วันแรกที่เสวี่ยอ๋องทรงรับหญิงสาวเข้ามาพักขันทีใหญ่ประจำตำหนักกำชับพวกนางเสียงหนักอย่าได้เผยพิรุธให้อีกฝ่ายรู้ว่าตอนนี้อยู่ที่ใดพวกนางได้แต่เก็บความสงสัยถึงที่มาที่ไปของหญิงสาวปริศนากับเด็กน้อยไว้มีบ้างที่คิดว่าสตรีผู้นี้อาจจะเป็นางเล็กๆ ของพระองค์แต่เมื่อนายเหนือหัวมาเยี่ยมเยียนดั่งคล้ายคนรู้จักกันปฏิสัมพันธ์ของทั้งสองก็ไม่มีส่วนใดสื่อไปทางชู้สาวเลยสักนิด
เจิ้งกงกงสั่งพวกนางห้ามแพร่งพรายเื่แขกพิเศษของเรือนหนึ่งสันติสุขหาไม่แล้วชีวิตจะพบกับเื่ยาก ซ้ำยังกำชับอีกว่า หากถูกถามอะไรก็ตอบเพียงว่าไม่รู้ไม่เห็น
“ว่าอย่างไรนามของเขาคือ...”
“นายท่านเสวี่ยเ้าค่ะ”เจิ้งกงกงกำชับสั่งมาแล้วว่าเ้าของตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์จะถูกเรียกขานด้วยนามนี้
เสวี่ย...คือชื่อของเขาจริงดังนางเคยคาดเดา
“ที่นี่ค่อนข้างเงียบไม่มีใครอยู่นอกจากเขาหรือ อย่างเช่นบิดามารดา หรือพี่น้องของเขา” จะว่านางละลาบละล้วงก็ช่างปะไร หากไม่ถามก็คงไม่ได้ความ
วันๆนางเห็นแต่หน้าสองคนนี้ สองสามวันเ้าของเรือนและบ่าวติดตามถึงแวะมาทีนางอยากรู้จักพี่ชายเขา เมื่อนายท่านเสวี่ยกล่าวอ้างว่ามีศักดิ์เป็ท่านอาแต่เหตุใดตัวบิดาป่านนี้ยังไม่โผล่หน้ามาเยี่ยมไต่ถามความเป็มาของบุตรมีเหตุติดขัดอันใด หรือว่า...มีเบื้องลึกเื้ัที่นางไม่ควรจะรู้
อีกเื่ที่นางนึกสงสัยก็คือเขาคนนั้นอาจแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ถ้าเช่นนั้นมิเท่ากับพี่สาวนางเป็ภรรยาน้อยหรอกหรือ...
“นายท่านอยู่ที่นี่คนเดียวเ้าค่ะ”เสี่ยวหลิงตอบ
“แล้วพอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าตอนนี้ข้าอยู่ที่ใดในเมืองหลวง”
เสี่ยวลู่สบตาเสี่ยวหลิงแล้วเอ่ยถามเสียงอึกอัก
“เอ่อ...ท่านถามทำไมเ้าคะท่านอยากออกไปข้างนอกหรือ”
“ใช่แล้วข้าอยากส่งข่าวถึงทางบ้าน ได้หรือไม่” ฉวนลี่ถิงแสดงความเป็กันเองด้วยการจับมือเสี่ยวลู่
“มอบหมายงานนั้นให้พวกเราก็ได้เ้าค่ะ”เสี่ยวลู่ขันอาสา
อืม...ดูเหมือนเ้าของเรือนจะไม่อยากให้นางออกไปเพ่นพ่านที่ไหนจริงๆ
“พ่อบ้านเจิ้งสั่งความไว้ว่าหากท่าน้าสิ่งใดให้บอกพวกเรา แล้วพวกเราจะนำเื่ไปให้เขาช่วยจัดการอีกที”เสี่ยวหลิงอธิบายความ
ฉวนลี่ถิงพยักหน้าเข้าใจขืนยังดื้อดึง คนที่ลำบากก็คงเป็บ่าวสองนางนี้
“ให้เป็อย่างนั้นก็ได้”
หลังจากน้าสาวกับหลานชายเช็ดเนื้อตัวล้างหน้า ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า และจัดการอาหารเช้าเป็ที่เรียบร้อยแล้วฉวนลี่ถิงก็เขียนจดหมายฉบับใหม่ขึ้นมา แล้วฝากไปกับสาวใช้ทั้งสอง
และตอนนี้จดหมายฉบับนั้นก็อยู่ในหัตถาเ้าของตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์
ถิงเอ๋อร์พบคนในครอบครัวบิดาอาเฉินแล้วยังมีธุระต้องจัดการให้เรียบร้อยอีกสักระยะ พร้อมเดินทางกลับเมื่อไรจะแจ้งมาในจดหมายอีกฉบับ หวังว่าท่านพ่อท่านแม่และท่านอาหลิ่วคงจะสบายดี
เนื้อความจดหมายสั้นกว่าที่ทรงคาดไว้อาจเป็เพราะฉวนลี่ถิงเกรงจะมีคนเปิดอ่านจดหมายกระมังถึงไม่ได้บ่นพิรี้พิไรเล่าความเหตุการณ์ต่างๆ ที่นางประสบผิดวิสัยช่างพูดและแสดงออกแบบเปิดเผยตรงไปตรงมาที่ทรงเห็นก่อนหน้านี้ทรงพับจดหมายคืนกลับใส่ซอง
“ให้ม้าเร็วส่งจดหมายไปตามที่อยู่”
“พ่ะย่ะค่ะ...เอ่อ”เจิ้งเฉารับคำสั่ง แต่ดูเหมือนยังมีเื่อยากจะพูดกับผู้เป็นาย
ทรงทราบว่าเจิ้งกงกงเป็กังวลเื่ใดจักรพรรดิครองราชย์ยังไม่นาน มีเื่ให้จัดการสะสางอีกมาก เื่ส่วนหน้าย่อมสำคัญกว่าเื่หยุมหยิมของวังหลัง
“ข้ายังไม่ได้เข้าเฝ้าส่วนพระองค์คงต้องให้พวกนางอยู่ต่อสักระยะ”
“กระหม่อมบังอาจทูลถามกับชาติกำเนิดและความเป็มาขององค์ชายน้อยที่สตรีนางนั้นเล่ามาทั้งหมดทำให้ทรงมั่นพระทัยแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าเชื่อแล้วอย่างไรสุดท้ายคนชี้ชัดว่าจะรับหรือไม่รับ คงมีเพียงพระองค์เท่านั้น” ในฐานะญาติ ทรงต้องรับหน้าที่ดูแลสายพระโลหิตขององค์จักรพรรดิไว้ก่อน
เมื่อไม่ใช่เื่ที่ตนสมควรละลาบละล้วงเกินกว่านายจะอนุญาตเจิ้งเฉาก็ค้อมตัวก้าวถอยออกไป
ข้างพระวรกายของเสวี่ยอ๋องคนสนิทจัดการทุกเื่ราวในตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์ก็คือขันทีวัยห้าสิบกลางๆส่วนผู้คอยติดตามในทุกที่ยามเสด็จนอกตำหนักนั้นคือหยางซวงเหวย
กาลอดีตเวลามีราชกิจทางทหาร มิตรสหายคู่พระทัยคือขุนพลสกุลเผิงครั้นพระเชษฐาขึ้นครองราชย์ เป็ธรรมดาที่กำลังทหารจะถูกลดทอนและแบ่งสันปันส่วนไปอยู่ในมือผู้อื่นที่องค์จักรพรรดิไว้วางพระทัย
ด้วยพระปรีชาขององค์ชายเสวี่ยจิ้งเป็ธรรมดาที่ผู้นั่งบัลลังก์ทรงวางตำแหน่งให้อยู่ใกล้แต่ไร้ซึ่งกำลังพลอันจะก่อให้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับราชบัลลังก์