ยอดสายลับโอเมก้า [จบแล้ว]

    ตอนที่ 74 กลายมาเป็นเพื่อนบ้าน

    ตอนที่ 74 กลายมาเป็นเพื่อนบ้าน


    “รถใครมาจอดหน้าบ้านเนี่ย?”


    “มาจอดผิดรึเปล่า?”


    “ไปดูซิ”


    “พี่จิน ดูเหมือนจะเป็นรถใหม่นะครับ ยังไม่มีป้ายทะเบียนเลย”


    ....


    ในขณะที่เฉินอันหลานกำลังจะปลดสายเข็มขัดนิรภัยเพื่อลงจากรถ เหลยจินและลูกน้องของเขาก็เดินออกมาดูพอดี ตอนแรกพวกเขาเดินไปดูป้ายทะเบียนที่อยู่ท้ายรถก่อน แต่เมื่อไม่เห็นป้ายทะเบียนที่ควรจะอยู่ในที่ของมัน ทั้งสองจึงค่อยเดินอ้อมมายังหน้าต่างข้างรถเพื่อส่องดูด้านในห้องโดยสาร


    เฉินอันหลานขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเปิดประตูลงจากรถอย่างกะทันหัน เป็นจังหวะเดียวกับที่ลูกน้องของเหลยจินกำลังยืดคอมาสอดส่องภายในตัวรถพอดีโดยไม่ทันได้ตั้งตัวว่าจะมีใครเปิดประตูลงมา


    ‘ปัง!’


    ใบหน้าของเขากระแทกกับประตูรถเข้าอย่างจัง ลูกน้องที่น่าสงสารของเหลยจินร้องอุทานดัง ‘โอ๊ย’ ก่อนจะรีบยกมือขึ้นมากุมจมูกของตนไว้พร้อมกับกระโดดเหยง ๆ ไปมา


    เห็นดังนั้น เหลยจินก็รีบปรี่เข้ามาหวังจะทวงคืนความยุติธรรมให้กับลูกน้องของตน ทว่าทันทีที่หันไปและพบว่าคนที่ลงจากรถมาคือเฉินอันหลาน หมัดลุ่น ๆ ที่เตรียมไว้เป็นต้องรีบชักกลับมาเก็บที่ข้างหลังอย่างรวดเร็ว พร้อมกับก้าวถอยหลังไปยืนในตำแหน่งที่เหมาะสม โค้งตัวลงแล้วเอ่ยพูดกับอีกฝ่ายด้วยความสุภาพ


    “คุณชายสาม”


    “ใครสั่งใครสอนให้พวกนายโผล่พรวดมาแอบดูคนอื่นที่ข้างกระจกรถแบบนั้นกันฮะ?”


    “...”


    เฉินอันหลานชิงด่าอีกฝ่ายก่อน แล้วรีบสะบัดหน้าเดินกลับเข้าบ้านไปในทันที


    เหลยจินอึ้งงันไปเล็กน้อย รู้สึกคล้ายว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เขาได้สติกลับมาอีกครั้งหลังจากที่เฉินอันหลานก้าวไปจนถึงประตูรั้วเหล็กที่อยู่หน้าบ้านแล้ว เหลยจินรีบสาวเท้าไว ๆ เข้าไปถึงตัวเจ้านายแล้วเอ่ยถามในทันที


    “คุณชายสามครับ ไม่ใช่ว่าคุณต้องอยู่ในห้องเหรอครับ? ทำไมคุณถึงมาอยู่ในรถอีกแล้วล่ะ? ไปข้างนอกมาเหรอครับ?”


    ปลายเท้าของเฉินอันหลานหยุดชะงักไปในทันทีก่อนที่เขาจะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเหลยจินอีกครั้ง


    เหลยจินที่เห็นสายตาอันน่าหวาดหวั่นของเฉินอันหลานกวาดมองมาทางตนเช่นนั้น ก็รีบก้าวถอยหลังให้ห่างจากอีกฝ่ายไปสองก้าวโดยอัตโนมัติในทันที


    “ฉันชอบนอนในรถไม่ได้รึไง?”


    “ดะ ได้แน่นอนครับ...แต่คือผมไม่เคยเห็นรถคันนี้จอดอยู่ในโรงจอดรถของเรามาก่อนเลยนะครับ?”


    “ซื้อใหม่ไม่ได้เหรอ?”


    “ได้..ได้ครับ”


    “ถามจบรึยัง?”


    “คุณชายสาม...”


    เมื่อเห็นปลายเท้าของเฉินอันหลานชะงักไปอีกครั้ง เหลยจินจึงรีบหุบปากลงในทันที เขารีบลากลูกน้องของตนที่ยังคงกระโดดไปมาไม่เลิกให้เดินตามเฉินอันหลานไป แต่แล้วในตอนนั้นเองที่มีรถบรรทุกคันหนึ่งขับผ่านเข้ามาเส้นทางนี้พอดี รถคันนั้นบีบแตรใส่รถ SUV สีดำที่จอดขวางทางตนอยู่เสียงดังลั่น 


    เฉินอันหลานที่ได้ยินเสียงแตรก็หันกลับไปมอง เมื่อเห็นว่ารถสีดำขวางทางอยู่จริง ๆ จึงได้สั่งให้เหลยจินไปเลื่อนรถเข้าข้างทางเล็กน้อยเพื่อให้รถบรรทุกสินค้าขับผ่านไปได้


    รถบรรทุกคันนั้นขับผ่านประตูเหล็กหน้าบ้านของเฉินอันหลานไป แล้วเลี้ยวเข้าประตูบ้านที่อยู่ฝั่งตรงข้าม


    “คุณชายสามครับ นี่กุญแจครับ”


    “เมื่อวานนายบอกว่ามีเจ้าของบ้านคนใหม่ย้ายเข้ามาบ้านตรงข้ามใช่ไหม?”


    เหลยจินเงยหน้าขึ้นมองไปยังบ้านหลังที่รถบรรทุกสินค้าคันนั้นขับเข้าไปแล้วพยักหน้ารับ


    “ใช่ครับ เมื่อวานมีคนงานมาตกแต่งซ่อมแซมบ้านอยู่สองสามคน ทุบ ๆ ซ่อม ๆ กันอยู่ทั้งวันไม่หยุดไม่หย่อน แต่วันนี้ไม่เห็นทุบแล้วนะครับ”


    เฉินอันหลานมองไปทางบ้านหลังตรงข้ามพร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนหน้านี้บ้านหลังนั้นถูกซื้อไว้เป็นเรือนหอของคู่สามีภรรยาคู่หนึ่ง หลังจากแต่งบ้านไปได้กว่าครึ่ง สองสามีภรรยาก็เพียรซื้อของมากมายมาฝากเหล่าเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบ ซึ่งเฉินอันหลานเองในฐานะที่อยู่บ้านตรงข้ามก็ย่อมได้รับของขวัญจากคนทั้งสองเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว สามีภรรยาคู่นี้คุยเก่งมาก พวกเขานำของขวัญมาให้พร้อมกับนั่งอยู่ในห้องรับแขกของเฉินอันหลานอีกกว่าครึ่งชั่วโมง 


    ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งจบบทสนทนา คนทั้งสองเอาแต่พูดถึงเรื่องการตกแต่งเรือนหอของพวกเขา ทั้งยังบอกด้วยว่าบ้านหลังนี้ยังไม่ได้เดินสายไฟ แต่พวกเขาได้วางแผนไว้หมดแล้ว และเฟอร์นิเจอร์ก็จะถูกนำมาตกแต่งทีหลังสุดเพื่อให้ไม่กระทบถึงพื้นที่ว่างโดยรวมของตัวบ้าน 


    การสนทนายืดยาวในคราวนั้น หากเฉินอันหลานไม่เป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมาว่าเขาต้องออกไปทำธุระข้างนอกต่อ คาดว่าสามีภรรยาคู่นี้คงจะนั่งอยู่ในห้องรับแขกของเขาอีกนานและไม่ยอมจากไปโดยง่ายแน่นอน


    ในครั้งนี้รถบรรทุกคันนั้นคงไม่พ้นเป็นรถที่ขนเฟอร์นิเจอร์มาลงอย่างแน่นอน และจากที่เหลยจินบอกว่ามีการทุบ ๆ ซ่อม ๆ อยู่ตลอดทั้งวัน เฉินอันหลานเดาว่าพวกเขาคงกำลังเจาะกำแพงเพื่อวางแนวสายไฟ และเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เฟอร์นิเจอร์ก็ถูกขนเข้ามาวาง เพื่อนบ้านของเขาคงใกล้จะย้ายเข้ามาอยู่แล้ว


    “คุณชายสามครับ ถ้าคุณชายไม่ชอบเสียงดัง เดี๋ยวผมไปคุยกับพวกเขาให้ก็ได้ว่าให้พวกเขา...”


    “พวกเขารบกวนนายเหรอ?”


    “...ไม่ครับ”


    “ไม่ต้องเอากุญแจให้ฉันก็ได้ วานนายขับเข้าไปเก็บในโรงรถให้หน่อย เก็บไว้ชั่วคราวก่อน”


    “ครับ คุณชายสาม”


    เมื่อพูดคุยกับเหลยจินเสร็จ เฉินอันหลานก็มองไปทางบ้านตรงข้ามอีกรอบ ไม่นานเขาก็ดึงสายตากลับมาแล้วหมุนตัวเดินเข้าประตูเหล็กหน้าบ้านไป ฝ่ายเหลยจินเห็นดังนั้นก็หันไปกวักมือเรียกลูกน้องที่ยืนกุมจมูกตัวเองอยู่


    “มัวทำอะไรอยู่ฮะ?!”


    “ก็มันเจ็บ”


      “จะเจ็บอะไรนักหนา นาย...”


    ทันทีที่ลูกน้องคนนั้นลดมือของตนลง เหลยจินก็ได้เห็นใบหน้าครึ่งล่างของเขาที่เต็มไปด้วยเลือดไหลจากจมูกเป็นทางยาวลงมาจรดริมฝีปาก ทำเอาคนมองที่เห็นภาพนั้นอดรู้สึกเจ็บแทนไม่ได้ คนเป็นหัวหน้ารีบคว้ามือลูกน้องตนขึ้นมากุมจมูกไว้เหมือนเดิม


    “เอาล่ะ ๆ รีบเข้าไปล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อย แล้วก็คอยเฝ้าคุณชายสามไว้ให้ดี อย่าให้เขาคลาดสายตาไปได้อีก”


    “ครับ พี่จิน”


    “รีบไปล้างหน้าไป!”


    เหลยจินยกเท้าขึ้นเตะก้นลูกน้องให้รีบเดินเข้าบ้านไป เมื่อเห็นลูกน้องของตนกุมจมูกวิ่งเหยาะ ๆ เข้าบ้านไปแล้ว เหลยจินจึงวางใจแล้วหันกลับไปขับรถคันนั้นเข้าจอด


    ....


    บ้านฝั่งตรงข้าม


    ชั้นสอง


    ม่านหน้าต่างที่ยาวจากเพดานจรดพื้นของตัวบ้านไม่ได้ถูกเปิดออก ถึงอย่างนั้นบริเวณรอยต่อของม่านกลับมีช่องว่างเล็ก ๆ ที่แง้มไว้มากพอให้สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้าประตูบ้านฝั่งตรงข้ามได้ทั้งหมด 


    ลานเซลอตยืนอยู่ด้านหลังช่องว่างของรอยต่อเล็ก ๆ นั้นมองดูเหตุการณ์ตั้งแต่เฉินอันหลานลงมาจากรถจนถึงทุกการกระทำของเหลยจินและคนอื่น ๆ 


    เฉินอันหลานเดินหายเข้าไปในตัวบ้านได้พักใหญ่แล้ว ทว่าลานเซลอตกลับยังคงยืนอยู่ด้านหลังบานหน้าต่างเช่นเดิม


    ‘ก๊อก ก๊อก ก็อก’


    “เข้ามา”


    เป็นหมิงจวงที่เปิดประตูเข้ามา


    “นายน้อยครับ บ้านเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดตามที่นายน้อยสั่ง นายน้อยจะไปตรวจดูหน่อยไหมครับ?”


    “ไม่จำเป็น” ลานเซลอตมองไปทางหน้าต่างของบ้านฝั่งตรงข้ามที่ถูกม่านบดบังไว้อย่างมิดชิด


    “เรื่องเมื่อคืนเป็นยังไงบ้าง?” 


    “เซี่ยรุ่ยคางพาภรรยาและลูกหนีไปได้ตอนที่ผมเข้าไปเอาสมุดบัญชีครับ ไม่พบใครเลยแม้แต่คนเดียว”


    “นายเข้าไปคนเดียวเหรอ?”


    หมิงจวงผงะไปก่อนจะรีบอธิบายให้เจ้านายของตนฟัง


    “ผมไปพร้อมกับเว่ยเชียนเฉินครับ แต่ตอนที่เราไปถึงเราเจอคนจากหน่วยปราบปรามของเถื่อน เชียนเฉินเป็นคนสะกดรอยตามเขาไป ส่วนผมเข้าไปในบ้านของเซี่ยรุ่ยคางเพื่อค้นหาสมุดบัญชีครับ”


    นัยน์ตาสีดำสนิทฉายประกายเย็นเยียบออกมา ลานเซลอตหมุนตัวหันกลับไปเผชิญหน้ากับหมิงจวงด้วยสีหน้าเรียบเฉย


    “สรุปคือพวกนายไปกันสองคนแต่ก็ยังเอาสมุดบัญชีเล่มนั้นมาให้ฉันไม่ได้ แถมยังปล่อยให้มันหลุดลอยไปอีกงั้นสินะ”


    หมิงจวงก้มหน้าลง 


    “ขออภัยครับนายน้อย”


    “ฉันไม่อยากได้ยินคำขอโทษ” ลานเซลอตเดินเข้าไปหาหมิงจวงทีละก้าว กระทั่งปลายเท้าของเขาหยุดลง คอของหมิงจวงก็ถูกบีบให้เงยขึ้นโดยมือของลานเซลอต จากนั้นผู้เป็นนายก็ออกแรงบีบให้หนักยิ่งขึ้นไปอีก


    “ช่วงนี้นายทำให้ฉันผิดหวังมากเลยนะ หมิงจวง”


    หมิงจวงถูกบีบคอจนหน้าดำหน้าแดง อีกทั้งเวลานี้เขายังเริ่มหายใจไม่ออกแล้วด้วย


    ในตอนนั้นเองเว่ยเชียนเฉินก็เดินเข้ามาในห้องพอดี เมื่อได้เห็นเจ้านายกำลังลงโทษเพื่อนของตนอยู่ คนที่พึ่งเข้ามาก็รีบปรี่เข้าหาคนทั้งสอง แล้วก้มหัวขอร้องแทนหมิงจวงในทันที


    “นายน้อยครับ เรื่องนี้หมิงจวงไม่ผิดนะครับ พวกเราไปถึงตอนที่เซี่ยรุ่ยคางพาคนของเขาหนีไปแล้ว แถมในห้องนั่นหมิงจวงยังเกือบถูกระเบิดที่อีกฝ่ายติดตั้งไว้ทำร้ายด้วยนะครับ”


    ดวงตาของลานเซลอตหรี่ลงเล็กน้อย เขาจ้องมองไปทางเว่ยเชียนเฉินอยู่หลายวินาที สุดท้ายจึงยอมคลายมือลง ร่างของหมิงจวงเซไปมาจนเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้น 


    เว่ยเชียนเฉินที่เห็นดังนั้นก็คิดจะยื่นมือเข้าไปช่วยประคอง แต่กลับถูกสายตาตักเตือนของหมิงจวงมองกลับมา เว่ยเชียนเฉินเข้าใจได้ในทันที ด้วยเหตุนั้นเขาจึงทำได้แค่มองเพื่อนด้วยความเป็นห่วง พร้อมกับดึงมือของตนกลับมาเก็บไว้ข้างตัวตามเดิม


    “หมิงจวง พูดมา” ลานเซลอตออกคำสั่ง


    หมิงจวงลูบคอตัวเองไปมา กระแอมไออีกสองสามที แล้วจึงหันไปกล่าวกับนายน้อยของตนด้วยความเคารพ


    “ผมก็ไม่มั่นใจครับมาใครเป็นคนเอาสมุดบัญชีเล่มนั้นไป แต่ที่แน่ใจอย่างหนึ่งคือมีใครสักคนรู้ที่อยู่ของสมุดบัญชีก่อนหน้าที่ผมจะไปถึงอย่างแน่นอนครับ และคนที่ว่านั่นก็ไม่ได้มีแค่เซี่ยรุ่ยคางด้วย เพราะตอนที่ไปถึงตู้เซฟก็ถูกย้ายมาไว้ในห้องทำงานของเขาแล้วครับ และห้องนั้นก็ถูกติดกล้องไว้ด้วย กว่าผมจะไปเจอ มันก็ทำลายตัวเองไปแล้วครับ”


    “ทำลายตัวเอง?”


    “ครับ”


    ลานเซลอตยืนเงียบไป 


    “นายน้อยครับ ผมว่าเราเจอศัตรูที่สมน้ำสมเนื้อเข้าแล้วล่ะครับ” เว่ยเชียนเฉินฉวยโอกาสในตอนที่ลานเซลอตยังไม่เอ่ยถามอะไรหมิงจวงต่อ รีบอธิบายเพิ่มทันที


    “คนคนนั้นสามารถเข้าไปติดตั้งระเบิดและกล้องในบ้านของเซี่ยรุ่ยคางก่อนที่พวกเราจะไปถึงครับ นั่นหมายความว่าเขาต้องรู้จักพวกเราดีมาก ดีจนมากพอที่จะสามารถคำนวณทุกการกระทำของหมิงจวงได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ แต่มีเรื่องหนึ่งที่น่าแปลกคือดูเหมือนว่าฝ่ายนั้นจะไม่ได้หวังเอาชีวิตหมิงจวงครับ เหมือนเป็นแค่การหยอกเล่นเท่านั้น”


    ลานเซลอตมองไปทางหมิงจวง 


    หมิงจวงก้มหน้าลงแล้วรีบพูดต่อ


    “อานุภาพของระเบิดลูกนั้นไม่มากพอที่จะทำให้คนบาดเจ็บได้ครับ”


    “หรือให้พูดก็คือครั้งนี้พวกเราถูกใครบางคนนำไปแล้วก้าวหนึ่ง แถมยังถูกอีกฝ่ายโต้กลับมาด้วยครับ”


    “หากล้องวงจรปิดรอบ ๆ บ้านรึยัง?”


    “หาแล้วครับ แต่เรื่องที่บังเอิญมากกว่านั้นคือข้อมูลจากกล้องวงจรปิดของบ้านตระกูลเซี่ยถูกลบทิ้งทั้งหมดเลยครับ เพราะงั้นเราถึงไม่อาจทราบได้ว่าใครคือคนที่เข้ามาในบ้านแล้วชิงลงมือตัดหน้าพวกเราครับ และก็ไม่รู้ด้วยว่าเซี่ยรุ่ยคางพาภรรยาและลูกหนีไปอยู่ที่ไหนครับ”


    “ตายแล้ว”


    “อะไรนะครับ?”


    ลานเซลอตเดินผ่านหน้าหมิงจวง ตรงไปยังโซฟาที่อยู่ด้านข้างก่อนจะนั่งลง


    “หนีมาซ่อนตัวในโรงแรมที่เกิดเหตุไฟไหม้นั่นแหละ ทั้งสามคน...”


    พูดมาถึงตรงนี้ลานเซลอตก็หยุดชะงักไปอย่างกะทันหัน หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง ดวงตาคนก็ฉายประกายเคร่งขรึมออกมาพร้อมกับหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้น


    “เซี่ยรุ่ยคางยังไม่ตาย...”


    เว่ยเชียนเฉินแสดงท่าทีแปลกใจออกมา


    “ยังไม่ตาย? งั้นแสดงว่าหนีไปได้นะสิครับ?”


    “ไปเอาตัวมันมาให้ฉัน”


    “นายน้อย ให้ผมไปนะครับ” หมิงจวงขันอาสา


    “แค่เว่ยเชียนเฉินก็พอแล้ว ฉันมีเรื่องอื่นให้นายไปจัดการ” ลานเซลอตพูดขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย


    เว่ยเชียนเฉินรับคำสั่ง เขามองไปทางลานเซลอตที ทางหมิงจวงที หลังจากละล้าละลังอยู่ในห้องนั่งเล่นบนชั้นสองของบ้านได้พักหนึ่ง สุดท้ายจึงตัดสินใจหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้เจ้านายและเพื่อนสนิทอยู่ในห้องกันเพียงลำพัง


    “นายน้อยครับ เมื่อคืนเกิดเรื่องอะไร...”


    “ถ้ายังเอาสมุดบัญชีเล่มนั้นมาให้ฉันไม่ได้ ฉันจะคิดบัญชีกับนาย”


    “ครับ”


    ลานเซลอตล้วงมือไปหยิบเช็คจากในกระเป๋าเสื้อสูทออกมาใบหนึ่ง


    “สถานที่อยู่บนโต๊ะ เอาเช็คนี้ไปส่งให้คนคนนั้นที”


    “ครับ นายน้อย” หมิงจวงรับเช็คมาดู ในนั้นระบุจำนวนเงินไว้ 50 ล้านหยวน


    “ไปได้แล้ว”


    หมิงจวงโค้งหัวให้ลานเซลอต จากนั้นก็หมุนตัวเดินลงบันไดไป เมื่อเสียงฝีเท้าหายลับไปแล้ว ลานเซลอตจึงล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาต่อสายหาหลินฉ่าวเจ๋อ


    (นายผิดนัด ลาน)


    “เมื่อคืนมีเรื่องนิดหน่อย”


    (ฉันทำตามที่นายสั่งแล้ว ยาระงับฮีททั้งหมดในท้องตลาดถูกเก็บกวาดจนหมดเกลี้ยง นายวางใจได้เลย)


    “ฉันเพิ่งสั่งให้คนเอาเช็คไปให้”


    (ได้เช็คแล้วฉันจะโทรบอกแล้วกัน...จริงสิ นายยังไม่ได้บอกฉันเลยว่าทำไมถึงยอมทุ่มเงินมากมายขนาดนั้นเพื่อเก็บกวาดยาระงับในตลาดน่ะ เป็นเพราะใครบางคนที่ใช้ยานี้อยู่งั้นเหรอ?)


    “นายพูดมากเกินไปแล้ว”


    “ลาน นายไม่เคยพูดจาเหลวไหล ถึงงั้นก็ไม่เคยพูดโกหกด้วย และแม้ว่านายจะยกเลิกงานแต่งกับน้องสาวฉันไปแล้วก็ตาม แต่ในฐานะเพื่อนคนหนึ่งฉันอยากเตือนนายเอาไว้หน่อย คนที่ฉีดยาระงับเข้าร่างกาย ถึงมันจะได้ผลดี แต่มันก็สร้างผลกระทบให้กับร่างกายได้ด้วยเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะมากหรือน้อยเท่านั้น”


    “คำพูดนี้นายน่าจะเก็บเอาไว้ใช้คุยกับลูกค้าของนายมากกว่านะ”


    (กำไรของฉันคือเงินไม่ใช่มโนธรรม ก็เหมือนกับวงล้อธุรกิจนั่นแหละ มันไม่มีวันถูกหยุดแค่เพราะว่ามีคนตาย จริงไหม?)


    “สรุปแล้วนายอยากจะพูดอะไรกันแน่?”


    “ไม่มีอะไร แค่อยากเตือนนายเอาไว้ก่อน ยาระงับมันอาจส่งผลต่อการมีบุตรได้”


    หลังจากพูดจบ หลินฉ่าวเจ๋อก็หัวเราะออกมาแล้ววางสายไป


    ดวงตาสีดำสนิทฉายประกายลึกล้ำยากคาดเดา


    ลานเซลอตลุกขึ้นจากโซฟา ถอดเสื้อตัวนอกออกแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป

    คล้ายกับเรื่องยอดสายลับโอเมก้า [จบแล้ว] ที่คุณอ่าน