งที่หน้าตาเหมือนกันทุกอย่าง แต่จากรายละเอียดของสีหน้ากลับแยกออกได้ไม่ยากว่าใครเป็นใคร
ร่างเดิมมองเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉยสายตานั้นทำให้สวีหว่านหนิงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นหัวขโมย
เธอขโมยร่างของร่างเดิมขโมยความรักและเกียรติยศที่เคยเป็นของร่างเดิมมาเป็นของตัวเอง
แม้เธอจะไม่ได้ตั้งใจทะลุเข้ามาในนิยายแต่ก็ต้องยอมรับว่า เธอยอมรับตัวตนในปัจจุบันของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์
“ขอบคุณเพราะการมาของเธอทำให้ฉันเห็นอีกหนึ่งความเป็นไปได้ของชีวิต” จู่ๆร่างเดิมก็พูดขึ้นมา
“เธออย่ารู้สึกกดดันฉันไม่โทษเธอที่ยึดครองร่างกายของฉัน ฉันยินดีมอบมันให้กับเธอ แต่ฉันหวังว่าเธอจะรับปากเรื่องบางอย่างกับฉัน”
สวีหว่านหนิงนั่งตัวตรงพลางทำสีหน้าจริงจัง“ว่ามาสิ ขอแค่ฉันทำได้ ฉันจะพยายามทำให้อย่างเต็มที่”
“เมื่อก่อนฉันถูกกู้จวิ้นกับหลี่เชี่ยนเชี่ยนหลอกลวง ทำให้ต้าชุนกับเยาเม่ยต้องลำบาก ฉันหวังว่าเธอจะช่วยดูแลพวกเขาให้ดีและบอกพวกเขาว่าที่จริงแล้วแม่ของพวกเขารักพวกเขามาก”
“ฉันทำได้”
“เธอคงเห็นแล้วว่าครอบครัวของฉันรักฉันมาก แต่ฉันกลับรู้สึกผิดต่อพวกเขาโชคดีที่เรื่องน่าเศร้ายังไม่ทันเกิดขึ้น พวกเขาจึงไม่ต้องเดือดร้อนเพราะฉันฉันอยากให้เธอช่วยใช้ชีวิตต่อจากนี้แทนฉันให้ดีแสดงบทบาทบุคคลผู้เป็นที่รักของครอบครัวสวีต่อไปอย่าทำให้ใครในครอบครัวต้องผิดหวังในตัวฉัน”
“ฉันจะพยายามทำเต็มที่”
“ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนเก่งมากฉันหวังว่าเธอจะใช้ร่างกายของฉันสร้างเกียรติยศและความรุ่งโรจน์ที่เป็นของเธอเองแม้ว่าจะอยู่ในโลกที่ไม่ใช่ยุคสมัยของเธอก็ตาม”
“ฉัน...”
สวีหว่านหนิงเห็นร่างเดิมค่อยๆจางหายไปต่อหน้าต่อตา
“ขอให้เธอมีความสุข”
สิ้นคำอวยพรร่างเดิมก็หายไป สวีหว่านหนิงเองก็หลุดออกจากความฝัน กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง
เธอเพิ่งรู้ตัวว่าใบหน้าเปียกชื้นไปหมดเมื่อยกมือสัมผัสก็พบว่ามันคือคราบน้ำตา
“อาหนิงลูกฝันร้ายงั้นหรือ”
เสียงอ่อนโยนของแม่สวีดังขึ้นด้วยความเป็นห่วง
สวีหว่านหนิงส่ายหน้าก่อนจะโถมตัวกอดแม่สวี “คงเพราะไม่ได้กลับบ้านมานาน ฉันเลยคิดถึงทุกคนมากน่ะค่ะ”
เชิงอรรถ
[1]八仙桌 ปาเซียนจัวเป็นโต๊ะอเนกประสงค์ที่นั่งได้มากสุด 8 คน โดยมีม้านั่งยาวตั้งอยู่ทั้งสี่ด้านของโต๊ะ มักถูกใช้เป็นโต๊ะอาหารเล่นไพ่ และทำกิจกรรมจิปาถะต่างๆ