“ คุณชาย มาแล้ว ข้าได้มาแล้ว “ เฝิงหลานรีบวิ่งกลับมาหาคุณชายน้อยที่ยืนหลบแดดจ้าอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่มิใช่นางอยากเอาเปรียบเฝิงหลานจึงมายืนหลบแดดอยู่ตรงนี้เพียงแต่เพราะเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่เมืองหลวง เฝิงหลานไม่อยากให้เกิดขึ้นซ้ำรอยอีก
หากออกงิ้ววาดลวดลายไม่เป็นสู้ไปยืนให้กำลังใจอยู่ห่างๆเสียดีกว่า
กู้เซียนเซียนรีบมองตามกระดาษในมือของนางอย่างรวดเร็วสายตาพลันเป็นประกาย
จะใช่อย่างที่นางคิดหรือไม่นะหากไม่ใช่ อย่างมากก็มาเสียเที่ยว ถือว่ามาท่องเที่ยวก็แล้วกัน
เฝิงหลานรีบคลี่กระดาษที่ต้องจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้อข้อมูลเพียงเล็กน้อยแค่นี้มาจากทหารเฝ้าด่านชายแดน
ไป๋เลี่ยงหลินรีบเดินเข้ามาดูด้วยทันทีเพราะอักษรบางตัว กู้เซียนเซียนก็ยังไม่รู้จัก พูดอย่างตรงไปตรงมาคือนางไม่คิดว่าหลานสาวของนางจะอ่านหนังสือออกทุกคำ
“ อืม ใช่จริงๆด้วย เป็นอย่างที่เจ้าคิดจริงๆ คนเข้าและคนออกนอกด่านภายในหนึ่งวันมีเพียงครึ่งเดียวหากคนเข้าออกเกินสิบร้อย แปลว่าคนต้องอาศัยอยู่ในด่านอีกครึ่งส่วน “ ไป๋เลี่ยงหลินค่อยๆไล่อ่านตัวเลข และตัวอักษรทีละตัวให้กู้เซียนเซียนฟัง
“ ฤดูร้อน คนจะเยอะที่สุด ส่วนในฤดูหนาวและฝน กลับลดลงไปอีกสามสี่ส่วน “ อาหญิงยังคงอ่านต่อไป
“ ตอนนี้เป็นปลายฤดูหนาว กลับยังมีคนพลุกพล่านถึงเพียงนี้ ตอนที่ข้าออกไปซื้อของกับพวกท่านครั้งหลังสุดโรงเตี้ยมต่างๆแออัดไปด้วยผู้คน หลายคนยังต้องนอนในรถม้าข้าวของต่างๆก็ฝากไว้ไม่ได้ ยังต้องคอยเฝ้าระวังโจรอีก “ กู้เซียนเซียนเอ่ยเพิ่มขึ้นมาบ้างสายตายังจับจ้องไปที่กระดาษเบื้องหน้า
“ คนส่วนใหญ่เดินทางมาเป็นหมู่คณะ ส่วนมากมากับบ่าวรับใช้ อีกสองส่วนถึงจะพาครอบครัวมาด้วยคนที่พาครอบครัวมาด้วย มักอยู่ในเมืองนานกว่าคนค้าขาย “ไป๋เลี่ยงหลินยังคงอ่านต่อไปเรื่อยๆ เมื่อเห็นกู้เซียนเซียนให้ความสนใจมากจนสายตาแทบจะเพ่งทะลุไปที่กระดาษตรงหน้าแม้ว่าบางตัวอักษรนางจะอ่านไม่ออกเลยก็ตาม
“ คนที่เข้าเมืองเกือบทั้งหมดมีสิ่งของมาด้วย แม้ไม่ใช่ทุกคนจะมีรถม้า ขากลับออกไป บางคนก็มี บางคนก็ไม่มี ตรงนี้ทหารไม่ได้เก็บข้อมูลไว้“ เฝิงหลานเอ่ยบอกข้อมูลนี้ต่อกู้เซียนเซียนด้วยวาจา เพราะไม่มีใครให้รายละเอียดนางได้จริงๆ
“ แต่มีรถม้า เกวียน และบ้างก็ขี่ม้ามากันเกินครึ่งส่วน “ นางกล่าวเสริมขึ้นมาอีก
สิ่งที่ทำให้ไป๋เลี่ยงหลินพึงพอใจมากกว่าการหาเงินนั้นคือท่าทีของหลานสาวตรงหน้านางกำลังพยายามเรียบเรียงข้อมูลต่างๆที่ได้ยินมา พร้อมทวนคำไปด้วยช้าๆ ด้วยท่าทีกระตือรือร้นมีชีวิตชีวในแบบที่อาหญิงเยี่ยงนางไม่เคยเห็นมาก่อน ความจริงจังจนเกือบจะกลายเป็นใจร้อน นางแทบไม่สามารถหยุดรอฟังข่าวสารที่เฝิงหลานหามาได้แม้แต่เค่อเดียว ตอนที่หลานสาวเสนอความคิดเรื่องนี้ขึ้นมาในรถม้าระหว่างทางที่พวกนางพากันมาที่หน้าด่านความคิดในการทำโรงเตี้ยมทั้งสี่ทิศรอบเมืองแห่งนี้ นับว่าไม่เลวเลยจริงๆ
ที่มากไปกว่านั้นการวิเคราะห์ด้านตัวเลขของนาง การไล่เรียงที่เป็นเหตุเป็นผลคำถามต่างๆที่นางคิดไว้เพื่อหาคำตอบก็ดูครอบคลุมจนคาดไม่ถึง การที่นางวิ่งมาดูให้ประจักษ์แจ้งแก่สายตาไม่คาดเดาไปเองก็เช่นกันประหนึ่งว่าการคำนวนความเป็นไปได้เช่นนี้จะอยู่ในสายเลือดของตระกูลลูกพ่อค้าเช่นนางไปแล้ว หรือนี่จะเป็นเช่นที่พี่สาวของนาง ‘ไป๋อวี้’เคยบอกแก่นางไว้ว่าเงินมีอยู่ทั่วไปในอากาศขอเพียงหาวิธีหยิบเอามาไว้กับตัวให้ได้ก็พอ
ขากลับขึ้นมาบนรถม้าเฝิงหลานอดถามกู้เซียนเซียนไม่ได้ว่านางคิดวิธีหาเงินเช่นนี้มาได้อย่างไร
คำถามนี้ทำให้กู้เซียนเซียนยิ้มจนตาหยีแก้มป่องๆในอดีตบัดนี้ยุบลงจนมองเห็นเป็นกรอบหน้าของหญิงสาวชัดเจนมากขึ้น “ เจ้าจำห้องพักที่อารามเต๋าได้ไหม ทุกๆเทศกาลหรือวันหยุดยาวจะมีคนมาพักเป็นจำนวนมาก ในขณะที่วันธรรมดาทั่วไปกลับไม่ค่อยมีคนเข้าพักซักเท่าไหร่ ตอนห้องพักเต็มจนขาดก็ส่วนหนึ่งแต่พอไม่มีคนเข้าพักก็ส่วนหนึ่ง ข้าเคยคิดหาวิธีให้คนเข้าพักได้พอดีกับห้องอยู่ตลอดแต่เพราะไม่อาจจัดการเรื่องราวต่างๆเองได้ จึงไม่ได้เสนอความคิดนี้ออกไป”
นางยังคงส่งยิ้มเอียงคอมองไปที่อาหญิงของนาง ก่อนเอ่ยต่อ “ อาหญิง ตอนนี้หลานคิดว่าหลานสามารถหาวิธีบริหารห้องพัก ที่รับฝากของด้านหลังโรงเตี้ยมและที่ฝากม้าของคนเดินทางได้ อาหญิงจะเชื่อเซียนเซียนหรือไม่ “ นางพูดพลางหยิบลูกคิดดีดมาดีดไปในมืออยู่ตลอดสายตามองสลับระหว่างกระดาษที่วางอยู่ด้านหน้าไปพร้อมๆกันโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองสายตาประหลาดใจที่ถูกส่งออกมาจากอาหญิงและบ่าวคนสนิทอีก ประหนึ่งตกอยู่ในโลกของการคำนวนที่ไม่สิ้นสุดในแบบของตัวเอง
‘ นี่ยังใช่เด็กที่ดีดพิณไม่ได้เรื่องคนนั้นอยู่หรือไม่ ตัวอักษรก็อ่านได้ไม่กี่ตัวเรื่องยาและสมุนไพรที่พร่ำสอนก็ได้แบบงูๆปลาๆ เหตุใดเวลาเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวเลขแล้วนางกลับทำได้อย่างคล่องเคล่วนัก’ ความคิดของไป๋เลี่ยงหลินล่อยลอยไปไกลจนถึงขั้นเหม่อลอย
สำหรับเฝิงหลานนั้น ยิ่งแทบไม่เชื่อสิ่งที่นางได้ยินมาตั้งแต่ออกจากบ้านนางยังคิดว่าคุณหนูสี่อาจไปกินยาผิดประเภทที่ไหนมา ไฉนเลยจึงเสนอความคิดลึกล้ำเช่นนี้ออกมาได้แค่เคยดูคนรับใช้ที่อารามจัดการห้องพักลุกลามกระทั่งคิดไปถึงคลังรับฝากสินค้า
หลังดีดลูกคิดไปมาอีกครู่ กู้เซียนเซียนก็ตะโกนสั่งให้คนขับรถม้าวิ่งออกไปทางประตูหน้าด่านที่ไกล้ที่สุดอีกแห่ง เพียงแต่ชายสูงวัยตอบกลับบอกว่าวันนี้ไม่มีทางที่จะไปถึงทันก่อนฟ้ามืดหากจะไปต้องพักค้างคืนระหว่างทาง แล้วพรุ่งนี้จึงค่อยเดินทางต่อ
“ ถ้างั้นดีเลย เรากลับบ้านกันก่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยไปอีกทางจะสะดวกกว่าไม่รู้ว่าหากดันทุรังไปตอนนี้ จะไปถึงที่หน้าด่านกี่ยาม “ เฝิงหลานเอ่ยขึ้นบ้าง
กู้เซียนเซียนเงยหน้าขึ้นจากลูกคิดของนาง “เราไปหาโรงเตี้ยมพักกันเถอะ ข้าอยากรู้ว่า ระดับของห้องพัก แบบไหนที่คนเลือกพักมากที่สุดแบบไหนที่คนเดินทาง และคนมีครอบครัวจะเลือก แล้วยังมี… “นางกำลังพูดไปเรื่อยๆอย่างใช้ความคิด เพราะที่อารามเต๋าก็เป็นแบบนี้แต่เพราะที่นั่นให้เข้าพักฟรี มีเพียงเงินบริจาคตามกำลังศรัทธาเท่านั้นนางจึงไม่รู้ว่าหากต้องจ่ายเงิน ห้องแบบไหนที่คนแต่ละแบบจะเลือกพัก
“เอาเถอะ เราจะพักค้างคืนกันข้างนอก “ ไป๋เลี่ยงหลินเอ่ยขึ้นหลังฟังกู้เซียนเซียนสาธยายจบเพราะรู้ว่าความตั้งใจของหลานสาวนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะใช้หาเงินได้ในอนาคต
หลังจากพากันตระเวนพักค้างแรมเพื่อไปดูคนที่เข้านอกออกในด่านในจุดต่างๆจนครอบคลุมแล้ว กู้เซียนเซียนยังสอบถามระยะเวลาของการขี่ม้าและการลากสัมภาระจากนอกด่านให้มาถึงเขตเมืองได้ภายในช่วงบ่ายคล้อยกับคนขับรถม้ารับจ้างอีกหลายคน นางอธิบายกับอาหญิงและเฝิงหลานด้วยภาษาที่เรียบง่ายตามที่นางเข้าใจเอาเอง“ ตอนที่เราเดินทางเข้าเมือง คนส่วนใหญ่ก็ใช้วิธีออกจากที่พักแต่เช้าเพื่อเข้ามาถึงเมืองยามเที่ยง หรือช้าสุดคือยามบ่ายก่อนประตูเมืองปิดมิใช่หรือดังนั้นหากเราย้อนเส้นทางกลับไปพื้นที่ตั้งของโรงเตี้ยมก็น่าจะอยู่ตามระยะทางที่ม้าและเกวียนเหล่านั้นวิ่งมาถึงประตูเมืองเช่นกันและต้องไม่อยู่ไกล้เมืองจนเกินไป มิเช่นนั้นห้องพักนอกเมืองคงไม่มีใครมาแวะมิสู้กลับเข้ามานอนในเมืองเลยจะดีกว่า ยกเว้นห้องเล็กๆที่เอาไว้เก็บตกคนที่เข้าเมืองไม่ทันพวกนั้น“ นางพูดพร้อมชี้มือไปที่กลุ่มคนที่กำลังทะยอยเดินออกมาจากประตูเมืองภายหลังจากที่ออกนอกเมืองไม่ทันในวันนี้
ไม่มีคำพูดสงสัยใดๆ หลุดออกมาจากปากของอาหญิงและเฝิงหลานอีก ตลอดระยะเวลาเจ็ดวันที่พวกนางพากันตระเวนเพื่อสอบถามข้อมูลนับว่าได้เปิดหูเปิดตากับความคิดอ่านของหลานสาวไม่น้อยแทบจะได้เรียกได้ว่า นางมองอะไรก็เห็นเป็นเงินไปทองไปเสียหมด
หลังผ่านการเดินทางอย่างทรหดมาหลายวัน ตอนที่กลับมาถึงบ้าน อาหญิงก็ล้มป่วยลง
กู้เซียนเซียนกลับกลายเป็นคนที่หยิบจับอะไรไม่ถูกคนเดิม แต่ไม่ใช่กับเฝิงหลานนางรีบออกไปตามหมอก่อนจะกลับมาเช็ดตัวให้กับไป๋เลี่ยงหลินที่กำลังมีไข้สูง
ตอนที่สติของอาหญิงยังเลอะเลือนเพราะพิษไข้นางยังคงเอ่ยปากไล่เซียนเซียนให้อยู่ห่างจากนาง ด้วยเกรงว่าหลานสาวจะพลอยติดไข้ลมหนาวจากนางไปด้วยเพียงนางปรือตาขึ้นมามองเห็นกู้เซียนเซียนในห้อง นางก็แทบจะปาชามยาไล่นางกลับออกไปทันที
“อาหญิง ข้าจะเชื่อฟังท่าน ท่านก็อย่าโกรธเลยนะ “ นางพูดพลางเดินถอยหลังแล้วรีบวิ่งออกไปชะเง้อมองที่หน้าห้องนอนไม่กล้าจะขัดคำสั่งของนางอีก
ในห้วงเวลาเดียวกันนี้เองที่เมืองหลวงก็มีข่าวลือเกี่ยวกับคู่หมั้นของคุณหนูจวนกั๋วกงที่จู่ๆก็ขอโยกย้ายตัวเองไปเป็นที่ปรึกษาทางการทหารอยู่ชายแดนตะวันออกและหลังจากนั้นเป็นต้นมาก็แทบไม่ปรากฏชื่อและข่าวคราวต่างๆของบุคคลผู้นั้นอีกเลย