บทที่12
การต่อสู้ที่คาดไม่ถึง
หลายวันต่อมาฉันกับยูมิยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำนาและปลูกอ้อยกันอย่างแข็งขัน ความคืบหน้าในงานด้านการเกษตรของพวกเราคืบหน้าไปเยอะมาก จากเดิมที่สวนอ้อยมีอยู่ไม่ถึงหนึ่งพันต้น ตอนนี้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็สามเท่า ขอแค่ไม่มีแมลงมารบกวน รับรองว่าอ้อยทุกต้นจะกลายเป็ผลผลิตที่สร้างน้ำตาลให้มวลมนุษยชาติอย่างแน่นอน
“ขอบคุณที่เหนื่อยนะคะ”
ฉันกับยูมิเลิกงานในเวลาห้าโมงเย็น พวกเราเดินทางกลับที่พักหลังจากเก็บข้าวของเสร็จ ทุกๆ วันที่เราผ่านร้านขายของชำ เราจะแวะซื้อน้ำอัดลมและไอศกรีมกันเสมอ
ตอนนี้สินค้าต่างๆ แทบแลกด้วยเงินลำบากแล้ว เพราะสินค้าราคาแพงมาก คุณป้าเ้าของร้านขายของชำยังบ่นให้พวกเราฟังว่าขนาดขนมห่อเล็กๆ ยังราคาพุ่งเทียบเท่าเนื้อหมูห้ากิโลในสองสามเดือนก่อน อีกไม่นานร้านคงเจ๊ง
“คุณโนกิคิดว่าป้าร้านขายของชำจะปิดกิจการไหม”
ฉันกัดไอศกรีมคำใหญ่ ใช้ความคิด “อืมมม ฉันว่าไม่ปิดหรอกนะ”
“เห~ ทำไมถึงคิดงั้นล่ะคะ”
“ก็ร้านป้ายังเติมสินค้าตลอด คงไม่เจ๊งเร็วๆ นี้หรอก”
“เห~ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณโนกิตอบอย่างขอไปทีกับเขาเป็ด้วย ทุกทีคุณต้องคิดอย่างถี่ถ้วนค่อยตอบนี่คะ”
“ฉันเหนื่อยที่จะคิดแล้ว ให้เป็หน้าที่ของฝ่ายบริหารเถอะ สิ่งที่ฉันทำได้ตอนนี้มีแค่ไปอุดหนุนร้านป้าบ่อยๆ เท่านั้นแหละ”
ฉันทิ้งไม้ไอศกรีมลงถังขยะ แล้วเช็ดมือกับขากางเกง
“อีกไม่นานข้าวล็อตแรกก็จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว น่าตื่นเต้นจังเลยนะคะ” ยูมิชวนฉันคุยหลังจากเราแวะทิ้งขยะกันเสร็จแล้ว
“ตื่นเต้นที่เธอหมายถึง คือตื่นเต้นที่จะได้เก็บเกี่ยว?”
“โนค่ะ สำหรับฉันน่ะนะ สนใจกองฟางข้าวมากกว่าค่าาา”
“อย่าบอกนะว่าเธออยากปีนเล่น”
“ปิ๊งปอง ถูกต้องนะค้า~”
“ให้ตายสิ ทำตัวเป็เด็กสามขวบไปได้ เออแต่จะว่าไป เธอคิดว่าฟางข้าวเอามาทำอะไรได้อีกบ้าง”
“เยอะแยะเลยค่ะ ฟางข้าวมีประโยชน์หลายอย่าง แต่ที่ฉันชอบที่สุดก็คงเป็เชื้อเพลิงชั้นดี ฉันชอบตอนฟางข้าวลุกไหม้ มันสวยอย่างกับดอกไม้เริงระบำเลยล่ะค่ะ ยิ่งจังหวะกองไฟแตกดังเปรี๊ยะๆ อู้หูววว แค่คิดก็ขนลุกแล้วค่าาาา”
ยัยนี่ชักจะเป็เอามากแล้วแฮะ คิดว่าปัจจุบันเค้าจะเผาฟางข้าวกันไปเฉยๆ โดยไม่เอาไปทำประโยชน์อย่างอื่นหรือไง ทรัพยากรในตัวจังหวัดยิ่งมีกำจัดอยู่ ไม่มีทางที่ชาวนาเค้าจะเผาฟางข้าวทั้งกองเพื่อเตรียมพื้นที่ทำนาหรอก
“จะว่าไป เมื่อวานฉันเจอคุณไมยะด้วยล่ะค่ะ” ยูมิเอ่ยขึ้นมาเมื่อเห็นทางขึ้นศาลเ้าอิสึมิอยู่ไกลๆ
“เหรอ แล้วไงต่อ”
“คุณไมยะบอกว่าภายในสิ้นเดือนนี้ให้ย้ายไปอาศัยในเรือนพักผ่อนของศาลเ้าแทนค่ะ”
“ทำไมต้องย้าย พวกเราอยู่ที่พักเดิมไม่เห็นจะเป็ไร”
“มาถามฉันแบบนี้แล้วฉันจะตอบยังไงล่ะคะ คุยไมยะบอกมาแค่นี้นี่นา เธอยุ่งมากบอกเสร็จก็วิ่งไปช่วยงานมิโกะองค์อื่นต่อ ไม่รู้มีเวลาได้นอนบ้างไหม ขอบตานี่คล้ำอย่างกับหมีแพนด้าเลยค่ะ”
น่าแปลก ตอนแรกท่านอิสึมิจัดหาที่พักให้ฉันกับยูมิเป็หอเล็กๆ ใกล้ที่ทำงาน แต่อยู่ดีๆ ก็สั่งย้าย มันต้องมีเหตุผลมากกว่านั้นสิ
“ไปถามไมยะกันเถอะ”
“เอ๊ะ นี่มันเย็นมากแล้วนะคะ เอาไว้ไปพรุ่งนี้ไม่ดีกว่าเหรอ”
“เธอจะกลับที่พักก่อนก็ได้นะ ฉันคาใจ จะไปถามให้แน่ใจก่อน”
“เอ๋~ รอด้วยสิค้า~”
ฉันกับยูมิเดินมาได้ครึ่งทางก็เจอกับไมยะที่วิ่งหน้าตั้งมาหาพวกเรา เธอยืนหอบอยู่หลายอึดใจ สีหน้าท่าทางก็ดูร้อนรน คงมีเื่ไม่ดีเกิดขึ้นแน่ๆ
“ยะ แย่แล้วค่ะ ห้าทุ่มคืนนี้จะมีการบุกโจมตีที่เสาโทริอิฝั่งทิศตะวันออก คาดการณ์ว่าจะมีอสุรกายวิวัฒนาการตัวใหม่ด้วยค่ะ!!”
คำพูดนั้นของไมยะทำให้ฉันหน้าชาวาบ นี่มันอะไรกัน ทำไมจู่ๆ ก็บุกมากะทันหัน แบบนี้ล่ะ ทั้งฉันทั้งยูมิต่างก็เหนื่อยอ่อนจากงาน จะมีแรงที่ไหนไปสู้!!
“ทำไมคำพยากรณ์ถึงมาปุบปับแบบนี้ล่ะ รอบที่แล้วยังบอกล่วงหน้าเป็วันๆ แต่รอบนี้กลับ…” ฉันกลืนคำที่เหลือลงไป อารมณ์เสียไปก็ไร้ประโยชน์ เรามีเวลาจำกัด รีบวางแผนรบกันเลยดีกว่า
“ช่างเถอะ รีบบอกวิธีรับมือมา”
“เฮะ? อ๊ะ! ขะ ขอโทษเื่คำพยากรณ์ด้วยนะคะ เอาไว้ฉันจะอธิบายเื่นี้ให้ฟังทีหลัง ก่อนอื่นเลยรีบไปยังสนามรบกันเถอะค่ะ!!”
“อืม!”
“หวาาา แบบนี้กว่าจะได้กินข้าวเย็นมีหวังท้องร้องยันสามสี่ทุ่มแน่เลยค่าาา”
“มันใช่เวลามาพูดเื่กินหรือไงยัยบ้า!!”