หมอตู้รายงานว่า ยาที่ส่งไปให้ ตรวจพบน้ำมันจากกุ้งทะเลผสมอยู่ ซึ่งอาหารทะเลทุกชนิดเป็ตัวกระตุ้นพิษในร่างของจวิ้นอ๋อง หากกินเข้าไปในปริมาณน้อยจะมีอาการถ่ายท้องอาเจียน ทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำ หากกินในปริมาณมากอาจถึงแก่ชีวิตได้
หงซิ่วฟังแล้วครุ่นคิดหนัก ิซีจงหาใช่คนโง่ ไม่มีทางทำอะไรโจ่งแจ้งเช่นนี้ หากจวิ้นอ๋องตายตอนนี้ย่อมมิใช่เื่ดีสำหรับเขา อีกอย่าง ยามนี้ิซีเหอเป็เพียงอ๋องผู้ฉาวโฉ่วราษฎรรังเกียจ ซ้ำยังไม่มีอำนาจในมือ ิซีจงไม่จำเป็ต้องลงมือกับเขาให้เสียเวลา น่าจะมีอะไรซับซ้อนกว่าที่คิด
พอรู้ว่ามีคนคิดไม่ซื่อ หมอตู้จึงจัดการต้มยาให้จวิ้นอ๋องใหม่ด้วยตัวเอง ทั้งยังกำชับนักกำชับหนา ว่าไม่ให้จวิ้นอ๋องรับประทานอาหารส่งเดช
หงซิ่วรอจนกระทั่งเขาหลับไป ถึงได้เรียกฉวีกงกงออกมากำชับให้ระมัดระวังให้มากขึ้น ก่อนจะกลับตำหนักเยว่เลี่ยง ทว่ายังไม่ทันก้าวพ้นประตูห้องโถงกลาง เสียงร้องไห้ฟูมฟายของสวีอีก็ดังมาเข้าโสต นางให้ซุ่นจั้งประคองกลับไปตำหนักไท่หยางอีกครั้ง
ที่หน้าตำหนัก ซุ่นหยิ่งกำลังทุ่มเถียงกับฉวีกงกงและเหล่าองครักษ์ ส่วนเหอสวีอีร้องไห้เสียงดังะโโวยวาย จะขอเข้าไปเยี่ยมจวิ้นอ๋อง
ซุ่นจั้งประคองหงซิ่วก้าวออกมาจากประตูมาพลางกล่าวว่า “ั้แ่ที่คุณหนูเหอมาอยู่ที่นี่ ท่านอ๋องไม่อนุญาตให้นางเข้าไปเหยียบในตำหนักไท่หยาง พวกองครักษ์ถึงไม่ยอมให้นางเข้าไปเพคะ”
หงซิ่วหยักหน้ารับรู้ มองไปยังเหอสวีอี จวิ้นอ๋องอาจทำอันใดสตรีนางนี้ไม่ได้ แต่กับโส่วหงซิ่วผู้ต่ำช้า อารมณ์ร้ายขี้หึงนั้นต่างกัน นางย่อมมีเหตุผลพอที่จะกำจัดมารหัวใจ หงซิ่วยิ้มเย็นในใจ หันไปกล่าวกับองครักษ์ว่า “จับตัวนางส่งไปที่ศาลต้าหลี่ แจ้งต้าหลี่ซื่อว่าเปิ่นหวางเฟยสั่งให้ส่งตัวคนร้ายหลอกลวงเบื้องสูงไปให้สืบสวน”
สวีอีได้ยินก็หยุดโวยวายทันที ชี้หน้าหงซิ่ว กล่าวตะกุกตะกักว่า “จะ..เ้า เ้าคิดจะอันใด นางลูกโสเภณี!”
หงซิ่วคร้านจะเสียเวลากับคนเยี่ยงนี้ จึงหันไปมองหน้าฉวีกงกง อันที่จริงเื่นี้ฉวีกงกงต้องรอถามจวิ้นอ๋องก่อนเลยมีท่าทีลังเล หงซิ่วกล่าวกับเขาว่า “จัดการเถิด มีอันใดข้ารับผิดชอบเอง ใครๆ ก็รู้ว่าข้าเป็สตรีอารมณ์ร้าย รักหลงสวามียิ่ง ซ้ำยังขี้หึงมาก ย่อมไม่ชอบให้สตรีอื่นมาลอยหน้าลอยตาอยู่ในจวน”
ได้ยินดังนั้น ฉวีกงกงก็เผยรอยยิ้มยินดีออกมา รีบหันไปสั่งองครักษ์ให้ลากสองนายบ่าวไปที่ศาลตาหลี่ทันที ข่าวนี้ดังไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว ผู้คนก่นด่าหงซิ่วไม่เหลือชิ้นดี ในตอนที่ิซีเหอตื่นขึ้นมาแล้วทราบเื่ เขาไม่เอ่ยถามความเลยสักคำ
หงซิ่วนั่งป้อนข้าวต้มเขาอยู่เงียบๆ หลังจากกินเสร็จ เขาก็กล่าวว่า “พรุ่งนี้ข้าต้องกลับไปทำงาน มิอาจปล่อยเื่คดีจลาจลค้างคาไว้นานได้ เกรงว่าเบาะแสจะขาดไปมากกว่านี้”
หงซิ่วพยักหน้าเข้าใจ กล่าวเสียงอ่อนโยนว่า “ระวังตัวด้วยนะเพคะ ศัตรูอยู่ในที่ลับ เราอยู่ที่แจ้ง ป้องกันได้ยาก”
“ข้าเข้าใจดี” ิซีเหอเอ่ยออกมาประโยคหนึ่ง ก็ไออีกเล็กน้อย หงซิ่วจึงประคองเขาเอนตัวนอน ดึงผ้าห่มขึ้นมาถึงลำคอ เหน็บชายผ้าเสร็จ ก็กล่าวว่า “พักผ่อนต่ออีกหน่อยนะเพคะ”
ิซีเหอคงเพลียมากจริงๆ ถึงได้หลับไปอย่างง่ายดาย
หงซิ่วต้องคอยอยู่ปรนนิบัติเขา จึงเอาหนังสือไปนั่งอ่านบนตั่งตรงข้ามบันไดในตำหนักไท่หยาง ฉวีกงกงพาข้ารับใช้สองคนมาแนะนำให้นางรู้จัก คนแรกคือเผิงมาม่า สาวใช้าุโที่ดูแลควบคุมสาวใช้ฝ่ายหญิง ส่วนอีกคนคือพ่อบ้านเกาเป็ผู้ที่ดูแลจวนอยู่ในตอนนี้
จวนจวิ้นอ๋องมีบ่าวไพร่และองครักษ์รวมทั้งหมดเพียงสามร้อยกว่าคน ซึ่งนับว่าน้อยมาก หากเปรียบกับตระกูลขุนนางและเชื้อพระวงศ์ ในส่วนของตำหนักแฝด จะมีขันทีเก่าแก่ที่ไท่เฟยมอบให้เป็ผู้ดูแล แบ่งความรับผิดชอบกันคนละตำหนัก ฉวีกงกงรับผิดชอบตำหนักไท่หยาง หัวกงกงรับผิดชอบตำหนักเยว่เลี่ยง สาวใช้ประจำตำหนักอีกตำหนักละแปดนาง องครักษ์ตำหนักละยี่สิบคน ผลัดเปลี่ยนเวรกันไป
หงซิ่วฟังแล้วไม่ได้กล่าวอันใด เพราะทุกอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยดีอยู่แล้ว อีกทั้งยามนี้บ่าวไพร่ในจวนต่างทราบถึงฐานะของนางดี จึงไม่จำเป็ต้องพูดมาก
ก่อนไปเผิงมาม่ายังนำสัดส่วนของหงซิ่วไปเตรียมตัดชุดฤดูหนาวไว้สำหรับหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึง เผิงมาม่ายังไม่ทันเดินลงบันได องครักษ์ก็รายงานขึ้นมาว่าต้าหลี่ซื่อหัวหน้าศาลต้าหลี่มาขอพบจวิ้นอ๋อง หงซิ่วหันไปบอกฉวีกงกง “ไม่ต้องปลุกท่านอ๋อง เดี๋ยวข้าจัดการเอง”
ซุ่นจั้งประคองหงซิ่วลงบันไดตรงไปยังห้องโถงกลางพร้อมด้วยฉวีกงกง
ในห้องโถง ต้าหลี่ซื่อแซ่เก้อนามหยางชุนหัวหน้าศาลต้าหลี่นั่งจิบชาท่าทางเย่อหยิ่ง ตอนที่ซุ่นจั้งประคองหงซิ่วเข้ามา คนผู้นี้ยังนั่งนิ่ง ไม่ยอมขยับ
จวิ้นอ๋องรั้งตำแหน่งเสนาบดีกรมยุติธรรม สำหรับในเมืองเป่ยจิง จะมีหน่วยงานใต้บังคับบัญชาอยู่สามหน่วยงานใหญ่ คือ ศาลต้าหลี่ กรมอาญา และสำนักตรวจการ หัวหน้าศาลต้าหลี่ผู้นี้จึงนับเป็ผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรง การมาขอพบผู้บัญชาการไม่สมควรวางท่าหยิ่งผยองเยี่ยงนี้ ตามสายตาของหงซิ่ว คาดว่าต้าหลี่ซื่อผู้นี้มิใช่คนดิบคนดีอันใด
หงซิ่วยิ้มเย็นในใจ นั่งลงบนเก้าอี้ประธานที่อยู่สูงกว่าเก้าอี้ของต้าหลี่ซื่อเท่าบันไดสามขั้น รอให้ฉวีกงกงเป็ผู้แนะนำ
“คารวะต้าหลี่ซื่อ” ฉวีกงกงคำนับคราหนึ่ง เก้อหยางชุนปรายตามอง ถามว่า “จวิ้นอ๋องเล่า ไปบอกจวิ้นอ๋อง ว่าข้า้าพบเื่ที่จวนอ๋องส่งสตรีนางหนึ่งไปที่ศาล”
ฉวีกงกง ฟังแล้วก็กล่าวว่า “ต้องขออภัยต้าหลี่ซื่อ ท่านอ๋องประชวร ยามนี้ยังบรรทมอยู่ มิอาจออกมาพบได้ ส่วนเื่สตรีนางนั้น ใต้เท้าเชิญพูดคุยถามไถ่กับพระชายา”
เก้อหยางชุน กวาดตามองฉวีกงกงั้แ่หัวจรดเท้ารอบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างดูถูก “ฉวีกงกง เสียแรงที่ท่านเคยเป็ถึงขันทีในรั้วในวัง ท่านไม่รู้ความยังพอว่า ยังคิดให้ข้าไม่รู้ความเหมือนท่านไปด้วยหรือ ไปตามท่านอ๋องออกมา!”
ฉวีกงกง ยืนนิ่งไม่ขยับ ทั้งไม่ต่อคำ หงซิ่วนั่งจิบชาอย่างสง่างามไม่คิดเอ่ยวาจาเช่นกัน ชั่วขณะนั้นบรรยากาศในห้องโถงพลันเปลี่ยนเป็เย็นเยียบ คล้ายมีแรงกดดันขุมหนึ่งกำลังกดทับลงบนร่างของเก้อหยางชุนจนเขารู้สึกอึดอัด ที่สุดเก้อหยางชุนก็เก็บอาการหยิ่งผยองเอาไหวไม่ไหว ตวาดใส่ฉวีกงกงเสียงดัง “ฉวีกงกง ท่านล้อเล่นอันใด!”
ฉวีกงกงไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัว ตอบกลับอย่างสุขุม “เรียนต้าหลี่ซื่อ ข้าบอกท่านไปแล้ว ว่าหากเป็เื่คนร้ายที่จวนอ๋องส่งไปที่ศาล เชิญท่านถามไถ่กับพระชายา”