หลักจากซิงเยียนและเฟยหรงกลับมาถึงบ้านแล้วก็เห็นว่าถังเว่ยนั้นเตรียมอาหารเช้าไว้เรียบร้อยแล้วพร้อมทั้งตัวของซูลี่และฟางหรงที่มานั่งรอบนโต๊ะอาหาร
“พวกท่านไปไหนกันมาน่ะหนีออกจากบ้านหรือ?”
เป็เสียงของซูลี่ที่ถามออกด้วยความใสซื่อของนางเพราะว่านางไม่เคยเห็นเฟยหรงกับซิงเยียนออกไปนอกบ้านตอนเช้าขนาดนี้มาก่อน
“เปล่าหรอกแค่ออกไปฝึกกระบี่มานิดหน่อย อีกอย่างเฟยหรงไปขอให้พี่ใหญ่ฝึกหอกให้กับตัวเองน่ะ…”
ซิงเยียนนั้นเลือกที่จะไม่ปกปิดเื่การฝึกกับซูลี่เพราะนางนั้นรู้ดีกว่าซูลี่เป็เด็กที่ฉลาดขนาดไหนยังไงเสียสักวันนึงนางเองก็ต้องทราบด้วยตัวเองอยู่ดี
“เป็เช่นนั้นเองแล้วเป็เช่นไรบางท่านพี่ใจร้ายกับพวกท่านหรือไม่?”
“ไม่หรอกท่านพี่ไม่ได้ดุพวกข้าเลยสักนิดเดียว…จริงไหมเฟยหรง?”
เฟยหรงเองก็รู้สึกใเล็กน้อยที่จู่ๆซิงเยียนก็โยนภาระมาให้เขาทว่าเมื่อเขากำลังจะปริปากพูดออกมาก็ต้องพบกับสายตาของซิงเยียนที่จ้องมองมายังเขาประมาณว่าให้เขาตอบตามน้ำไปซะ
“จริงสิ! ท่านพี่ไม่ได้ดุพวกข้าเลยสักนิดเดียว….”
เฟยหรงกล่าวพร้อมกับนำมือมาลูบศีรษะของตน ซูลี่ที่ได้รับการยืนยันจากพี่ชายคนรองก็ยิ้มออกมาอย่างเริงร่า เฟยหรงเองก็รู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูกเขาคิดดีแล้วใช่ไหมถึงได้บอกไปแบบนั้นกัน การสนทนาในมื้ออาหารยามเช้าของบ้านตระกูลถังก็เป็แบบนี้ในทุกๆวัน โดยเมื่อกินเสร็จพวกเขาก็ต้องเตรียมตัวเพื่อที่จะไปศึกษาต่อในสถาบันโดยที่ผู้เป็พี่ใหญ่ของบ้านก็จะคอยเตรียมมื้อกลางวันให้กับน้องๆของเขาในทุกวัน
“จริงสิเฟยหรงข้ายังไม่ได้มอบอะไรบางอย่างให้กับเ้า…"
ถังเว่ยกล่าวออกมาขณะที่เฟยหรงกำลังจะเดินออกจากบ้านไป เ้าตัวเองก็สงสัยเหมือนกันว่าถังเว่ย้าจะมอบอะไรให้กับเขาอีก ก่อนที่ผู้เป็พี่ชายจะควักอะไรออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเขา มันคือแหวนสีเงินเรียบๆวงนึงไม่ได้ดูมีอะไรเป็พิเศษ ดูผ่านๆก็แค่แหวนธรรมดาวงนึง แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่ามันมีชื่อของเขาสลักอยู่ด้านในของวงแหวน
“แหวน? มันคือแหวนอะไรอย่างงั้นหรือท่านพี่”
ปกติแล้วเขาเป็คนไม่ค่อยชอบเกี่ยวกับเครื่องประดับสักเท่าไหร่นัก แต่ถ้าเกิดเป็ของที่ถังเว่ยมอบให้ล่ะก็เขาก็ยินดีที่จะสวมมันเอาไว้
“มันก็แค่แหวนที่สามารถเก็บสิ่งของเล็กๆน้อยๆได้การจะให้เ้าแบกหอกที่มีความยาวขนาดนั้นเข้าไปในเมืองก็คงจะเตะตาผู้คนไปสักนิด เพราะฉะนั้นเ้าสามารถเก็บหอกไว้ในแหวนของเ้าได้รวมถึงของชนิดอื่นเช่นกัน
เมื่อได้ทราบรายละเอียดของวงแหวนสีเงินวงนี้เฟยหรงเองก็รู้สึกว่ามันสะดวกดี ในบางครั้งเขาก็มีสิ่งของที่ต้องใช้เยอะเหมือนกันการจะขนพวกมันไปแต่ละชิ้นก็อาจลำบากแต่ถ้ามีแหวนที่ถังเว่ยให้เขามาล่ะก็ปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นก็จะหมดไปทันที…ทว่าในภายหลังเฟยหรงจะได้ทราบว่ามูลค่าของแหวนที่เขาได้รับไปนั้นมีมูลค่ามากมายมหาศาลขนาดไหน
“ขอบคุณขอรับท่านพี่…ว่าแต่ทุกคนก็มีแหวนแบบนี้ใช่ไหม?”
“ถูกต้องข้ามอบให้กับทุกคนหมดแล้วเหลือเพียงแค่เ้าที่พึ่งจะได้รับก็เท่านั้น”
พลันพูดจบถังเว่ยก็เดินออกจากประตูบ้านไปเฟยหรงเองก็เดินตามติดๆไปด้วยเช่นกัน
.
.
.
ใช้เวลาไม่นานครอบครัวตระกูลถังก็เดินทางมาถึงประตูทางเข้าเมืองแล้ว ยังคงเป็ลุงอู๋กับลุงจางที่เป็ยามเฝ้าประตูทางเข้าเมืองในวันนี้
“วันนี้ก็ยังมากันพร้อมหน้าเลยนะ”
เป็ลุงอู๋ที่ฝ่ายทักทายก่อนด้วยความอบอุ่นบางทีผลจากการทำงานมาเหนื่อยๆ การได้มาพูดคุยกับครอบครัวตระกูลถังก็ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูกโดยเฉพาะซูลี่ตัวน้อยที่ยังอยู่ในอ้อมแขนของถังเว่ย
“ท่านลุงอู๋ ท่านลุงจางสวัสดีตอนเช้าเ้าค่ะ”
เสียงของนางนั้นหวานใสจนผู้ที่ได้ฟังก็รู้สึกกระชุ่มกระชวยหัวใจเป็อย่างมาก
“เ้าก็ยังร่าเริงไม่เปลี่ยนเลยนะซูลี่น้อย วันนี้ท่านพี่ของเ้าทำอะไรให้เ้ากินอย่างหรือถึงได้อารมณ์ดีแบบนี้?”
“อาหารของท่านพี่น่ะสุดยอดที่สุดในโลกเลยล่ะ ว่างๆพวกท่านทั้งสองต้องแวะมาชิมอาหารของท่านพี่บ้างแล้วล่ะ…”
นางกล่าวชักชวนทั้งตัวของลุงอู๋และลุงจางทำให้พวกเขาทั้งสองได้แต่ยิ้มจางๆออกมา
“ไว้ว่างๆข้าจะไปรบกวนนะ จริงสิถังเว่ยดูเหมือนว่าจะมีผู้ว่าจ้างคนใหม่มาแล้ว…”
ลุงจางหยิบกระดาษแผ่นนึงออกมาจากแขนเสื้อของตนเอง ก่อนที่จะยื่นมันให้กับถังเว่ย เมื่อถังเว่ยได้รับกระดาษมาเขาก็รีบทำการอ่านเนื้อหาที่อยู่ข้างในทันที พออ่านไปได้สักพักถังเว่ยก็ได้เงยหน้ามองลุงจางด้วยความสงสัย
“ไม่ระบุชื่อผู้ว่าจ้างอย่างงั้นหรือขอรับ?”
ตามปกติคนที่้าจะมาว่าจ้างถังเว่ยส่วนมากแล้วมักระบุชื่ออยู่เสมอส่วนใหญ่ก็จะเป็คนจากเมืองซานผิงนั้นเองน้อยครั้งมากๆที่จะมีคนจากเมืองอื่นมา แต่ว่าครั้งนี้นอกจากจะเป็คนจากเมืองอื่นแล้วไม่รู้ชื่อของผู้ว่าจ้างอีกต่างหาก
“ใช่…ตอนแรกข้ากะว่าจะไม่รับงานนี้ให้เ้าและบอกให้พวกเขาไปหาคนอื่นแทน แต่พวกเขากับปฎิเสธแถมยังบอกอีกว่า้าว่าจ้างเพียงแค่เ้าเท่านั้น"
“แล้วท่านพอจะทราบไหมว่าพวกเขามาจากที่ใดกัน?”
“พวกเขาไม่ได้บอก พอข้า้าจะสอบถามพวกเขาก็บอกข้าว่าไม่จำเป็ที่จะต้องรู้ข้าก็เลยไม่ได้ใส่ใจที่จะถามต่อ ก็เลยมาปรึกษาเ้านั้นแหละว่าจะรับงานนี้หรือไม่”
ถังเว่ยก็รู้สึกแปลกใจกับลูกค้ากลุ่มนี้เหลือเกินนอกจากไม่ระบุชื่อและที่มาที่ไปแถมยัง้าว่าจ้างเฉพาะเขาอีก ในเมืองซานผิงยังมีคนที่ทำอาชีพรับจ้างแบบเขาอีกเยอะถึงแม้จะไม่ครอบคลุมแบบเขาก็ตาม
“แน่นอนว่าข้าต้องรับอยู่แล้ว การที่พวกเขาไม่้าบอกก็อาจจะมีเหตุผลของตัวเอง ข้ามีหน้าที่แค่รับงานมาแล้วทำให้มันให้สำเร็จเท่านั้น เื่ของพวกเขาจะเป็ยังไงก็ไม่ได้เกี่ยวกับข้า…”
ลุงจางที่กำลังจะกล่าวห้ามตัวของถังเว่ยไว้ก็มีมือของลุงอู๋มาหยุดเอาไว้เสียก่อน
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวไปส่งน้องๆของข้าก่อนและข้าจะได้รีบเดินทางไปยังสถานที่นัดหมายทันที”
พลันคำพูดของถังเว่ยจบเขาก็ทำการประสานมือก่อนจะเดินผ่านทั้งคู่ไป
“เ้าคิดดีแล้วหรือ?ที่จะปล่อยให้เขาไปทำงานในครั้งนี้มันแปลกอยู่ๆนะ”
"เขาไม่เป็อะไรหรอกงานที่อันตรายกว่านี้เขาเองก็สามารถกลับมาได้อย่างปลอดภัยเ้าไม่ต้องกังวลหรอก"
เป็ลุงอู๋ที่กล่าวอธิบายให้กับลุงจางได้คลายความกังวลลง สำหรับทั้งคู่ครอบครัวตระกูลถังก็เหมือนเป็หลานๆแท้ของพวกเขา ไม่ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรพวกเขาก็จะคอยสนับสนุนอยู่เสมอเหมือนกับเวลาที่บางครั้งพวกเขาก็จะเป็นายหน้าคอยรับงานให้ถังเว่ยแทน
“ข้าก็หวังให้เป็นั้น…”
เดินมาสักพักพี่น้องตระกูลถังก็เดินมาถึงหน้าประตูทางเข้าสถาบันแล้วถังเว่ยค่อยๆย่อตังลงก่อนจะวางตัวของซูลี่และฟางหรงลง
“ถึงแล้วเ้าตัวน้อย ตั้งใจศึกษาสิ่งที่อาจารย์สอนด้วยนะเข้าใจไหม? ถ้าข้าได้ยินว่าพวกเ้าแอบอู้หรือไม่ตั้งใจล่ะก็ข้าจะลงโทษพวกเ้าเอง”
เขากล่าวขู่เ้าตัวเล็กทั้งสองคนเล็กน้อยเพื่อไม่ให้พวกเขาใช้เวลาไปแบบเสียเปล่า
“ข้าทราบแล้ว ขอรับ/เ้าค่ะ”
เห็นท่าทางของทั้งสองก็ทำให้มีรอยยิ้มปรากฎอยู่บนใบหน้าของเขาก่อนที่จะลุกขึ้นยื่นและหันไปมองซิงเยียนกับเฟยหรงต่อ
"พวกเ้าเองก็ด้วยนะรู้ไหมถ้าไม่งั้นล่ะก็…เจอกัน"
เฟยหรงนั้นรู้ถึงความหมายที่ถังเว่ย้าจะสื่อดีเขาจะไม่ยอมรับบทลงโทษเป็ครั้งที่สองแน่
“วันนี้ถ้าข้ามารับช้าเกินกว่ากำหนดซิงเยียนเ้านำน้องๆกลับไปก่อนเลยไม่ต้องรอข้า”
“ข้าทราบแล้ว”
ซิงเยียนพยักหน้าพร้อมกับจดจำคำสั่งของถังเว่ยเป็อย่าง เมื่อเห็นว่าไม่มีต้องกล่าวแล้วถังเว่ยจึงได้มุ่งหน้าไปยังเป้าหมายของตนทันที
“เอาล่ะคราวนี้จะเป็งานแบบไหนกันนะ”