แต่สำหรับตัวแทนคนนั้นมิได้ให้ความสนใจกับเื่เล็กๆน้อยๆนี้เลยเขาเดินตรงไปยังมุมห้อง ซึ่งขณะนี้มีผู้ชายสูงอายุนั่งอยู่ในเก้าอี้แบบอาร์มแชร์ขาข้างที่ใส่เฝือกไว้ พาดอยู่กับที่รองเท้า
“สวัสดีครับคุณคาร์เวอร์ ผมชื่อ เนด เจนคินส์ จากสำนักงานซื้อขายที่ดินไงครับ”เขารีบแนะนำตัวเอง“เมื่อเช้านี้ผมโทรศัพท์มาแจ้งให้คุณทราบล่วงหน้าแล้วว่าผมจะพาคุณสองคนนี้มาดูไร่ของคุณ”
“ผมจำได้”คาร์เวอร์ตอบห้วนๆ ก่อนจะหันมามองเอ็ดดี้กับเจอรี่ที่ยังคงยืนอยู่ตรงหน้าประตู“เอ้า...เข้ามาก่อนสิ ผมไม่อยากะโพูดกับคุณ”
“ขอถอดรองเท้าออกก่อนค่ะเดี๋ยวพื้นห้องจะเปื้อนหมด” เอ็ดดี้ตอบพร้อมกับก้มลงถอดรองเท้าหิมะที่เริ่มละลายไหลหยาดจากรองเท้าลงไปที่พื้นห้องแล้ว
“อยากจะถอดก็ถอดเถอะ”คาร์เวอร์ว่า “แต่ไอ้โคลนนิดๆหน่อยๆมันไม่ทำให้ห้องนี้สกปรกขึ้นมากกว่าที่มันเป็อยู่แล้วหรอก”
ถึงแม้เขาจะพูดอย่างไม่สนใจแต่กระนั้นเอ็ดดี้ก็ยังถอดรองเท้าอยู่ดีซึ่งพลอยทำให้เจอรี่ต้องทำตามไปด้วยหลังจากที่วางรองเท้าแอบไว้ข้างประตูเรียบร้อยแล้วเธอจึงได้เดินเข้ามาหาเขาโดยมีเจอรี่เดินตามเข้ามาติดๆ
เมื่อมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาเธอสังเกตเห็นว่าใบหน้าที่ค่อนข้างคล้ำด้วยแดดลมนั้น เต็มไปด้วยรอยยับย่นผมบนศีรษะค่อนข้างบาง เป็สีเทาค่อนข้างยุ่งเหยิง
“คุณคาร์เวอร์ครับนี่คือคุณนายกิ๊บส์ จากอิลลินอยส์ และนี่คือคุณแอนสัน คาร์เวอร์ครับคุณนาย”ตัวแทนแนะนำให้คนทั้งสองได้รู้จักกัน
“สวัสดีค่ะคุณคาร์เวอร์” เอ็ดดี้ไม่ใคร่รู้สึกประหลาดใจเท่าไรนักที่อุ้งมือของผู้ชายคนที่เป็เ้าของที่ดินจับมือเธอไว้กระชับแน่น
“แล้วคุณคนนี้ก็คือลูกชายของเธอครับชื่อเจอรี่ กิ๊บส์” ตัวแทนยังคงแนะนำต่อ
“สวัสดีครับ”เจอรี่ทักทายห้วนๆตามแบบฉบับของคนที่เคยผ่านชีวิตการเป็ทหารมาก่อน
“นี่น่ะเรอะลูกคุณ”ดวงตาคมปลาบของคาร์เวอร์หันขวับมาทางเธอ มองั้แ่หัวจรดเท้า “ทำได้ยังไงออกมาก็หนุ่มเลยงั้นเรอะ”
ตอนแรกเอ็ดดี้ผงะไปกับคำพูดที่ค่อนข้างหยาบคายนั้นแต่แล้วก็นึกขำจนต้องยิ้มออกมา
“เจอรี่เป็ลูกเลี้ยงของฉันค่ะ”เธอบอกไปตามความจริง
“อ้าว...แล้วนี่สามีคุณเขาไปไหนเสียล่ะทำไมเขาไม่มาเองต้องให้คุณเป็คนมา”เขาถามต่อด้วยน้ำเสียงห้วนห้าวและอย่างไม่เกรงใจเลยแม้แต่น้อย
“สามีฉันเสียไปแปดเดือนแล้วค่ะคุณคาร์เวอร์ ฉันเป็แม่หม้าย”เอ็ดดี้ตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้เรียกร้องขอความเห็นใจเลย
อีกครั้งหนึ่งที่สายตาคู่นั้นมองมายังเธอเหมือนจะสังเกตรูปร่างที่มีเสื้อคลุมเปิดอกสวมทับไว้
“รูปร่างหน้าตาอย่างนี้คงเป็แม่หม้ายไปได้ไม่นานหรอก”
นับั้แ่ได้รับการทักทายครั้งแรกมาแล้วเอ็ดดี้ไม่รู้สึกแปลกใจเลยถ้าจะได้ยินเขาพูดอะไรต่อไป
“คุณยอฉันมากไปแล้วล่ะค่ะ”เธอยิ้มอย่างไม่รู้สึกยินดียินร้าย
“คนที่อายุปูนผมน่ะไม่ค่อยพูดอะไรที่มันไม่มีความหมายหรอก และถ้าจะว่ากันแล้วผมพูดคำไหนมันจะต้องเป็คำนั้น”รอยยิ้มบนใบหน้าบอกให้รู้ว่าเขามีความสุขที่จะได้พูดจาให้ผู้ฟังแปลกใจเล่น “เอ้าลากเก้าอี้เข้ามาสิ แล้วก็นั่งลงเสียที ผมเมื่อคอที่ต้องแหงนหน้าพูดกับคุณอยู่อย่างนี้”แอนสัน คาร์เวอร์ ออกคำสั่ง
ผู้แทนรีบเดินไปยกเก้าอี้ตัวหนึ่งมาให้เอ็ดดี้นั่งขณะที่เจอรี่ทรุดตัวลงในเก้าอี้ตัวหนึ่งมันออกจะค่อนข้างร้อนเมื่อเข้ามานั่งอยู่ใกล้เตาผิงเช่นนี้เอ็ดดี้จึงถอดเสื้อคลุมออกและเอาพาดไว้กับพนักเก้าอี้
“ก็เป็อันว่าคุณอุตส่าห์เดินทางเพื่อมาดูไร่ผมสินะ”คาร์เวอร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงห้วนห้าวตามแบบของเขา “แล้วคิดว่ายังไงบ้างล่ะ”
“ค่ะ”เอ็ดดี้สูดลมหายใจลึกก่อนจะบอกกับเขาไปตามตรงว่า“ฉันคิดว่าคุณปล่อยให้มันทรุดโทรมอย่างน่าเสียดายมากนะคะ”
คำพูดอย่างตรงไปตรงมาของเธอสร้างความแปลกใจให้กับเขาอยู่มันทำให้คาร์เวอร์ต้องกล่าวแก้ว่า
“ที่จริงไร่มันก็ออกจะกว้างขวางใหญ่โตเกินกว่าที่ผมจะทำคนเดียวได้อยู่แล้วถ้าไม่เป็เพราะเหตุนั้นก็อาจจะเพราะว่าเวลานี้ผมแก่ตัวลงมากผมยอมรับว่ามันจะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่อีกมากทีเดียว ก็คงจะต้องเริ่มต้นจากตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อยนั่นแหละ”
“คุณว่าตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อยหรือคะ”เธอเลิกคิ้วมองหน้าเขาอยู่“สิ่งก่อสร้างทุกแห่งที่อยู่ในไร่นี้มันต้องมีการปรับปรุงซ่อมแซมทั่วไปหมดเลยละค่ะโดยเฉพาะรั้วนั่น ถ้าไม่ซ่อมเสียใหม่มันก็ใช้การอะไรไม่ได้เลยแล้วนี่ก็ยังไม่รู้นะคะว่ายังมีอะไรที่จะต้องซ่อมแซมอีกเพราะเรายังดูไม่ทั่วถึง ถ้าจะให้ไร่นี่มันดีพอที่จะอยู่กันได้และใช้งานได้อย่างเต็มที่จริงๆแล้วละก้อ ต้องปรับปรุงกันขนานใหญ่ทีเดียวละค่ะ”
“หรือถ้าจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือคุณมีความรู้สึกว่าราคาที่ผมตั้งขึ้นไว้น่ะมันแพงเกินไปอย่างนั้นใช่ไหม”เขาตะคอกออกมา
“ใช่ค่ะ”เอ็ดดี้ยอมรับ
“ผมคิดว่าสามีคุณคงจะทิ้งมรดกไว้ให้เป็จำนวนไม่น้อยทีเดียวคุณถึงอยากจะทำไร่ปศุสัตว์” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงและไม่มีแววว่าวิจารณ์ในความคิดของเธอแฝงอยู่เป็นัยเลย แต่ถึงจะมีเอ็ดดี้ซึ่งต้องได้ยินได้ฟังคำพูดเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วนตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาก็ไม่ได้รู้สึกอะไรอยู่ดี “แล้วใครจะมาทำให้คุณล่ะ”
“เราไม่จ้างคนอื่นหรอกค่ะจะทำเอง” เธอพยักหน้าไปทางเจอรี่ เพื่อให้คาร์เวอร์รู้ว่าเธอหมายถึงลูกเลี้ยงด้วย
“คุณจะทำได้จริงๆน่ะหรือ”
“ฉันคิดว่าคงทำได้ดีกว่าคุณในระยะหลังๆนี่มากทีเดียวละค่ะ”เธอตอบอย่างไม่พรั่น
“คุณนี่รู้จักใช้คำพูดเหน็บแนมได้เก่งเหมือนกันนาถ้าถึงเวลาที่จะต้องเล่นงานใครสักคนละก้อ คุณทำได้ดีทีเดียว”เขายิ้มกว้างอย่างพออกพอใจ “แล้วคุณคิดว่าไอ้ไร่นี่มันควรจะราคาสักเท่าไรกันล่ะ”
เอ็ดดี้แจ้งราคาที่เธอคำนวณไว้ในใจรวมทั้งระยะเวลาในการชำระเงินตามงวดต่างๆด้วยทั้งเขาและเธอต่างต่อรองกันอยู่เป็เวลานานพอสมควรทุกครั้งที่ตัวแทนของบริษัทนายหน้าจะพยายามเข้ามาแทรกคาร์เวอร์เป็ต้องสั่งให้เขาเงียบลงจนในที่สุดการเจรจานั้นก็บรรลุถึงจุดที่ตกลงกันได้
“เอาละคุณผู้หญิง คุณนี่ช่างต่อรองเหลือเกินจริงๆ” เขาถอนหายใจอย่างยอมแพ้“เอาเป็ว่าผมขายไร่นี่ให้คุณก็แล้วกัน” เขายื่นมือให้เธอััตวัดสายตามองไปทางตัวแทนคนนั้น“คุณมีเอกสารอะไรติดตัวมาเพื่อที่เราจะได้ทำสัญญากันเสียเลยไหมล่ะ”
“มีครับผม...”
“ก็ดีแล้วละ”คาร์เวอร์ตัดบท “ลงมือเขียนรายละเอียดลงได้เลย” แอนสัน คาร์เวอร์ไม่มีทีท่าว่าจะยอมให้ผู้แทนผู้นั้นมีโอกาสพูดอะไรบ้างเมื่อสั่งเสร็จเขาก็หันไปทางเจอรี่ “ดูท่าทางเธอยังหนุ่มอยู่มากนี่คิดว่าตัวเองกับแม่เลี้ยงจะทำงานในไร่นี่ได้สำเร็จหรือเปล่า”
“ต้องทำได้สิครับไม่อย่างนั้นผมก็คงไม่มาด้วยหรอก” เขาพูดยิ้มๆ
“นี่คุณมีลูกคนอื่นที่เหมือนเขาอีกไหม” แอนสัน คาร์เวอร์ หันไปถามเอ็ดดี้
“ยังมีลูกสาวอีกคนค่ะตอนนี้กำลังดูแลงานทางบ้านในอิลลินอยส์อยู่”
คาร์เวอร์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้จับสายตาอยู่ที่ใบหน้าของเอ็ดดี้เป็ครู่
“ผมดีใจนะที่มีคนอย่างคุณมาซื้อไร่ผมผมไม่อยากให้พวกนายทุนมันเข้ามาจับจองที่ดินแถวนี้เลย”คำพูดของเขาเป็เชิงอธิบายถึงความ้าของตัวเองอยู่“ผมใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้มาถึงเจ็ดสิบสองปีแล้วแล้วก็รู้สึกดีใจที่จะได้มีใครคนหนึ่งมาอยู่แทนหลังจากที่ผมจากไปแล้ว”
“คุณจะไปอยู่ที่ไหนล่ะคะคุณคาร์เวอร์” เอ็ดดี้ถาม
“ก็เห็นหลานสาวผมที่อยู่ในเดดวู้ด มันบอกว่า มันเตรียมห้องไว้ให้ผมที่บ้านมันแล้วนี่”เขาทำสีหน้าเหมือนรู้สึกขื่นๆขึ้นมาที่คอ
“แต่ถ้าคุณผ่านมาทางแถวนี้ก็มาเยี่ยมเราได้เสมอนะคะ” เอ็ดดี้บอก