เธอเริ่มจะเข้าใจนิสัยของเบย์คาเมรอนขึ้นมาบ้างแล้วว่า เมื่อเขา้ารู้อะไรเขาจะถามอย่างตรงเป้าทีเดียว ไม่เหมือนกับคนส่วนมากที่ได้พบมาซึ่งมักจะพยายามหลีกเลี่ยงหรือไม่ก็ระมัดระวังที่จะไม่เอ่ยถึงความพิการทางดวงตาของเธอด้วยเกรงว่าเธอจะต้องเสียใจมากขึ้น
“เกือบจะแปดเดือนแล้วละค่ะ”
เธออัดควันบุหรี่อีกครั้งออกจะแปลกใจอยู่เหมือนกันว่าทําไมคําถามอย่างตรงไปตรงมาของเขาจึงไม่ทําให้เธอรู้สึกอะไรเลยบางทีอาจจะเป็เพราะเขาไม่รู้สึกอับอายกับการที่จะเดินไปไหนกับคนตาบอดอย่างเธอก็เป็ได้
“ไม่ละเอียดถึงขั้นรู้วันรู้เวลาหรอกหรือ?”
ดูเหมือนเขาจะพยายามคลี่คลายบรรยากาศด้วยการถามให้เห็นเป็เื่ขันเสีย
“ฉันเลิกนับโมงยามั้แ่วันที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาคนที่สี่บอกกับพ่อและฉันว่าฉันจะไม่มีโอกาสมองเห็นอีกแล้วค่ะ”
ซาบริน่าพยายามแต่งน้ำเสียงให้ฟังราวกับว่าเธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับเื่นั้นเลยแต่จริงๆ แล้วความเศร้าสร้อยก็ยังปรากฏอยู่ในน้ำเสียงอยู่ดี
“แล้วมันเกิดอะไรขึ้นล่ะ?”
“รถชนกันค่ะ ตอนนั้นมันดึกมากแล้วฉันขับรถมาจากซาคราเมนโต้จะกลับบ้าน แต่แล้วมันเกิดอาการหลับในขึ้นมาฉันไม่รู้เลยจริงๆ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
มือที่จับถ้วยกาแฟไว้กระชับแน่นขึ้น
“มาตื่นขึ้นในโรงพยาบาลและตอนที่เกิดเหตุก็ไม่มีพยานรู้เห็นด้วยมีแต่ผู้ชายคนหนึ่งที่ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านมาเห็นรถฉันลงไปอยู่ในคูข้างทางหลังจากที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้วทางเ้าหน้าที่ตํารวจเขาก็ใช้เวลาในการสืบสวนอยู่นานเหมือนกัน”
ซาบริน่ารอฟังอยู่ว่าเขาจะแสดงความคิดเห็นอย่างไรกับเื่นี้บ้างเมื่อเธอเล่าถึงรายละเอียดเื่นี้ให้เขาฟังเช่นเขาอาจจะกล่าวว่า...ยังโชคดีนะที่คุณไม่ได้รับาเ็สาหัสจนต้องถึงขั้นทุพพลภาพหรืออะไรทํานองนั้นแต่เบย์ไม่ได้พูดอะไรออกมาเลย
“แล้วคุณคิดจะทํายังไงต่อไป?”
“ไม่รู้สิคะ”
เธอไม่เคยมีคําตอบสําหรับคําถามเช่นนั้นหลังจากวางถ้วยกาแฟที่ยกขึ้นจบลงเธอกล่าวต่อว่า
“เวลานี้ฉันก็เท่ากับอยู่ไปวันๆ เท่านั้นเรียนรู้วิธีที่จะทําอะไรโดยไม่ต้องใช้สายตาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อชดเชยกัน ก่อนหน้านี้ฉันมีความมั่นใจอย่างที่สุดว่าจะยึดอาชีพเป็ศิลปินซึ่งก็เรียนรู้มาจากการอ่านแต่เมื่อมาถึงเวลานี้คิดว่าจําเป็จะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของตัวเองโดยเร็วที่สุดแล้ว”
เธอถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
“ฉันไม่อยากอยู่เป็ภาระให้พ่อค่ะ”
“ผมว่าเขาอาจจะไม่คิดอย่างนั้นก็ได้นะ”
“ฉันรู้ค่ะว่าพ่อไม่คิดหรอก”
เธอเน้นตรงคําว่า“พ่อ” ออกไปอย่างไม่ตั้งใจ
แต่กระนั้นคาเมรอนก็ยังช่างสังเกตพอที่จะััความรู้สึกบางอย่างในถ้อยคําของเธอได้
“แต่อาจจะมีใครสักคนที่คิดใช่ไหมครับ?”
เขาเอ่ยถามออกไปทันที
“อย่างเช่นคู่หมั้นของพ่อคุณคนนั้น?”
ใจจริงแล้วซาบริน่าอยากจะปฏิเสธแต่ในที่สุดก็จําต้องพยักหน้ารับ
“ค่ะ แต่ฉันก็ไม่ได้ตําหนิเดบอร่าห์หรอกนะคะเพราะถึงยังไงมันก็เป็ธรรมดาที่เขาย่อม้าพ่อไว้เพื่อตัวเองมากกว่า....”
ท่าทางของเธอคล้ายจะเกิดความลังเลขึ้นมา
“เอ้อ...ฉันไม่อยากให้คุณเข้าใจฉันผิดสําหรับเื่นี้เพราะฉันเองก็ชอบเขาไม่น้อยเลยและถ้าจะพูดกันตามความจริงแล้วฉันนี่แหละที่เป็คนแนะนําให้เขาได้รู้จักกับพ่อเขามีร้านขายเครื่องประดับเล็กๆ อยู่ในซาน ฟรานซิสโกนี่แต่ที่พูดเมื่อกี้นี้เป็เพราะฉันมีความรู้สึกว่าเราสองคนไม่ควรอยู่บ้านเดียวกันเท่านั้นซึ่งเราต่างก็รู้อยู่แก่ใจ”
เธอถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ฉันกําลังมีความรู้สึกอยู่ว่าตอนนี้เดบอร่าห์เขามีความตั้งใจอยากจะส่งฉันไปอยู่โรงเรียนสอนคนตาบอด ซึ่งโรงเรียนนั่นเขาจะสอนให้คนพิการอย่างฉันได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆคือสอนตามแผนใหม่น่ะค่ะ ไม่ใช่ให้ไปเรียนสานตะกร้าหรืออะไรทํานองนั้นหรอกแต่เป็ความสามารถพิเศษเฉพาะตัวจริงๆแล้วเขาก็ยังมีงานให้ทําอีกด้วยเมื่อเรียนสําเร็จจากเขามาแล้ว”
“แล้วพ่อคุณเขามีความคิดเห็นกับเื่นี้ยังไงบ้างล่ะ?”
“ฉันคิดว่าบางที่เดบอร่าห์อาจจะยังไม่ได้เล่าความคิดนี้ให้พ่อฟังก็ได้นะคะ”
รอยยิ้มอ่อนๆ ปรากฏขึ้นตรงมุมปาก
“ฉันคิดว่าขณะนี้เดบอร่าห์เขากําลังพยายามทําอะไรบางอย่างเพื่อให้ฉันบังเกิดความรู้สึกละอายใจขึ้นเพื่อที่ว่าเมื่อพ่อหยิบยกเื่นี้ขึ้นมาเอ่ยแล้วฉันจะได้ยอมตามใจทันที”
“แล้วคุณรู้สึกละอายใจบ้างไหมล่ะ?”
เบย์เอ่ยถามเมื่อเธอเคาะเล้าบุหรี่ลงในที่เขี่ยอย่างระมัดระวัง
“ก็คงจะอย่างนั้นละมังคะ แต่มันก็เป็ธรรมดาอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”
ซาบริน่ากางนิ้วทาบลงบนโต๊ะ มองดู มันอยู่ราวกับสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
“ใครๆต่างก็อยากจะคิดว่าตัวเองเป็คนที่มีประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น”
“แล้วคุณไม่ได้ทําอะไรที่คุณว่าตัวเองเป็คนมีประโยชน์บ้างหรอกหรือ?”
“อันที่จริงทุกวันนี้ฉันก็ช่วยดูแลบ้านแล้วก็ทําอาหารให้พ่อทานนะคะแต่ถ้าพ่อกับเดบอร่าห์แต่งงานกันฉันก็คงไม่มีโอกาสทําอย่างนั้นอีกแล้วเพราะเมื่อถึงเวลานั้นบ้านมันก็ต้องเป็ของเขาอยู่แล้ว”
ดวงตาคู่นั้นยังจ้องจับอยู่กับนิ้วมือเรียวงามทั้งที่มองไม่เห็น
“ฉันรู้ค่ะว่าตัวเองสามารถจะเรียนรู้ในอะไรบางอย่างได้”
เธอส่ายหน้าอย่างอ่อนใจมือทั้งสองกลับมาประคองถ้วยกาแฟไว้อีกครั้ง
“ฉันรู้ว่าตัวเองเป็คนเ้าทิฐิเป็คนที่เชื่อมั่นในความสําคัญของตัวเองมากเกินไปมือนี่เคยจับแต่พู่กันระบายสีสันลงบนผืนผ้าใบเพราะฉะนั้นมันอาจจะเกิดขึ้นจากความไม่เต็มใจที่จะปล่อยวางมันง่ายๆ ก็ได้”
“แล้วเพื่อนชายของคุณล่ะเขามีความเห็นกับเื่นี้ยังไงบ้าง ?”
“เพื่อนชายหรือคะ ?...ฉันไม่มีหรอกค่ะแม้ว่าจะมีเพื่อนเป็ผู้ชายหลายคนแต่ก็ไม่เคยมีเพื่อนชายที่ใกล้ชิดเลยจริงๆ สักคน”
ซาบริน่าตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“คุณเป็ผู้หญิงที่สวยมากคนหนึ่งนะซาบริน่า ผมแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าคุณจะไม่มีใครมาสนใจเอาเสียเลยอย่างน้อยมันก็ควรจะมีสักคนหนึ่งละ”
เบย์พูดอย่างสงสัยแท้จริง
“ปกติแล้วฉันสนใจกับงานที่ทําอยู่มากกว่า”
เธอไหวไหล่เบาๆอีกครั้ง
“ถ้าจะพูดถึงเื่การออกเดตละก็แต่ก่อนนี้บ่อยมากทีเดียว แต่ถ้าจะมีเื่รักๆ ใค่รๆ เข้ามาข้องเกี่ยวแล้วละก็ฉันจะบอกเขาไปตามตรงเลยค่ะว่าเป็ไปไม่ได้สําหรับเื่ความรักกับการแต่งงานนั่นมันเป็เื่ของอนาคตและเมื่อมาถึงเวลานี้ฉันก็ยังดีใจนะคะ ที่รู้จักปฏิเสธคนเสียั้แ่ตอนนั้นจะมีผู้ชายสักกี่คนคะที่เต็มใจจะมีภรรยาเป็คนตาบอด”
“มันจะไม่เป็การดูถูกน้ำใจผู้ชายมากไปสักหน่อยหรอกหรือ?”
เขาถามปนหัวเราะ
“มันก็ไม่เชิงหรอกนะคะ”
เธอตอบยิ้มๆ
“แล้วฉันก็ไม่ได้ดูถูกความรักด้วย ฉันเพียงแต่พูดไปตามความจริงเท่านั้น การที่คนเราตาบอดมันทําให้คนข้างเคียงอึดอัดแล้วก็อับอายได้เขาจะต้องระมัดระวังตัวเองอยู่ตลอดเวลาที่จะไม่ทําให้เราต้องรู้สึกเสียใจโดยเฉพาะเมื่อจะบอกให้เรารู้ว่ามันยังมีอะไรบางอย่างที่คนตาบอดอย่างเราเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยไม่ได้เพียงแค่นี้มันก็ทําให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันต้องมีความระแวงเข้ามาแทรกแล้วจะไปมีความสุขได้อย่างไรกันล่ะคะ?”
“มันก็น่าแปลกนะ”
เขาพูดยิ้มๆ
“เพราะตลอดเวลาที่ผมนั่งอยู่กับคุณที่นี่ ผมไม่ได้รู้สึกอึดอัดอับอายหรือว่าตะขิดตะขวงใจอะไรเลย”
ซาบริน่ารู้สึกว่าตัวเองหน้าแดงขึ้นด้วยคําพูดประโยคนั้นของเขาทั้งนี้เพราะมันก็เป็ความจริงอยู่และขณะที่นั่งสนทนากันอย่างนี้เธอก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองตึงเครียดเลยแม้แต่น้อยเช่นกัน
“ที่ฉันพูดมาทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายถึงคุณหรอกค่ะ”
เธอตอบไปตามความจริง
“ฉันหมายถึงเพื่อนคนอื่นๆ ต่างหาก ทั้งผู้หญิงผู้ชายนั่นแหละ แม้ทุกวันนี้เราก็ยังติดต่อกันอยู่นะคะถ้าเขาไม่โทรศัพท์มา ก็มักจะแวะมาเยี่ยมเยียน หรือไม่ก็มาชวนฉันออกไปข้างนอกแต่ว่าความรู้สึกมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วเพื่อนบางคนเราสนิทกันก็เพราะมีความสนใจเื่การวาดรูปเหมือนๆ กัน เพราะฉะนั้นฉันถึงเข้าใจไงคะว่าเพราะอะไรเขาถึงไม่อยากมาหาเพราะมาแล้วก็ต้องคุยกันเื่นี้ซึ่งเขารู้ว่าจะทําให้ฉันเสียใจมากขึ้น”
เธอถอนหายใจเบาๆ สีหน้าสลดลง
“ส่วนเพื่อนคนอื่นๆ นั่นมันก็เป็เพราะว่าเราเกิดความรู้สึกอึดอัดขึ้นมาด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่สําหรับคุณ”
เธอเงยหน้าขึ้นอย่างสงสัย
“บอกตรงๆ นะคะว่าฉันไม่อาจเข้าใจคุณได้เลยฉันคุยเื่ที่ไม่น่าสนใจเหล่านี้ให้คุณฟัง แต่ทําไมถึงพูด ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแต่คุณเป็จิตแพทย์สมัครเล่นหรือเปล่าล่ะคะ?”
เธอไม่ได้พูดเล่นเลยเพราะมันมีรอยย่นบางๆ เกิดขึ้นตรงหว่างคิ้ว
“เปล่าเลย”
ซาบริน่าััรอยยิ้มในน้ำเสียงของเขาได้อีกแล้ว
“และผมก็ไม่ได้เบื่อที่จะฟังคุณพูดด้วยเพียงแต่ผมพอจะรู้ว่าเื่ทั้งหมดที่คุณเล่ามามันจะต้องก่อตัวขึ้นในจิตใจคุณมานานพอสมควรและมันก็เป็การง่ายที่คุณจะเล่าให้คนแปลกหน้าคนหนึ่งซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วยฟังมันทําให้ผมมีความรู้สึกว่าอย่างน้อยตัวเองก็เป็คนแปลกหน้าที่พอจะมีค่าอยู่บ้าง”
“ในกรณีเช่นนี้ คุณพอจะมีคําแนะนําอะไรให้กับฉันบ้างไหมล่ะคะ?”
เธอถามพร้อมรอยยิ้มอย่างท้าทาย
“คนแปลกหน้าย่อมจะให้คําแนะนําไม่ได้หรอกอย่างดีก็ทําได้แค่รับฟังเท่านั้น”
คราวนี้น้ำเสียงที่ตอบมีแววหัวเราะแฝงอยู่อย่างชัดเจนเมื่อเขาหลีกเลี่ยงการตอบคําถามของเธออย่างชาญฉลาด
มีเสียงฝีเท้าเร็วๆเดินเข้ามาใกล้บู๊ทที่เขาและเธอนั่งอยู่
“้ากาแฟเพิ่มอีกไหมคะ?”
พนักงานเสิร์ฟสาวเอ่ยถามขึ้น
“สําหรับฉันเห็นจะไม่แล้วละค่ะ ขอบใจ”
เธอลูบปลายนิ้วไปบนหน้าปัดนาฬิกาสําหรับคนตาบอด
“และถึงเวลาที่ฉันควรจะกลับบ้านแล้วด้วย”
“งั้นขอบิลล์ได้เลย ขอบใจ”
เบย์กล่าว