แม้ว่าในตอนนี้ การันต์ ในร่าง ไอ้จ้อยจะยังไม่มีพละกำลังมหาศาลพอจะไปงัดกับใครตรงๆ แต่ถ้าเป็เื่ของ"ความไว" บอกเลยว่าเขาไม่เป็สองรองใครบนดวงจันทร์ร้างแห่งนี้แน่!พลังที่แฝงอยู่ในร่างกระรอกจ้อยนั้นถูกกระตุ้นด้วยพลังทิพย์จากผ้าขาวม้าที่เขาสูบเข้าไปจนเต็มคราบทำให้กล้ามเนื้อทุกมัดตื่นตัวพร้อมใช้งานขนาดน้าขามที่ว่าแน่ยังวิ่งไล่กวดเขาจนเหนื่อยหอบมาแล้ว แล้วนับประสาอะไรกับมนุษย์สภาพไหม้เกรียมที่ดูท่าทางจะขยับตัวยังลำบากคนนี้
แทบจะในเสี้ยววินาทีที่ฝ่ามือดำทมิฬนั่นตะปบเข้ามาจ้อยไม่ได้ตื่นตระหนกเลยสักนิดดวงตากลมโตของเขามองเห็นการเคลื่อนไหวนั้นเหมือนภาพสโลโมชั่นเขาใช้สัญชาตญาณกระรอกที่ตื่นตัวเต็มที่บวกกับทักษะมวยไทยที่เพิ่งตั้งการ์ดเมื่อครู่สปริงข้อเท้าหลังถีบตัวะโถอยหลังแวบเดียว ร่างเล็กๆของเขาก็ไปยืนเด่นตระหง่านอยู่บนก้อนหินที่ตั้งอยู่ห่างออกไปหลายเมตรหลบรัศมีเอื้อมมือของอีกฝ่ายได้อย่างลอยนวลประหนึ่งิญญา
ฝ่ายชายลึกลับที่ทุ่มพลังเฮือกสุดท้ายไปกับการจู่โจมหวังจะจับกระรอกน้อยมากินเป็ยาบำรุงเมื่อพลาดเป้าดวงตาก็เริ่มพร่าเลือนพลังที่ริบหรี่ทำเอาแขนที่เหยียดออกไปตกลงกระแทกพื้นดินสีเงินดัง ปึกฝุ่นละอองกระจายฟุ้ง พร้อมกับเสียงหายใจหอบถี่ที่พยายามจะสูดอากาศเข้าปอดอันบอบช้ำ
จ้อยจ้องมองอีกฝ่ายพลางเอียงคอสงสัย ท่าทางกวนประสาทของเขายังคงทำงานอย่างต่อเนื่องเขาไม่ได้รีบหนีไปไหนเพราะอยากรู้ว่าไอ้คนที่หล่นมาจากฟ้านี่มันมีดีอะไรแต่เขาก็ฉลาดพอจะหยิบกิ่งไม้ข้างตัวขึ้นมาสะบัดฝุ่นแล้วบรรจงขีดเขียนลงบนพื้นทรายตัวเบ้อเริ่มเพื่อให้คนเจ็บอ่านได้ชัดๆ :
[น้าจะทำอะไรน่ะ? คิดจะกินกระรอกประทังชีวิตเหรอ?บอกเลยว่าผมเนื้อเหนียวมากนะจะบอกให้แถมรสชาติก็ไม่อร่อยเหมือนไก่ย่างวิเชียรบุรีด้วย]
ชายคนนั้นมองตัวหนังสือแล้วในใจก็ได้แต่สบถด้วยความอาฆาตแค้น 'ไอ้สัตว์ตัวนี้มันตาถั่วหรือหูหนวกกันแน่? ข้าแสดงท่าทีคุกคามจนเห็นเส้นเืขนาดนี้มันยังไม่รู้อีกเรอะว่าข้าจะฆ่าแกเอามาเป็อาหารน่ะ!' แต่ด้วยสภาพที่ขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้วเขาจึงจำใจต้องเปลี่ยนแผนมาสวมบท "ผู้เคราะห์ร้าย" ที่น่าสงสารต่อไปเผื่อว่าเ้ากระรอกหน้าซื่อใจคดตัวนี้จะตายใจแล้วหลงกลขยับเข้ามาใกล้ๆในระยะทำการอีกครั้ง
แต่จ้อยมีหรือจะรู้ไม่เท่าทัน? เขาผ่านโลกมาเยอะทั้งโลกโซเชียลที่เต็มไปด้วยการหลอกลวงและโลกแห่งความจริงอันโหดร้ายแถมตอนนี้สมองเขายังปลอดโปร่งโล่งสบายเพราะผลข้างเคียงของพลังผ้าขาวม้าเขาปักกิ่งไม้ลงดินแล้วเขียนต่อยาวเหยียดเพื่อปั่นประสาทศัตรูให้เสียสุขภาพจิตเล่น:
[ดูท่าน้าจะเหนื่อยจนลิ้นห้อยนะ งั้นนั่งพัก (หรือนอนพะงาบๆ ไปก่อน)ฟังผมเทศนาหน่อยเป็ไง? รู้ไหมว่าในทางวิทยาศาสตร์เนี่ย 'เงื่อนไขสะท้อนกลับ' มันเป็กลไกที่ร่างกายใช้ป้องกันตัวนะน้าน้าพุ่งมาผมก็ถอย เป็ธรรมดาของโลก]
โดยไม่รอคำตอบจากไอ้คนที่กำลังจะตาย จ้อยก็นั่งย่อตัวลงในท่าเตรียมพร้อมแต่อกผายไหล่ผึ่งแบบยอดนักสู้ แล้วเริ่มขีดเขียนบรรยายความรู้รอบตัวมั่วซั่วไปหมดทั้งเื่หมาปาฟลอฟ ที่เขาจำได้คลับคล้ายคลับคลาจากวิชาชีววิทยาผสมโรงกับทฤษฎีการเอาตัวรอดของสายปั่นอย่างเขาเองเขียนไปเขียนมาจนพื้นทรายสีเงินรอบๆ ตัวเต็มไปด้วยตัวหนังสือที่อ่านแล้วเวียนหัวประหนึ่งยันต์กันผี
[สรุปก็คือ น้าเปรียบเหมือนหมาสี่ขาที่พยายามจะกัดแมว... เอ๊ย ไม่ใช่สิผมเปรียบเปรยผิดประเด็นไปหน่อย]จ้อยใช้หางพวงสวยปัดทรายทิ้งอย่างรวดเร็วแล้วเขียนใหม่[เอาเป็ว่าน้าหิวน้ำจนตัวดำใช่ไหม? ผมจัดให้ได้นะแต่กฎของผมคือ 'ของวิเศษหนึ่งชิ้น แลกน้ำหนึ่งกะลา' จ่ายสด งดเชื่อ เบื่อทวงนะจ๊ะน้า! ถ้าไม่มีของมาแลกก็นอนเลียฝุ่นดวงจันทร์ไปก่อนแล้วกัน]
"อะ... อะไรนะ?" ชายคนนั้นถึงกับสำลักเืออกมาอีกระลอกจนพื้นสีเงินกลายเป็สีแดงเข้ม"จะเอาของวิเศษแลกน้ำ? เ้า... เ้า มันปีศาจขูดเืขูดเนื้อชัดๆ!"
จ้อยไม่สนใจเสียงโวยวายของเสือลำบากเขาตั้งการ์ดแบบบัวขาวโชว์ฟุตเวิร์กโยกซ้ายขวาไปหนึ่งรอบก่อนจะเขียนต่ออย่างกวนเบื้องล่างสุดๆ :
[น้าตกมาจากฟ้าสภาพสภาพผ้าขี้ริ้วแบบนี้ คงไม่มีอะไรติดตัวมาแล้วมั้ง?หรือว่าอาวุธลับที่อยู่ตรงระหว่างขานั่นจะใช้แลกน้ำได้? แต่มองดูแล้ว... มันเล็กจนน่าสงสารนะน้า ผมว่าไม่คุ้มค่าน้ำหรอกเอาไปแลกน้ำเปล่ายังยากเลย เสียแรงผมไปตักเปล่าๆ]
คำพูด (ที่เขียน)นี้เสียดแทงใจลูกผู้ชายอย่างรุนแรงยิ่งกว่าคมหอกคมดาบชายลึกลับที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ถึงยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ที่คนทั้งสำนักต้องกราบกรานถึงกับน้ำตาคลอเบ้าด้วยความอัปยศอดสูเขาพยายามฝ่าด่านสายฟ้าข้ามเขตแดนมาเพื่อหาความยิ่งใหญ่แต่กลับต้องมาถูกกระรอกตัวกระจ้อยร่อยล้อเลียนเื่ "ความเล็ก"แถมยังโดนเรียกข่มขู่เอาของมีค่าในสภาพที่ไร้ทางสู้อย่างถึงที่สุด
"ข้า... ข้าไม่มีของวิเศษเหลือแล้ว..." เขาพูดเสียงสั่นเครือ"สายฟ้าฟาดจนกำไลเก็บของและอาวุธกลายเป็เถ้าถ่านไปหมดแล้ว... ถ้าไม่เชื่อเ้า ก็ลองขุดคุ้ยตามร่างกายข้าดูเถอะ"
จ้อยมองดูสภาพตอะโั่นแล้วก็คิดในใจว่าท่าทางจะไม่โกหกเพราะเสื้อผ้ายังไม่เหลือ แล้วจะเอาอะไรมาซ่อน แต่เขาก็ไม่อยากขาดทุนแรงงานฟรีๆเขาจึงสืบเท้าเข้าไปหาอย่างระมัดระวัง(ในระยะที่มั่นใจว่าถ้าอีกฝ่ายตดใส่เขาก็หนีทัน) แล้วเอื้อมอุ้งเท้าหน้าไปตบๆที่หัวของชายคนนั้นเบาๆ เหมือนตบหัวน้องหมาน้องแมวปลอบใจ แล้วเขียนลงพื้นทราย:
[โถๆ น่าสงสารจังเลยไอ้หนู... งั้นเอาแบบนี้ ในเมื่อน้าไม่มีชื่อแถมตัวก็ดำปึดปื๋อเหมือนเป็ดไหม้ แถม 'ไส้กรอก' ก็เล็กนิดเดียว ผมจะตั้งชื่อให้น้าเอง ต่อไปนี้น้าชื่อ 'นายเล็กดำดำ' ก็แล้วกันนะ ชื่อนี้ขลังมากนะน้ามีคนตั้งให้แค่น้าคนเดียวเลย]
ชายลึกลับถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาเป็สายจริงๆ ไม่ใช่เพราะซาบซึ้งใจในชื่อใหม่แต่เพราะแค้นจนใจจะะเิเป็เสี่ยงๆ! 'เล็กดำดำ? ชื่อบ้าอะไรกัน! ข้าคือผู้สืบทอดมนต์ตราสังหารที่ผู้คนยำเกรงนะโว้ย!'แต่ในขณะที่เขากำลังโกรธแค้นจนหน้าเขียว (ในความดำ) อยู่นั้นจ้อยกลับเริ่มรู้สึกถึงสัญญาณเตือนภัยบางอย่างจากร่างกายตัวเอง ความหิวเริ่มกลับมาโจมตีเขาอีกครั้งท้องร้องโครกครากแสดงว่าพลังงานจากผ้าขาวม้าที่กินเข้าไปเริ่มจางลงไปทีละน้อย
"ผมต้องหาของกิน... และต้องหาทางรักษาแม่นางจันทร์ด้วย"จ้อยคิดพลางมองไปที่นายเล็กดำดำอย่างมีแผนการลับในใจ"ถ้าหมอนี่มาจากไอ้แผ่นดินใหญ่ที่ลอยอยู่บนฟ้านั่นจริงๆ บางทีเขาอาจจะรู้วิธีรักษาผมขาวของแม่นางจันทร์ก็ได้พวกนักพรตหรือพวกเซียนบนนั้นน่าจะมีของดีซ่อนอยู่เยอะ"
เขาจึงเปลี่ยนท่าทีจากการกวนประสาทมาเป็การเจรจาอย่างจริงจังผ่านปลายกิ่งไม้ที่กดน้ำหนักลงดินจนลึก:
[เอาละ นายเล็กดำดำ ถ้าอยากรอดตายและอยากได้น้ำเย็นๆ มาดับร้อนน้าต้องตอบคำถามผมมาหนึ่งข้อ... บนแผ่นดินใหญ่ที่ลอยอยู่ตรงขอบฟ้านั่นมีอะไรที่สามารถรักษา 'เส้นผมขาวที่เกิดจากการเสียสละอายุขัยและพลังชีวิต'ได้บ้างไหม? บอกมาดีๆแล้วผมจะหาน้ำมาให้กินจนอิ่มหนำสำราญเลย]
แววตาของนายเล็กดำดำสั่นไหวทันทีที่ได้เห็นข้อความนั้นเขามองไอ้กระรอกจอมแสบด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม...ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วพื้นทรายสีเงินชั่วขณะหนึ่ง