จินวั่งซูเดินกลับไปหาจวิ้นอ๋อง “เห็นที เจ้าคงจะปล่อยให้บุตรหัวหน้าเผ่าเหยี่ยวภูผาผู้นั้นมาลอยหน้าลอยตาในแคว้นจินนานไม่ได้เสียแล้ว”
“ใช่! ต้องกำจัด”จวิ้นอ๋องขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน จ้องไปทางชายหนุ่มผอมสูงที่นั่งเคียงคู่สนทนากับองค์หญิงจินเฟิ่ง “คุยอันใดกันนานนักหนา”
“ชายหญิงพึงใจสนทนาเรื่องใดล้วนเพลิดเพลิน” จินวั่งซูแกล้งเอ่ยลอยๆ ทำเอาจวิ้นอ๋องตบโต๊ะดังปังจนกาเหล้าคว่ำ
“โอ๊ะ! เจ้าเบาหน่อยดีนะที่ยังมีเสียงดนตรีกลบเกลื่อนไว้”
“ฮึ่มๆท่านรีบไปสืบเรื่องสิงจิ้งถิงมาให้ข้าเดี๋ยวนี้”
“ได้!”จวิ้นอ๋องช่างพูดเรื่องที่เขาชอบเสียเหลือเกิน ‘เรื่องของชาวบ้านคือ งานของข้า’ จินวั่งซูเคยกล่าวไว้เขาคิดจะเขียนเป็นคติพจน์ติดไว้ห้องอ่านหนังสือด้วยซ้ำ แต่จวิ้นอ๋องยืนยันว่าคติพจน์เช่นนี้ควรเก็บไว้ในใจอย่าให้ผู้อื่นรู้ชัดแจ้งจะดีกว่า
ระหว่างที่สิงจิ้งถิงผู้มีใบหน้าคมคาย รูปร่างสูงกว่าชายหนุ่มทุกคนในงานออกไปแสดงความสามารถในการใช้อาวุธสารพัดรูปแบบอย่างน่าทึ่งจินวั่งซูก็เที่ยวไปหาเรื่องคุยกับนางกำนัลอาวุโสหลายคนที่ยืนอยู่ด้านหลังคอยควบคุมนางกำนัลเล็กๆดูแลอาคันตุกะในงาน
ไมตรีจิตที่จินวั่งซูยื่นใส่ในแขนเสื้อพวกเขาครั้งละตำลึงย่อมไม่ทำให้คนเดินหนีไปจากเขาได้โดยง่าย“เจ้าพอจะว่างตอบคำถามเล็กๆ น้อยๆ ข้าสักหน่อยหรือไม่?”
“เจ้าค่ะ”
ทุกคนตอบง่ายๆแค่นั้นทำให้เขารวบรวมสิ่งที่ต้องการรู้ได้มากพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวของเผ่าเหยี่ยวภูผากับราชวงศ์จิน
องค์หญิงจินเฟิ่งขอตัวออกไปห้องน้ำโดยมีเหล่านางกำนัลนำทางไปจวิ้นอ๋องจึงให้จินวั่งซูวางแผนดึงตัวนางกำนัลสองคนออกจากหน้าห้องน้ำเหลือเพียงจวิ้นอ๋องยืนถือโคมรออยู่ เมื่อองค์หญิงจินเฟิ่งออกจากห้องน้ำเห็นเขายืนถือโคมไฟอยู่ นางเม้มปากทำหน้าบึ้ง
“จวิ้นอ๋องท่านมารอข้าทำไม?”น้ำเสียงของนางห่างเหินจนน่าใจหาย จวิ้นอ๋องยื่นมือมาจับมือนาง แต่องค์หญิงกลับสะบัดมือเขาออกถอยหลังไปอีกสองก้าว
“เฟิ่งเอ๋อร์ข้ามิได้ตั้งใจ” เขาเสียงแหบพร่า
“มิใช่ท่านมาเพื่อปฏิเสธการแต่งงานกับข้าหรอกหรือ?”ดวงตาสีฟ้าของนางฉายแววตัดพ้อแกมโกรธแค้น
“ข้ายอมรับว่าทีแรกข้าตั้งใจเช่นนั้น แต่เมื่อได้เจอกับเจ้า ความคิดของข้าก็เปลี่ยนไปหมดสิ้น” เขาไม่กล้าก้าวเข้าไปใกล้นางเกรงว่านางจะหันหลังหนีไป “ยิ่งยามนี้ข้ายิ่งไม่อาจจะจากไปที่ใดได้ข้าอยากอยู่ทุกที่ที่มีเจ้า”
“เป็นเพราะข้าผิวดำหาความงามมิได้ซ้ำยังมิใช่สตรีที่เหมาะแก่การเป็น พระชายาที่สมบูรณ์แบบอย่างที่ท่านต้องการใช่หรือไม่?”
จวิ้นอ๋องสะดุ้งนางไปได้ยินถ้อยคำที่เขาเคยกล่าวไว้ได้อย่างไร? เขาสบตานางนิ่ง “นั่นเพราะข้ายังไม่เคยรู้จักเจ้าไม่เคยได้รู้ว่า องค์หญิงจินเฟิ่งผู้นี้กล้าหาญเก่งกาจ และมีจิตใจซื่อตรงเพียงใดข้ายอมรับว่า เขาเชื่อในข่าวที่ได้มาว่า เจ้าเป็นคนโหดเหี้ยม ดุร้าย ป่าเถื่อน”
นางจ้องเขาเขม็ง“ข้าขี้ริ้วขี้เหร่มากในสายตาท่านใช่หรือไม่?”
“เฟิ่งเอ๋อร์สำหรับข้าในยามนี้ ไม่มีผู้ใดจะงดงามเท่า”น้ำเสียงและแววตาจริงใจของจวิ้นอ๋องทำให้หัวใจของจินเฟิ่งหวั่นไหวเขาเป็นของนางแล้ว และนางก็ไม่คิดจะยอมให้เขาจากไปไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ‘หากคิดจะมัดหัวใจบุรุษไว้เจ้าต้องทำให้เขาดิ้นรนทำเพื่อเจ้าให้ได้’
“จากสิ่งที่ข้าเห็นข้าไม่รู้หรอกว่า สิ่งใดท่านพูดจริง หรือสิ่งใดท่านโกหกหากท่านทำตามพระประสงค์ของท่านพ่อสำเร็จ ข้าก็จะถือว่าท่านมีเจตนาจะแต่งงานกับข้า”นางกล่าวด้วยน้ำเสียงห่างเหิน
จวิ้นอ๋องวางโคมไฟแล้วก้าวเข้ามาโอบกอดนาง“เฟิ่งเอ๋อร์ โปรดเชื่อในตัวข้า ข้าจะทำทุกสิ่งเพื่อให้ได้เคียงข้างเจ้า”
องค์หญิงจินเฟิ่งอดทนที่จะไม่กอดตอบเขาบุรุษที่นางเฝ้าฝันถึงอยู่ทุกคืน อยากอยู่ในอ้อมกอดเขา อยากให้เขากอดนางอยากให้เขาจูบนาง ‘เฟิ่งเอ๋อร์เจ้าต้องอดทนไว้...ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ล้วนเกิดจากความอดทน’
“ท่านปล่อยข้าเถิดแล้วจงพิสูจน์ให้ข้าเห็น”
จวิ้นอ๋องคลายอ้อมกอดอย่างอาลัยอาวรณ์“เจ้าสัญญากับข้าสักอย่างได้หรือไม่?”
นางสบตาเขาแน่วนิ่ง“สัญญาสิ่งใด?”
“สัญญาว่าเจ้าจะรอข้า”
ใบหน้าคมสันของเขาโน้มลงมาใช้หน้าผากแนบสนิทกับหน้าผากของนางจวิ้นอ๋องรอให้นางตอบ ลมหายใจแผ่วเบาที่ราดรดข้างแก้มทำเอานางแทบสิ้นความอดทน กำลังจะขยับเข้าไปจูบเขา
เสียงฝีเท้าของคนจำนวนหนึ่งกำลังใกล้เข้ามานางจึงรีบผลักเขาออก
“องค์หญิงอยู่นี่เองหม่อมฉันตามหาท่านตั้งนาน” ไป๋อวี้นางกำนัลคนสนิท ถือโคมไฟเดินเข้ามาใกล้ครั้นเมื่อหันไปเห็นจวิ้นอ๋องที่ยืนอยู่กับองค์หญิงก็สะดุ้ง “ท่านรีบไปเถอะก่อนที่จะมีคนเห็นเข้า”
“เช่นนั้นไปกันเถิด”จินเฟิ่งรีบเดินนำหน้า ทิ้งให้จวิ้นอ๋องมองตามด้วยสายตาละห้อย
จินวั่งซูเห็นสีหน้าและแววตาของญาติผู้น้องเช่นนั้นก็พอเดาอาการได้“เจ้ายังตกลงกับนางมิได้อีกหรือ?”
จวิ้นอ๋องยกกาเหล้าขึ้นเทใส่จอกกรอกลงไปไปสองสามครั้งจึงหันมาหาญาติ ผู้พี่ “เห็นทีข้าคงต้องให้ขุนศึกหลันเซ่อช่วย”
ก่อนงานเลี้ยงจะจบลงแม่ทัพจินที่มองเห็นจินฉิงอียืนยิ้มแล้วกวักมือเรียกรีบอ้างว่าตนเองปวดศีรษะลากลับจวน โดยแอบไปนัดแนะกับจินฉิงอีให้นางไปรอที่รถม้าเมื่อเข้าไปข้างในได้ แม่ทัพหนุ่มรีบอุ้มนางมานั่งตักแล้วหอมแก้มนางซ้ายขวาจินฉิงอีหัวเราะคิกคัก
“ท่านคิดถึงข้ามากหรือไม่?”
จมูกโด่งเป็นสันยังฝังอยู่ที่แก้ม“แทบขาดใจ” ดมดอมหอมนางอยู่อีกครู่ มือนางวางอยู่บนบ่าของเขา
“พี่หลี่หมิง”เสียงนางเรียกแผ่วทำเอาแม่ทัพหนุ่มใจสะท้าน “ข้าเรียกท่านเช่นนี้ดีหรือไม่?”
จินหลี่หมิงยิ้มกว้าง“ข้าอยากให้เจ้าเรียกข้าว่า ท่านพี่ด้วยซ้ำไป แต่ยามนี้คงยังไม่ได้” เมื่อนึกถึงจินวั่งซูเขาก็หน้าเจื่อนลง
“ท่านอยากแต่งงานกับข้าหรือ?”นางถามในขณะที่เขากำลังจูบที่ติ่งหู
“อยากมากเจ้าก็เห็นแล้วว่า ข้าแทบจะทนไม่ไหวเวลาอยู่ใกล้เจ้า”จินหลี่หมิงเคลื่อนมาทาบริมฝีปากรุกลิ้นเข้าไปจูบชิมความหวานของหญิงคนรักนางตอบสนองด้วยความคิดถึงไม่แพ้กัน “ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกินเร่งทำศึกก็เพื่อหวังกลับมาหาเจ้า”
“พี่หลี่หมิงข้ามีวิธีทำให้พี่วั่งซูยอมช่วยเหลือพวกเราแล้ว”
จินหลี่หมิงรู้ว่าจินวั่งซูไม่ค่อยเห็นด้วยที่เขาจะคบกับจินฉิงอี เพราะเห็นว่าเขาอายุมากเกินไปทว่าเป็นเพราะครั้งก่อน กุนซือเซียงหรืออันที่จริงคือจวิ้นอ๋องหมิงเฉินกงผู้นั้นเกลี้ยกล่อมไว้ จึงทำให้เขาได้นัดพบกับจินฉิงอีได้
“วิธีใดเล่า?”
จินฉิงอีป้องปากซุบซิบให้แม่ทัพจินฟังถึงแผนการของนางจินหลี่หมิงฟังจนจบก็ยิ้มออกมา “อืม...เจ้าช่างฉลาดนัก ฮูหยินของข้าคราวนี้ข้าจะได้ต่อรองกับเขาได้สมน้ำสมเนื้อเสียที”
---------------------------------------------------------

