ผมเป็นสมาชิกเว็บเทพบรรพกาล

    EP-127 ศัตรูพบหน้า

    ตระกูลสือ

    ผู้นำตระกูลถึงกับเรียกประชุมเร่งด่วน หลังจากที่รู้ข่าวเกี่ยวกับสำนักซู

    “พ่อครับ เรื่องของหลินอู๋เฉินผมว่าเราควรปล่อยวางได้แล้ว ตัวตนของเขาน่าหวั่นเกรงเกินไป ถึงแม้เขาจะฆ่าคนในตระกูลเรา แต่เราก็ไม่สามารถทำอะไรเขาได้ แม้แต่ซูถงเหมิน ผู้อยู่เบื้องหลังสำนักซูมาด้วยตัวเองก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้ ผมว่าเราควรถอยตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า”

    เนื่องจากสือก้วนผิงติดตามข่าวคราวเกี่ยวกับสำนักซูและหลินอู๋เฉินมาโดยตลอด ดังนั้นจึงได้รู้ แม้ฝ่ายนั้นตั้งใจจะปิดบังข่าวสารก็ตาม

    สือก้วนผิงรับชมเรื่องราวห่างๆ ยามนี้ใบหน้าถึงกับแก่ชราลงไปหลายปี แต่แววตาคู่นั้นยังแข็งขึง

    “หยุดไม่ได้ หมอนั่นกล้าดียังไงมาฆ่าลูกชายของฉัน เหยียบย่ำตระกูลสือจนป่นปี้ อาศัยหน้าของเขางั้นเหรอ เหอะเหอะ นอกจากนั้นยังทำให้ฉันต้องเสียเงิน 100 ล้านหยวนและส่วนแบ่งทางธุรกิจให้กับตระกูลซ่ง หากถอยไปเฉยๆ ไม่ทำอะไร มีหวังได้กลายเป็นที่น่าหัวร่อของทุกคนในชุนเหลียน”

    เว้นช่วงไปเล็กน้อย สือก้วนผิงเสริมว่า

    “ติดต่อนักฆ่าจากตำหนักม่วง ไม่ว่าจะใช้เงินเท่าไหร่ก็ตาม ขอแค่หลินอู๋เฉินถูกฆ่า ฉันจ่ายไม่อั้น!”

    พูดถึงตำหนักม่วงสมาชิกบ้านสกุลสือถึงกับกลืนน้ำลาย

    คนภายนอกอาจไม่รู้เกี่ยวกับตำหนักม่วง คนที่รู้เกี่ยวกับมันมีแค่วงการใต้ดิน ตำรวจ นักสืบ หรือใครก็ตามที่มีเส้นสายกว้างขวาง

    ตำหนักม่วงคือองค์กรมือสังหาร ราคาไม่ใช่ถูกๆ การันตีผลงานมีคุณภาพ ดังนั้นสือก้วนผิงถึงได้เล็งเห็นความสามารถของพวกเขา หวังฆ่าหลินอู๋เฉินให้ตายคามือ!

    “ในเมื่อคุณพ่อตัดสินใจแบบนี้ ชีวิตของหลินอู๋เฉินก็ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว” ใครบางคนถอนหายใจ ราวกับว่าหลินอู๋เฉินคือศพในอนาคต

    “หึหึ ด้วยตำหนักม่วง ต่อให้เขาจะเก่งมากแค่ไหน มันก็งั้นๆ ไม่มีค่าควรให้กล่าวถึง นอกจากนั้นหลังจากที่หลินอู๋เฉินถูกฆ่าก็ถึงคราวล้างแค้น ซ่งซือเจียง!”

    เมื่อการประชุมเสร็จสิ้น พวกเขาเริ่มติดต่อหา'ตำหนักม่วง'ผ่านช่องทางลับๆ

    ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงตำม่วงตั้งอยู่ที่ใด หรือมีฐานลับกี่แห่ง รู้เพียงแค่ว่าเป็นองค์กรนักฆ่ามากฝีมือและเชื่อถือได้

    สือก้วนผิงยอมทุ่มเงินหลายสิบล้านหยวนเพื่อฆ่าหลินอู๋เฉิน!

    ............

    วันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มไม่ได้ไปเรียนเนื่องจากเป็นวันเสาร์ เขาออกไปทำธุระข้างนอกกับมู่เจาเจา หรือก็คืองานพนันแร่หินที่มีอัญมณี หยกซ่อนอยู่ด้านในนั่นเอง

    หลินอู๋เฉินขับรถไปรับอาจารย์ที่บ้าน ยังจำได้ดีเกี่ยวกับงานเลี้ยงวันเกิดนายผู้เฒ่ามู่ เอี้ยเฟยแสดงความเป็นปฏิปักษ์ชัดเจน นอกจากนั้นกิริยามารยาทยังต่ำช้า ไม่มีความเป็นผู้ดีหรือชนชั้นสูง แต่กระนั้นนายผู้เฒ่ากลับเลอะเลือน และหวังเพียงว่าให้หลานสาวหมั้นหมายหรือถึงขั้นแต่งงานกับเอี้ยเฟย

    หลินอู๋เฉินลงมาจากรถ พบกับอาจารย์คนสวยที่ยืนหน้าบึ้งแต่เช้า เขาเดินเข้าไปหาเธอ จับปอยผมเล็กๆ แล้วถามเป็นกันเอง

    “เป็นอะไรไป ถึงได้หน้างอละคนสวย”

    อาจารย์ย่นจมูก กระทืบเท้าด้วยความไม่พอใจ “ก็คุณปู่น่ะสิ อยากให้อาจารย์ขึ้นรถไปคันเดียวกับเอี้ยเฟย เขาบ้าไปแล้วแน่ๆ รู้ทั้งรู้ว่าไม่ชอบก็ยังผลักดัน โชคดีที่ได้คุณพ่อช่วยพูด ไม่งั้นคงได้นั่งคันเดียวกัน”

    “ดูท่าอาจารย์มู่ คงเกลียดเอี้ยเฟยมากเลยสินะ”

    “แหงสิ ขยะแบบนั้นทำไมถึงต้องชอบ เธอเองก็รู้ว่าเขามันน่ารังเกียจ ปลิ้นปล้อนตลบตะแลง มีเพียงคุณปู่คนเดียวเท่านั้นแหละที่ชอบ”

    มู่เจาเจาทำราวกับเอี้ยเฟยเป็นโรคร้าย แค่หายใจใกล้ๆ ยังผิด ดังนั้นการไม่นั่งรถกับสิ่งสกปรกอย่างเขาคือสิ่งที่พึงทำ

    “แล้วนี่เขาไปไหน” หลินอู๋เฉินถาม

    “ออกไปก่อน กับอาของฉัน มู่เจี้ยนผิงน่ะ”

    หลินอู๋เฉินจดจำใบหน้าของมู่เจี้ยนผิงไม่ได้ รู้เพียงว่าเป็นสาวโสดในวัยใกล้ 40 ปี ที่ยังครองโสดไม่มีแฟน

    “งั้นก็ดีเลยไม่ใช่เหรอ ที่สองคนนั้นไปด้วยกัน”

    “ดียังไง?” มู่เจาเจาเลิกคิ้วสูง

    “อาจารย์เคยบอก ใกล้วันเกิดมู่เจี้ยนผิงแล้ว เราก็แค่อาศัยจังหวะนี้สร้างเรื่องราวให้คนทั้งสอง งานวันเกิดนายผู้เฒ่ามู่ทุกคนได้เห็นแล้วว่าเอี้ยเฟยมีนิสัยยังไง มันก็ไม่แปลกหากเขาจะมีอะไรกับมู่เจี้ยนผิงในวันงาน ถ้าอาจารย์เห็นด้วยน่ะนะ”

    “ยิ่งกว่าเห็นด้วยซะอีก!” มู่เจาเจาหัวเราะมีความสุข ขยับเข้ามาใกล้แล้วหอมแก้มศิษย์รักไปทีนึง พอเห็นว่าเขาเอาแต่มองเธอจึงหน้าแดงปลั่ง ตอบเสียงต่ำว่า “รางวัล...รีบไปเถอะ อากาศเช้าๆ ยังดีอยู่ ขืนไปบ่ายเดี๋ยวจะร้อนเอา”

    .........

    บริษัทจิลเวลรี่ หลิวหยุนเฟิง แม้ภายใต้ชื่อนี้ฟังดูจะยิ่งใหญ่เกรียงไกร ทว่าแท้จริงแล้วเจ้าของกลับเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง อายุแค่ 30 ปี ทว่าใบหน้ากลับอ่อนวัย ราวกับสาวแรกรุ่นไม่มีผิด

    “คุณหลิว แขกมากันครบแล้วค่ะ จะเริ่มเปิดหินกันเลยไหมคะ” เลขาสาวคนสวย ป๋ายอวี่ถาม

    เจ้าของจิวเวลรี่ใบหน้าสวยหยาดเหลือบมองนาฬิกา แล้วพยักหน้าเป็นเชิงตอบคำถาม

    ป๋ายอวี่รับคำ แขกทุกคนจึงสามารถเดินไปเลือกหินมาตัด ดูว่าข้างในจะมีเพชรพลอย รูปปั้นพระพุทธรูป หรือไม่ก็หยกที่หาได้ค่อนข้างยาก

    นี่คือบ่อเงินบ่อทองของหลิวหยุนเฟิง พวกคนร่ำรวยมักใช้จ่ายไม่อั้น นำเงินมาพนันหินหยกที่นี่ วันนึงมีทั้งได้กำไรและขาดทุน เนื่องจากเพราะลูกค้าบางรายได้หยกคุณภาพดี สามารถขายให้กับหลิวหยุนเฟิงได้ในราคาที่แพงขึ้น แต่กระนั้นอัตราการสำเร็จก็ใช่ว่าจะร้อยเปอร์เซ็นต์

    คิดตามอัตราส่วน เป็นเธอเองที่ยังได้กำไรจากหิน

    “อู่จี้ อย่าเดินไปไกลนะลูก ที่นี่คนเยอะ อย่าไปรบกวนคนอื่นนะรู้ไหม” เหยียนตี้มากับลูกของเธอ วันนี้แต่งตัวสวย ชนิดที่ว่าหนุ่มๆ ทุกคนเห็นแล้วต้องมองตาค้าง

    “แม่คะ เมื่อไหร่น้าสาวจะมา หนูอยากเจอคุณพ่ออีกจัง” เด็กสาวกำลังเลือกหินสำหรับนำมาตัดอยู่ ใบหน้าของเธอน่ารักน่าชัง แตกต่างกับแม่ที่สวยสะพรั่ง

    “คุณน้าน่าจะกำลังเดินทางมา ส่วนคุณหลิน...ลูกอย่าเรียกแบบนั้นเลย มันไม่ดีต่อเขานะรู้ไหม เรียกเขาว่าพี่ชายก็พอ” เหยียนตี้รีบปรามความเข้าใจผิดลูกสาว ประเดี๋ยวจะทำให้ชื่อเสียงหลินอู๋เฉินเสีย

    วันนี้เป็นวันหยุดของเธอ ได้รับการชักชวนจากมู่เจาเจา จึงได้พาลูกสาวมาที่จิวเวลรี่ของหลิวหยุนเฟิง

    “จริงเหรอคะ เขาไม่ใช่พ่อของหนูจริงเหรอ แต่เห็นแม่ชอบดูรูปพี่เขานี่นา แถมรูปยังตั้งอยู่ที่หัวเตียง ถ้าหากไม่ใช่พ่อแล้วจะเป็นใคร” เหยียนอู่จี้กระพริบตาปริบๆ น้ำเสียงมีความไม่เชื่อมารดาหลายส่วน

    “ใครบอกว่าแม่ดูรูปเขา!” เหยียนตี้หน้าร้อนผ่าว แต่ไม่กล้าดุลูกสาว ทำให้เจ้าตัวเล็กหัวเราะชอบใจ หยิบหินก้อนเล็กๆ ขึ้นมาเขย่าสนุกสนาน

    “หืม....นั่นคุณเหยียนไม่ใช่เหรอคะ บังเอิญจังนะคะที่เราได้เจอกัน”

    เหยียนตี้ผินหน้าไปมองเจ้าของเสียง ค่อยจำได้ว่าเป็นใคร อาของมู่เจาเจา มู่เจี้ยนผิงที่ยังครองโสดนั่นเอง เธอเดินมาพร้อมกับเอี้ยเฟย ผู้ชายกระจอกๆ ที่ชอบวางท่า เห็นหน้าเขาทีไรเหยียนตี้อดไม่ได้ต้องนึกถึงสามีราคาถูกที่คุณปู่หาให้ เพราะงั้นใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเธอถึงได้คล้ำลง

    “บังเอิญจริงค่ะ แล้วนี่มากันสองคนเหรอคะ หรือว่าพวกคุณวางแผนเดทกันอยู่” เหยียนตี้ถามตามมารยาท ความจริงเธอเองก็รู้จากปากมู่เจาเจาแล้ว แต่ที่มาวันนี้ก็เพราะอยากพบใครคนหนึ่ง

    “อ๋อ...เปล่าหรอกค่ะ เราไม่ได้มากันสองคน ยังมีเจาเจาด้วย แต่เห็นว่าเธอตื่นนอนสายก็เลยช้า ตอนนี้น่าจะกำลังออกมา เห้อวันหยุดทั้งทีกลับนอนตื่นสาย ใช้ไม่ได้เลยนะคะเจาเจาเนี่ย ไม่รู้ว่าคนขี้เกียจสันหลังยาวแบบนี้จะมีใครสนใจเอาไปเป็นเมียหรือเปล่า”

    มู่เจี้ยนผิงเกลียดหลานสาวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

    ดังนั้นพออยู่ข้างนอกจึงไม่ต้องการรักษาภาพลักษณ์ของเจาเจา เพราะอยากให้ทุกคนรู้ถึงความอัปลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้หนังหน้าแสนหวานนั่น

    “อ้อ...เหรอคะ แต่คุณเองก็เถอะ อายุปูนนี้แล้วแต่ยังไม่แต่งงาน หรือว่ากำลังรอใครอยู่คะ” เหยียนตี้ยิ้มถาม ทำเอาใบหน้าที่กำลังผลิบานของมู่เจี้ยนผิงสลดลงอย่างช่วยไม่ได้

    “เอ่อ...ผมว่าเรามาดูหินกันทั้งที อย่าพูดเรื่องคู่ครองอะไรนั่นเลยดีกว่าครับ ควรจะเลือกหินแล้วพนันกันว่าข้างในคืออะไร” เอี้ยเฟยที่เงียบมาโดยตลอดเข้าร่วมวงสนทนา

    มู่เจี้ยนผิงพยักหน้าเห็นด้วย “คุณเหยียน เรามาพนันกันไหมคะ ไหนๆ มาแล้ว”

    “พนันกัน...ฉันกลัวว่าคุณจะไม่มีจ่ายน่ะสิคะ” เหยียนตี้แม้จะไม่หัวเราะ แต่มู่เจี้ยนผิงพลันเข้าใจว่านี่คือการเหยียดหยาม อีกฝ่ายกำลังดูถูกเธอ ที่ไม่ได้เป็นผู้สืบทอดตระกูลมู่ แล้วจะมีคุณสมบัติที่ไหนมาพนันกับเธอ

    “พนันกันสนุกๆ ก็ได้นะครับ ไม่เห็นต้องใช้เงินเลยนี่นา ว่างั้นไหมครับทุกคน” เอี้ยเฟยยิ้มกล่าว ยังทำตัวเป็นสุภาพบุรุษปากหวาน

    “แหมๆ ไม่ใช้เงินงั้นเหรอ ก็นะในฐานะคนปลิ้นปล้อนกลับกลอก ลิ้นไม่มีกระดูกอย่างนาย คงทำได้เพียงวิ่งเต้นไปรอบๆ อาศัยบารมีของตาเฒ่ามู่นั่นแหละ”

    “นั่นใคร...!” เอี้ยเฟยตวาดเสียงดัง ทำเอาใครหลายคนหันมามอง พวกเขาพบกับชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาๆ คนหนึ่ง เดินมาพร้อมกับผู้หญิงสวยที่อยู่ในชุดแสนหวาน

    “หลินอู๋เฉิน!” เอี้ยเฟยขบฟันกรอด

    ดูเหมือนว่าวันนี้ต้องปะทะกับศัตรูที่เกลียดขี้หน้าอีกครั้งหนึ่ง!

    คล้ายกับเรื่องผมเป็นสมาชิกเว็บเทพบรรพกาล ที่คุณอ่าน