ตอนที่ 74 กลายมาเป็นเพื่อนบ้าน
“รถใครมาจอดหน้าบ้านเนี่ย?”
“มาจอดผิดรึเปล่า?”
“ไปดูซิ”
“พี่จิน ดูเหมือนจะเป็นรถใหม่นะครับ ยังไม่มีป้ายทะเบียนเลย”
....
ในขณะที่เฉินอันหลานกำลังจะปลดสายเข็มขัดนิรภัยเพื่อลงจากรถ เหลยจินและลูกน้องของเขาก็เดินออกมาดูพอดี ตอนแรกพวกเขาเดินไปดูป้ายทะเบียนที่อยู่ท้ายรถก่อน แต่เมื่อไม่เห็นป้ายทะเบียนที่ควรจะอยู่ในที่ของมัน ทั้งสองจึงค่อยเดินอ้อมมายังหน้าต่างข้างรถเพื่อส่องดูด้านในห้องโดยสาร
เฉินอันหลานขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเปิดประตูลงจากรถอย่างกะทันหัน เป็นจังหวะเดียวกับที่ลูกน้องของเหลยจินกำลังยืดคอมาสอดส่องภายในตัวรถพอดีโดยไม่ทันได้ตั้งตัวว่าจะมีใครเปิดประตูลงมา
‘ปัง!’
ใบหน้าของเขากระแทกกับประตูรถเข้าอย่างจัง ลูกน้องที่น่าสงสารของเหลยจินร้องอุทานดัง ‘โอ๊ย’ ก่อนจะรีบยกมือขึ้นมากุมจมูกของตนไว้พร้อมกับกระโดดเหยง ๆ ไปมา
เห็นดังนั้น เหลยจินก็รีบปรี่เข้ามาหวังจะทวงคืนความยุติธรรมให้กับลูกน้องของตน ทว่าทันทีที่หันไปและพบว่าคนที่ลงจากรถมาคือเฉินอันหลาน หมัดลุ่น ๆ ที่เตรียมไว้เป็นต้องรีบชักกลับมาเก็บที่ข้างหลังอย่างรวดเร็ว พร้อมกับก้าวถอยหลังไปยืนในตำแหน่งที่เหมาะสม โค้งตัวลงแล้วเอ่ยพูดกับอีกฝ่ายด้วยความสุภาพ
“คุณชายสาม”
“ใครสั่งใครสอนให้พวกนายโผล่พรวดมาแอบดูคนอื่นที่ข้างกระจกรถแบบนั้นกันฮะ?”
“...”
เฉินอันหลานชิงด่าอีกฝ่ายก่อน แล้วรีบสะบัดหน้าเดินกลับเข้าบ้านไปในทันที
เหลยจินอึ้งงันไปเล็กน้อย รู้สึกคล้ายว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง เขาได้สติกลับมาอีกครั้งหลังจากที่เฉินอันหลานก้าวไปจนถึงประตูรั้วเหล็กที่อยู่หน้าบ้านแล้ว เหลยจินรีบสาวเท้าไว ๆ เข้าไปถึงตัวเจ้านายแล้วเอ่ยถามในทันที
“คุณชายสามครับ ไม่ใช่ว่าคุณต้องอยู่ในห้องเหรอครับ? ทำไมคุณถึงมาอยู่ในรถอีกแล้วล่ะ? ไปข้างนอกมาเหรอครับ?”
ปลายเท้าของเฉินอันหลานหยุดชะงักไปในทันทีก่อนที่เขาจะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเหลยจินอีกครั้ง
เหลยจินที่เห็นสายตาอันน่าหวาดหวั่นของเฉินอันหลานกวาดมองมาทางตนเช่นนั้น ก็รีบก้าวถอยหลังให้ห่างจากอีกฝ่ายไปสองก้าวโดยอัตโนมัติในทันที
“ฉันชอบนอนในรถไม่ได้รึไง?”
“ดะ ได้แน่นอนครับ...แต่คือผมไม่เคยเห็นรถคันนี้จอดอยู่ในโรงจอดรถของเรามาก่อนเลยนะครับ?”
“ซื้อใหม่ไม่ได้เหรอ?”
“ได้..ได้ครับ”
“ถามจบรึยัง?”
“คุณชายสาม...”
เมื่อเห็นปลายเท้าของเฉินอันหลานชะงักไปอีกครั้ง เหลยจินจึงรีบหุบปากลงในทันที เขารีบลากลูกน้องของตนที่ยังคงกระโดดไปมาไม่เลิกให้เดินตามเฉินอันหลานไป แต่แล้วในตอนนั้นเองที่มีรถบรรทุกคันหนึ่งขับผ่านเข้ามาเส้นทางนี้พอดี รถคันนั้นบีบแตรใส่รถ SUV สีดำที่จอดขวางทางตนอยู่เสียงดังลั่น
เฉินอันหลานที่ได้ยินเสียงแตรก็หันกลับไปมอง เมื่อเห็นว่ารถสีดำขวางทางอยู่จริง ๆ จึงได้สั่งให้เหลยจินไปเลื่อนรถเข้าข้างทางเล็กน้อยเพื่อให้รถบรรทุกสินค้าขับผ่านไปได้
รถบรรทุกคันนั้นขับผ่านประตูเหล็กหน้าบ้านของเฉินอันหลานไป แล้วเลี้ยวเข้าประตูบ้านที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
“คุณชายสามครับ นี่กุญแจครับ”
“เมื่อวานนายบอกว่ามีเจ้าของบ้านคนใหม่ย้ายเข้ามาบ้านตรงข้ามใช่ไหม?”
เหลยจินเงยหน้าขึ้นมองไปยังบ้านหลังที่รถบรรทุกสินค้าคันนั้นขับเข้าไปแล้วพยักหน้ารับ
“ใช่ครับ เมื่อวานมีคนงานมาตกแต่งซ่อมแซมบ้านอยู่สองสามคน ทุบ ๆ ซ่อม ๆ กันอยู่ทั้งวันไม่หยุดไม่หย่อน แต่วันนี้ไม่เห็นทุบแล้วนะครับ”
เฉินอันหลานมองไปทางบ้านหลังตรงข้ามพร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนหน้านี้บ้านหลังนั้นถูกซื้อไว้เป็นเรือนหอของคู่สามีภรรยาคู่หนึ่ง หลังจากแต่งบ้านไปได้กว่าครึ่ง สองสามีภรรยาก็เพียรซื้อของมากมายมาฝากเหล่าเพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบ ซึ่งเฉินอันหลานเองในฐานะที่อยู่บ้านตรงข้ามก็ย่อมได้รับของขวัญจากคนทั้งสองเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว สามีภรรยาคู่นี้คุยเก่งมาก พวกเขานำของขวัญมาให้พร้อมกับนั่งอยู่ในห้องรับแขกของเฉินอันหลานอีกกว่าครึ่งชั่วโมง
ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งจบบทสนทนา คนทั้งสองเอาแต่พูดถึงเรื่องการตกแต่งเรือนหอของพวกเขา ทั้งยังบอกด้วยว่าบ้านหลังนี้ยังไม่ได้เดินสายไฟ แต่พวกเขาได้วางแผนไว้หมดแล้ว และเฟอร์นิเจอร์ก็จะถูกนำมาตกแต่งทีหลังสุดเพื่อให้ไม่กระทบถึงพื้นที่ว่างโดยรวมของตัวบ้าน
การสนทนายืดยาวในคราวนั้น หากเฉินอันหลานไม่เป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมาว่าเขาต้องออกไปทำธุระข้างนอกต่อ คาดว่าสามีภรรยาคู่นี้คงจะนั่งอยู่ในห้องรับแขกของเขาอีกนานและไม่ยอมจากไปโดยง่ายแน่นอน
ในครั้งนี้รถบรรทุกคันนั้นคงไม่พ้นเป็นรถที่ขนเฟอร์นิเจอร์มาลงอย่างแน่นอน และจากที่เหลยจินบอกว่ามีการทุบ ๆ ซ่อม ๆ อยู่ตลอดทั้งวัน เฉินอันหลานเดาว่าพวกเขาคงกำลังเจาะกำแพงเพื่อวางแนวสายไฟ และเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เฟอร์นิเจอร์ก็ถูกขนเข้ามาวาง เพื่อนบ้านของเขาคงใกล้จะย้ายเข้ามาอยู่แล้ว
“คุณชายสามครับ ถ้าคุณชายไม่ชอบเสียงดัง เดี๋ยวผมไปคุยกับพวกเขาให้ก็ได้ว่าให้พวกเขา...”
“พวกเขารบกวนนายเหรอ?”
“...ไม่ครับ”
“ไม่ต้องเอากุญแจให้ฉันก็ได้ วานนายขับเข้าไปเก็บในโรงรถให้หน่อย เก็บไว้ชั่วคราวก่อน”
“ครับ คุณชายสาม”
เมื่อพูดคุยกับเหลยจินเสร็จ เฉินอันหลานก็มองไปทางบ้านตรงข้ามอีกรอบ ไม่นานเขาก็ดึงสายตากลับมาแล้วหมุนตัวเดินเข้าประตูเหล็กหน้าบ้านไป ฝ่ายเหลยจินเห็นดังนั้นก็หันไปกวักมือเรียกลูกน้องที่ยืนกุมจมูกตัวเองอยู่
“มัวทำอะไรอยู่ฮะ?!”
“ก็มันเจ็บ”
“จะเจ็บอะไรนักหนา นาย...”
ทันทีที่ลูกน้องคนนั้นลดมือของตนลง เหลยจินก็ได้เห็นใบหน้าครึ่งล่างของเขาที่เต็มไปด้วยเลือดไหลจากจมูกเป็นทางยาวลงมาจรดริมฝีปาก ทำเอาคนมองที่เห็นภาพนั้นอดรู้สึกเจ็บแทนไม่ได้ คนเป็นหัวหน้ารีบคว้ามือลูกน้องตนขึ้นมากุมจมูกไว้เหมือนเดิม
“เอาล่ะ ๆ รีบเข้าไปล้างหน้าล้างตาให้เรียบร้อย แล้วก็คอยเฝ้าคุณชายสามไว้ให้ดี อย่าให้เขาคลาดสายตาไปได้อีก”
“ครับ พี่จิน”
“รีบไปล้างหน้าไป!”
เหลยจินยกเท้าขึ้นเตะก้นลูกน้องให้รีบเดินเข้าบ้านไป เมื่อเห็นลูกน้องของตนกุมจมูกวิ่งเหยาะ ๆ เข้าบ้านไปแล้ว เหลยจินจึงวางใจแล้วหันกลับไปขับรถคันนั้นเข้าจอด
....
บ้านฝั่งตรงข้าม
ชั้นสอง
ม่านหน้าต่างที่ยาวจากเพดานจรดพื้นของตัวบ้านไม่ได้ถูกเปิดออก ถึงอย่างนั้นบริเวณรอยต่อของม่านกลับมีช่องว่างเล็ก ๆ ที่แง้มไว้มากพอให้สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้าประตูบ้านฝั่งตรงข้ามได้ทั้งหมด
ลานเซลอตยืนอยู่ด้านหลังช่องว่างของรอยต่อเล็ก ๆ นั้นมองดูเหตุการณ์ตั้งแต่เฉินอันหลานลงมาจากรถจนถึงทุกการกระทำของเหลยจินและคนอื่น ๆ
เฉินอันหลานเดินหายเข้าไปในตัวบ้านได้พักใหญ่แล้ว ทว่าลานเซลอตกลับยังคงยืนอยู่ด้านหลังบานหน้าต่างเช่นเดิม
‘ก๊อก ก๊อก ก็อก’
“เข้ามา”
เป็นหมิงจวงที่เปิดประตูเข้ามา
“นายน้อยครับ บ้านเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดตามที่นายน้อยสั่ง นายน้อยจะไปตรวจดูหน่อยไหมครับ?”
“ไม่จำเป็น” ลานเซลอตมองไปทางหน้าต่างของบ้านฝั่งตรงข้ามที่ถูกม่านบดบังไว้อย่างมิดชิด
“เรื่องเมื่อคืนเป็นยังไงบ้าง?”
“เซี่ยรุ่ยคางพาภรรยาและลูกหนีไปได้ตอนที่ผมเข้าไปเอาสมุดบัญชีครับ ไม่พบใครเลยแม้แต่คนเดียว”
“นายเข้าไปคนเดียวเหรอ?”
หมิงจวงผงะไปก่อนจะรีบอธิบายให้เจ้านายของตนฟัง
“ผมไปพร้อมกับเว่ยเชียนเฉินครับ แต่ตอนที่เราไปถึงเราเจอคนจากหน่วยปราบปรามของเถื่อน เชียนเฉินเป็นคนสะกดรอยตามเขาไป ส่วนผมเข้าไปในบ้านของเซี่ยรุ่ยคางเพื่อค้นหาสมุดบัญชีครับ”
นัยน์ตาสีดำสนิทฉายประกายเย็นเยียบออกมา ลานเซลอตหมุนตัวหันกลับไปเผชิญหน้ากับหมิงจวงด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“สรุปคือพวกนายไปกันสองคนแต่ก็ยังเอาสมุดบัญชีเล่มนั้นมาให้ฉันไม่ได้ แถมยังปล่อยให้มันหลุดลอยไปอีกงั้นสินะ”
หมิงจวงก้มหน้าลง
“ขออภัยครับนายน้อย”
“ฉันไม่อยากได้ยินคำขอโทษ” ลานเซลอตเดินเข้าไปหาหมิงจวงทีละก้าว กระทั่งปลายเท้าของเขาหยุดลง คอของหมิงจวงก็ถูกบีบให้เงยขึ้นโดยมือของลานเซลอต จากนั้นผู้เป็นนายก็ออกแรงบีบให้หนักยิ่งขึ้นไปอีก
“ช่วงนี้นายทำให้ฉันผิดหวังมากเลยนะ หมิงจวง”
หมิงจวงถูกบีบคอจนหน้าดำหน้าแดง อีกทั้งเวลานี้เขายังเริ่มหายใจไม่ออกแล้วด้วย
ในตอนนั้นเองเว่ยเชียนเฉินก็เดินเข้ามาในห้องพอดี เมื่อได้เห็นเจ้านายกำลังลงโทษเพื่อนของตนอยู่ คนที่พึ่งเข้ามาก็รีบปรี่เข้าหาคนทั้งสอง แล้วก้มหัวขอร้องแทนหมิงจวงในทันที
“นายน้อยครับ เรื่องนี้หมิงจวงไม่ผิดนะครับ พวกเราไปถึงตอนที่เซี่ยรุ่ยคางพาคนของเขาหนีไปแล้ว แถมในห้องนั่นหมิงจวงยังเกือบถูกระเบิดที่อีกฝ่ายติดตั้งไว้ทำร้ายด้วยนะครับ”
ดวงตาของลานเซลอตหรี่ลงเล็กน้อย เขาจ้องมองไปทางเว่ยเชียนเฉินอยู่หลายวินาที สุดท้ายจึงยอมคลายมือลง ร่างของหมิงจวงเซไปมาจนเกือบจะล้มลงไปกองกับพื้น
เว่ยเชียนเฉินที่เห็นดังนั้นก็คิดจะยื่นมือเข้าไปช่วยประคอง แต่กลับถูกสายตาตักเตือนของหมิงจวงมองกลับมา เว่ยเชียนเฉินเข้าใจได้ในทันที ด้วยเหตุนั้นเขาจึงทำได้แค่มองเพื่อนด้วยความเป็นห่วง พร้อมกับดึงมือของตนกลับมาเก็บไว้ข้างตัวตามเดิม
“หมิงจวง พูดมา” ลานเซลอตออกคำสั่ง
หมิงจวงลูบคอตัวเองไปมา กระแอมไออีกสองสามที แล้วจึงหันไปกล่าวกับนายน้อยของตนด้วยความเคารพ
“ผมก็ไม่มั่นใจครับมาใครเป็นคนเอาสมุดบัญชีเล่มนั้นไป แต่ที่แน่ใจอย่างหนึ่งคือมีใครสักคนรู้ที่อยู่ของสมุดบัญชีก่อนหน้าที่ผมจะไปถึงอย่างแน่นอนครับ และคนที่ว่านั่นก็ไม่ได้มีแค่เซี่ยรุ่ยคางด้วย เพราะตอนที่ไปถึงตู้เซฟก็ถูกย้ายมาไว้ในห้องทำงานของเขาแล้วครับ และห้องนั้นก็ถูกติดกล้องไว้ด้วย กว่าผมจะไปเจอ มันก็ทำลายตัวเองไปแล้วครับ”
“ทำลายตัวเอง?”
“ครับ”
ลานเซลอตยืนเงียบไป
“นายน้อยครับ ผมว่าเราเจอศัตรูที่สมน้ำสมเนื้อเข้าแล้วล่ะครับ” เว่ยเชียนเฉินฉวยโอกาสในตอนที่ลานเซลอตยังไม่เอ่ยถามอะไรหมิงจวงต่อ รีบอธิบายเพิ่มทันที
“คนคนนั้นสามารถเข้าไปติดตั้งระเบิดและกล้องในบ้านของเซี่ยรุ่ยคางก่อนที่พวกเราจะไปถึงครับ นั่นหมายความว่าเขาต้องรู้จักพวกเราดีมาก ดีจนมากพอที่จะสามารถคำนวณทุกการกระทำของหมิงจวงได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ แต่มีเรื่องหนึ่งที่น่าแปลกคือดูเหมือนว่าฝ่ายนั้นจะไม่ได้หวังเอาชีวิตหมิงจวงครับ เหมือนเป็นแค่การหยอกเล่นเท่านั้น”
ลานเซลอตมองไปทางหมิงจวง
หมิงจวงก้มหน้าลงแล้วรีบพูดต่อ
“อานุภาพของระเบิดลูกนั้นไม่มากพอที่จะทำให้คนบาดเจ็บได้ครับ”
“หรือให้พูดก็คือครั้งนี้พวกเราถูกใครบางคนนำไปแล้วก้าวหนึ่ง แถมยังถูกอีกฝ่ายโต้กลับมาด้วยครับ”
“หากล้องวงจรปิดรอบ ๆ บ้านรึยัง?”
“หาแล้วครับ แต่เรื่องที่บังเอิญมากกว่านั้นคือข้อมูลจากกล้องวงจรปิดของบ้านตระกูลเซี่ยถูกลบทิ้งทั้งหมดเลยครับ เพราะงั้นเราถึงไม่อาจทราบได้ว่าใครคือคนที่เข้ามาในบ้านแล้วชิงลงมือตัดหน้าพวกเราครับ และก็ไม่รู้ด้วยว่าเซี่ยรุ่ยคางพาภรรยาและลูกหนีไปอยู่ที่ไหนครับ”
“ตายแล้ว”
“อะไรนะครับ?”
ลานเซลอตเดินผ่านหน้าหมิงจวง ตรงไปยังโซฟาที่อยู่ด้านข้างก่อนจะนั่งลง
“หนีมาซ่อนตัวในโรงแรมที่เกิดเหตุไฟไหม้นั่นแหละ ทั้งสามคน...”
พูดมาถึงตรงนี้ลานเซลอตก็หยุดชะงักไปอย่างกะทันหัน หลังจากเงียบไปพักหนึ่ง ดวงตาคนก็ฉายประกายเคร่งขรึมออกมาพร้อมกับหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เซี่ยรุ่ยคางยังไม่ตาย...”
เว่ยเชียนเฉินแสดงท่าทีแปลกใจออกมา
“ยังไม่ตาย? งั้นแสดงว่าหนีไปได้นะสิครับ?”
“ไปเอาตัวมันมาให้ฉัน”
“นายน้อย ให้ผมไปนะครับ” หมิงจวงขันอาสา
“แค่เว่ยเชียนเฉินก็พอแล้ว ฉันมีเรื่องอื่นให้นายไปจัดการ” ลานเซลอตพูดขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เว่ยเชียนเฉินรับคำสั่ง เขามองไปทางลานเซลอตที ทางหมิงจวงที หลังจากละล้าละลังอยู่ในห้องนั่งเล่นบนชั้นสองของบ้านได้พักหนึ่ง สุดท้ายจึงตัดสินใจหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งให้เจ้านายและเพื่อนสนิทอยู่ในห้องกันเพียงลำพัง
“นายน้อยครับ เมื่อคืนเกิดเรื่องอะไร...”
“ถ้ายังเอาสมุดบัญชีเล่มนั้นมาให้ฉันไม่ได้ ฉันจะคิดบัญชีกับนาย”
“ครับ”
ลานเซลอตล้วงมือไปหยิบเช็คจากในกระเป๋าเสื้อสูทออกมาใบหนึ่ง
“สถานที่อยู่บนโต๊ะ เอาเช็คนี้ไปส่งให้คนคนนั้นที”
“ครับ นายน้อย” หมิงจวงรับเช็คมาดู ในนั้นระบุจำนวนเงินไว้ 50 ล้านหยวน
“ไปได้แล้ว”
หมิงจวงโค้งหัวให้ลานเซลอต จากนั้นก็หมุนตัวเดินลงบันไดไป เมื่อเสียงฝีเท้าหายลับไปแล้ว ลานเซลอตจึงล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาต่อสายหาหลินฉ่าวเจ๋อ
(นายผิดนัด ลาน)
“เมื่อคืนมีเรื่องนิดหน่อย”
(ฉันทำตามที่นายสั่งแล้ว ยาระงับฮีททั้งหมดในท้องตลาดถูกเก็บกวาดจนหมดเกลี้ยง นายวางใจได้เลย)
“ฉันเพิ่งสั่งให้คนเอาเช็คไปให้”
(ได้เช็คแล้วฉันจะโทรบอกแล้วกัน...จริงสิ นายยังไม่ได้บอกฉันเลยว่าทำไมถึงยอมทุ่มเงินมากมายขนาดนั้นเพื่อเก็บกวาดยาระงับในตลาดน่ะ เป็นเพราะใครบางคนที่ใช้ยานี้อยู่งั้นเหรอ?)
“นายพูดมากเกินไปแล้ว”
“ลาน นายไม่เคยพูดจาเหลวไหล ถึงงั้นก็ไม่เคยพูดโกหกด้วย และแม้ว่านายจะยกเลิกงานแต่งกับน้องสาวฉันไปแล้วก็ตาม แต่ในฐานะเพื่อนคนหนึ่งฉันอยากเตือนนายเอาไว้หน่อย คนที่ฉีดยาระงับเข้าร่างกาย ถึงมันจะได้ผลดี แต่มันก็สร้างผลกระทบให้กับร่างกายได้ด้วยเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะมากหรือน้อยเท่านั้น”
“คำพูดนี้นายน่าจะเก็บเอาไว้ใช้คุยกับลูกค้าของนายมากกว่านะ”
(กำไรของฉันคือเงินไม่ใช่มโนธรรม ก็เหมือนกับวงล้อธุรกิจนั่นแหละ มันไม่มีวันถูกหยุดแค่เพราะว่ามีคนตาย จริงไหม?)
“สรุปแล้วนายอยากจะพูดอะไรกันแน่?”
“ไม่มีอะไร แค่อยากเตือนนายเอาไว้ก่อน ยาระงับมันอาจส่งผลต่อการมีบุตรได้”
หลังจากพูดจบ หลินฉ่าวเจ๋อก็หัวเราะออกมาแล้ววางสายไป
ดวงตาสีดำสนิทฉายประกายลึกล้ำยากคาดเดา
ลานเซลอตลุกขึ้นจากโซฟา ถอดเสื้อตัวนอกออกแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป