ณจุดสูงสุดของภูผา ตู้เซ่าฝู่สีหน้าซีดเผือดการเหาะเหินเดินอากาศสูงลิบลิ่วเมื่อสักครู่เกือบทำให้เขาสำรอกขาหมูที่เพิ่งจะรับประทานมาอิ่มๆ
ที่สำคัญกว่าก็คือขบวนอสูรที่ออกมาอาละวาด มีทั้งอสูรพันธุ์มีปีกที่ใช้ปีกสร้างพลังลมโจมตีและอสูรพันธุ์อื่นๆ ที่คำรามปล่อยพลังใส่กันอย่างอลหม่านทำให้ตู้เซ่าฝู่ที่มองดูอยู่ห่างๆ ใจเต้นตุบๆหากตนต้องเผชิญหน้ากับขบวนอสูรที่น่ากลัวระดับนั้นคงต้องตายแล้วตายอีกเป็ร้อยครั้งพันครั้งฉากนั้นทำให้ตู้เซ่าฝู่เข้าใจถึงความน่ากลัวของข้างในแนวเขาอสุรกายได้เป็อย่างดี
“น่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ แล้ว นึกไม่ถึงว่าในเทือกเขาอสุรกายจะมีสิ่งที่โเี้ร้ายกาจได้ขนาดนี้ มันสามารถไล่อสูรฝูงเบ้อเริ่มได้ทั้งยังมีอสูรและปีศาจที่ฝีมือไม่เลวออกมาเพียบ ดูท่าแล้ว ข้าดูถูกเทือกเขาอสุรกายแห่งนี้ไปหน่อย”
สตรีงามชุดเรียบมองไปที่ทิศทางที่ขบวนอสูรจากมาและยิ้มกรุ้มกริ่มจากนั้นนั่งขัดสมาธิเงียบๆ นางใช้มืออันเรียวงามของนางหยิบขลุ่ยสีอำพันที่ดูโบราณถือตั้งฉากกับพื้น นำมาวางไว้บริเวณริมฝีปาก ปากของนางค่อยๆ ขยับและแล้วก็มีเสียงขลุ่ยที่ไพเราะราวกับเสียงแห่งธรรมชาติดังออกมา
ทำนองจังหวะขึ้นลงของขลุ่ยถูกบรรเลงแผ่เสียงผ่านทางอากาศ เป็ท่วงทำนองเดิมที่คุ้นเคยแม้ตู้เซ่าฝู่เคยฟังแล้วครั้งหนึ่งทว่าก็ยังคงรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปกับเสียงบทเพลงนี้
ผ่านไปหนึ่งค่ำคืนเมื่อท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีปรากฏแสงจางๆ ตู้เซ่าฝู่ก็ตื่นจากทำนองอันไพเราะเพราะพริ้งเมื่อสักครู่เสียงขลุ่ยนั้นราวกับเป็สิ่งต้องคำสาปทำให้เขาจมดิ่งเคลิบเคลิ้มไม่ได้สติโดยสมบูรณ์ แม้กระทั่งในทำนองเพลงขลุ่ยราวกับสามารถชำระล้างิญญา หลังจากตื่นขึ้นมา รู้สึกสบายตัวทั้งร่างกายกระปรี้กระเปร่าสดชื่นสุดๆ
แม่นางคนงามชุดราบเรียบคนนี้ยังคงหลับตาสองข้างนั่งสมาธิอยู่ที่เดิม
“ขบวนอสูรช่างน่ากลัวเสียเหลือเกิน”
ตู้เซ่าฝู่มองดูตามทางที่ขบวนอสูรผ่านไปทั้งหมดเมื่อคืนสภาพความยับเยินรุนแรงดั่งบริเวณนั้นเพิ่งแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาเขาแสดงสีหน้าใกลัวอีกครั้ง จากนั้นเขาก็มองไปยังทิศทางเมืองสือเฉิงทว่าไกลมากจนสายตาไม่อาจมองเห็นจุดนี้น่าจะไกลจากเมืองสือเฉิงมากจนไม่รู้ว่าเท่าไรแล้ว
“ทำไมกลัวหรือ?”
ไม่รู้ว่าสตรีงามนางนั้นเปิดตาั้แ่เมื่อไรสายตาของนางมองมาที่ตู้เซ่าฝู่
“น่ากลัวจริงๆ นั่นแหละ” ตู้เซ่าฝู่ไม่ปฏิเสธ เมื่อย้อนนึกภาพเหตุการณ์ของขบวนอสูรหากไม่กลัวเลยคงเป็ไปไม่ได้
“เ้าถือว่าแสดงฝีมือได้ไม่เลวแล้ว ทว่าเ้าไม่ต้องกลัวไปหรอกก่อนฝูอี้ไป๋มาถึง ชีวิตของเ้ายังปลอดภัยดี” สตรีงามคนนั้นบอกตู้เซ่าฝู่
ตู้เซ่าฝู่ขมวดคิ้วไม่ต้องพูดถึงว่าฝูอี้ไป๋จะมาหรือไม่ ในเทือกเขาอสุรกายที่อันตรายเช่นนี้หากฝูอี้ไป๋มาจริงๆ เขาจะรอดออกไปได้จริงหรือ ตู้เซ่าฝู่มองหน้าสตรีนางนั้นพูดด้วยความรู้สึกหมดหนทางไปว่า “หากตาเฒ่าฝูอี้ไป๋ไม่มา หรือมาไม่ได้ล่ะ?”
“เช่นนั้นข้าก็จะฆ่าเ้าซะ”
สตรีงามชุดเรียบนางนั้นมองมาที่ตู้เซ่าฝู่จากนั้นพูดว่า “พวกเราอยู่ที่นี่อีกสักวันสองวันเถิด คิดว่าเดี๋ยวจะมีเื่สนุกๆให้ดู”
“ข้าหิวแล้ว”
ตู้เซ่าฝู่ไม่มีทางเลือกเพราะมาถึงจุดศูนย์กลางของเทือกเขาอสุรกายแล้วหลังผ่านเหตุการณ์ขบวนอสูรที่น่ากลัวเมื่อคืนไปแล้ว ต่อให้นางยอมปล่อยให้เขาไปเขาก็คงออกไปเองไม่รอด
สตรีงามคนนั้นไม่ใส่ใจสิ่งที่ตู้เซ่าฝู่บอกกล่าวและก็ไม่กลัวว่าตู้เซ่าฝู่จะหนีนางไปอีก “ระหว่างที่มีขบวนอสูรออกมาอาละวาดตีนเขาคงมีอสูรหลายตัวที่ถูกกระทืบตาย เ้าลองไปหาอะไรกินดู”
“สูงขนาดนี้ให้ข้าลงไปแล้วขึ้นมาใหม่หรือ?”
ตู้เซ่าฝู่ก้มมองลงไปยังตีนเขาเห็นแล้วก็รู้สึกหายใจติดขัด ที่ต้องปีนจากเขาสูงลิบลิ่วลงไปตีนเขาจากนั้นปีนขึ้นมาใหม่ แถมเส้นทางยังชันและคดเคี้ยวมาก ต่อให้เป็ทางเดินตรงๆ ง่ายๆเขาเองก็คงเหนื่อยจนเืตาแทบกระเด็น
“เพราะยังไงคนที่หิวก็คือเ้าไม่ใช่ข้า” สตรีงามชุดเรียบพูดจบ ก็หลับตาสองข้างต่อ
ตู้เซ่าฝู่ได้แต่กัดฟันด้วยความแค้นเคืองแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายเพราะว่าทนให้ท้องร้องจ๊อกๆ ต่อไปไม่ไหวเลยต้องเริ่มปีนลงเขาไปเอง
ผ่านไปครึ่งชั่วยามตู้เซ่าฝู่เพิ่งจะปีนลงมาจากยอดเขาสูงชะลูดนี้ ลงมาถึงกลางเขาได้เมื่อถึงจุดนั้นเขาก็เกือบลื่นไถลตกลงไป ทั้งสองมือก็ถลอกปอกเปิกหากเป็ผู้ไร้ลมปราณ คิดว่าอาการคงแย่กว่านี้ คนทั่วไปไม่มีทางลงเขาเองได้เลย
บริเวณด้านล่างของยอดเขาทางที่ขบวนอสูรผ่านเละเทะพังกระเจิงทั้งแถบ ต้นไม้ใหญ่หลายต้นหักพังเป็ท่อนๆตู้เซ่าฝู่พบเห็นศพของพวกอสูรขั้นสดับเวหาอยู่ไม่น้อยคาดว่าน่าจะเป็เพราะถูกอสูรและปีศาจที่เก่งกาจที่วิ่งผ่านกระทืบตายคาบาทา
ตู้เซ่าฝู่ไม่มีหาทางอื่นแล้วร่างของอสูรที่กองบนพื้นต่างอยู่ในขั้นสดับเวหา หากขนกลับไปที่เมืองสือเฉิงได้ละก็น่าจะขายได้ราคาสูงมากอยู่
ตู้เซ่าฝู่เดินมองหาทั่วๆไม่กล้าห่างจากจุดเดิมไปไกล กลัวว่าจะต้องปะทะกับอสูรตัวเป็ๆแล้วจะเป็เื่ใหญ่สุดท้ายเลยเลือกนำร่างของกระต่ายเปลวเพลิงและงูพลังธาตุน้ำแข็งที่เป็อสูรขั้นสดับเวหาที่มีขนาดเล็กสองตัวกลับขึ้นเขาไป
กระต่ายเปลวเพลิงขนาดประมาณครึ่งเมตรสามารถพ่นไฟออกทางปากได้ เคลื่อนไหวรวดเร็ว ทว่าพลังโจมตีไม่รุนแรงเท่าไรไม่ใช่อสูรที่นักล่าอสูรโปรดปรานกันเท่าไรนัก ในเมืองสือเฉิงก็หาทานไม่ได้ไม่ยาก
งูพลังธาตุน้ำแข็งก็เป็อสูรขั้นสดับเวหาความยาวราวๆ สามเมตร ทั้งลำตัวเย็นและเป็น้ำแข็ง ไร้พิษ ทว่าหากถูกมันกัดเข้าทั้งร่างกายจะแข็งจนกลายเป็น้ำแข็ง
ตู้เซ่าฝู่แหวกดูเถาวัลย์มองหาใบพืชที่เป็เครื่องปรุงธรรมชาติสำหรับอาหารพร้อมกับนำซากกระต่ายเปลวเพลิงสองตัวมัดไว้ที่เอว เอางูพลังธาตุน้ำแข็งม้วนพาดบ่าและก็ถึงเวลาที่ตู้เซ่าฝู่ต้องบากบั่นตะบี้ตะบันปีนกลับขึ้นยอดเขาอีกครั้ง
เมื่อตู้เซ่าฝู่ปีนถึงยอดเขาก็เป็เวลาเที่ยงแล้ว เขาเหนื่อยมากจนเหลือแรงเพียงแค่หายใจจึงนอนแผ่หลาพักผ่อนบนพื้นสิบกว่านาทีจึงลุกขึ้นมาสตรีงามชุดเรียบนางนั้นยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ ดวงตาสองข้างปิดอยู่ไม่ได้สนใจอะไรตู้เซ่าฝู่
หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วยามกระต่ายเปลวเพลิงตัวหนึ่งที่ตู้เซ่าฝู่ปิ้งก็เนื้อนอกกรอบเนื้อในสุกนุ่มกำลังดีกลิ่นหอมโชยลอยเตะจมูกทุกสิ่งมีชีวิตรอบๆ สตรีงามชุดราบเรียบคนนั้นก็ลืมตาขณะที่ตู้เซ่าฝู่กำลังจะอ้าปากเตรียมกินอย่างมีความสุข แม่นางคนนี้ก็ยื่นมือมาคว้ากระต่ายเปลวเพลิงไว้ในมือของเธอเสียดื้อๆ
ตู้เซ่าฝู่โกรธจนจุกพูดอะไรไม่ออกสตรีงามชุดเรียบคนนั้นก็หักขากระต่ายข้างหนึ่งไปนางโยนกระต่ายเปลวเพลิงที่เหลืออีกเพียงครึ่งตัวให้ตู้เซ่าฝู่
ทานเสร็จก็เช็ดปากให้สะอาดเรียบร้อยตู้เซ่าฝู่ไม่มีอะไรทำ จึงเริ่มพัฒนาวิชาหมัดคลื่นซัดสะท้านให้สมบูรณ์ขึ้นครั้งก่อนฝึกหมัดคลื่นซัดสะท้านได้สำเร็จแต่ที่ผ่านมายังไม่มีเวลาปรับปรุงหมัดคลื่นซัดสะท้านให้ดี
“หากพลังปราณไปรวมที่จุด ‘เทียนเหมิน’ และ ‘เทียนฉือ’พลังโจมตีจะไม่ถูกบั่นทอนลง คลื่นพลังไหลเวียนได้ทั่วถึงพลังที่แท้จริงของหมัดคลื่นซัดสะท้านจึงจะได้ใช้ออกมาได้อย่างเต็มที่และลบช่องโหว่อื่นๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างใช้ได้”
ตู้เซ่าฝู่รู้ว่าสตรีคนงามนางนี้เป็ยอดฝีมือเขาจึงไม่กังวลหากมีอะไรปรากฏต่อหน้าใช้เวลาเพียงไม่นานก็เริ่มมีสมาธิความคิดจมอยู่กับการพัฒนาหมัดคลื่นซัดสะท้านให้สมบูรณ์
“ยังไม่ได้ฝึกฌาน ทว่าสามารถใช้วิทยายุทธขั้นเบิกนภาได้ทั้งยังสามารถพัฒนาวิทยายุทธขั้นเบิกนภาเองได้ ชีพจรลมปราณเส้นหนึ่งเสียหายทว่าดูเหมือนจะฟื้นฟูขึ้นมาได้บ้างเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าเมืองเล็กๆที่เขตชายแดนจะมีเ้าเด็กที่มีความพิเศษเช่นนี้”
สตรีแกร่งกล้าคนนั้นมองมาที่ตู้เซ่าฝู่ที่กำลังมีสมาธิอยู่กับการพัฒนาหมัดคลื่นซัดสะท้าน ั์ตาของนางสั่นไหวเล็กน้อย
“โฮก!”
“แกว่กๆ!”
ยามราตรีเกิดความวุ่นวายและขบวนอสูรออกมาอาละวาดอีกครั้ง ขบวนอสูรของวันนี้ ยังน่ากลัวกว่าเมื่อคืนมากระดับขั้นของอสูรที่ออกมารวมๆ แล้วถืออยู่ในขั้นแข็งแกร่งสุดยอดความน่าสะพรึงกลัวนี้สามารถทำให้ผู้พบเห็นหวาดกลัวจนขาสั่นได้เลยตู้เซ่าฝู่ที่กำลังพัฒนาหมัดคลื่นซัดสะท้านก็ฟื้นได้สติขึ้นมา
“ตึงโครม!”
บริเวณเขาลึกด้านหน้าฝูงอสูรและปีศาจกลุ่มใหญ่คลุ้มคลั่งวิ่งกันออกมาบริเวณที่พวกมันผ่านดั่งมีคลื่นพายุซัดปีกของอสูรพันธุ์บินได้กระพือแรงซัดจนต้นไม้หัก เศษใบไม้ปลิวว่อนไปทั่ว
เสียงคำรามอสูรรวมๆกันดังกว่าเสียงฟ้าผ่า ะเืไปทั่วแนวเขาอสูรที่ขั้นต่ำกว่าโดนขบวนอสูรที่แข็งแกร่งกว่าเหยียบย้ำจนเละาเ็เืนองเืคาวที่เปรอะเปื้อนไปทั่วดูแล้วน่ากลัวที่สุด
“รีบถอยขบวนอสูรกลุ่มนี้ร้ายกาจมาก”
ท่ามกลางป่าเขาบุรุษหัวโล้นที่บนศีรษะมีรอยสักยันต์อยู่แกว่งแขนปล่อยพลังหมัดที่มีพลังอำนาจรุนแรงออกมาทุกหมัดจะมีอักษรยันต์ปรากฏขึ้น และทุกครั้งสามารถอัด
อสูรั์ให้กระจุยได้ เขากำลังนำสหายร่วมทางคนอื่นๆ หลบหนีจากขบวนอสูร
“ถอยไปที่ใต้หน้าผาหลบเลี่ยงขบวนอสูรไปก่อน!”
ในป่าที่อยู่ไม่ห่างจากตรงนั้นผู้เฒ่าชุดดำที่ในมือถือไม้เท้าหัวงู รอบกายเขามีอักษรยันต์วนเวียนโดยรอบไหลแล่นราวกับฟ้าแลบ ทุกครั้งสามารถปล่อยพลังรุนแรงจนทำให้อสูรมีาแเป็รูได้รอบกายเขามียอดฝีมือจำนวนไม่น้อยคอยคุ้มกัน ช่วยปกป้องวัยรุ่นหนุ่มสาวลงจากหน้าผาไป