ระหว่างทางที่ทั้งสองเดินทางกลับเชียงใหม่บรรยากาศที่เย็นตามมาจากดอย ลมหนาวที่พัดเข้ามาในรถ กินไอของดินที่ชื้นจากละอองน้ำเจมส์นั่งมองออกนอกหน้าต่างข้างคนขับ ทั้งภูมิและเจมส์ไม่พูดอะไรกันเสียงเพลงคลอภายในรถเบา ๆ ในใจของทั้งสองเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายหลายชนิดจากการเดินทางครั้งนี้
“ขอบคุณนะมึงที่มาเที่ยวเป็เพื่อนกู” พี่ภูมิเอ่ยปากพูดโดยที่ไม่หันไปหาเจมส์
“ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณพี่”เจมส์หันไปมองภูมิ “พี่พาผมเที่ยวเป็อาทิตย์แถมยังทนกับความวุ่นวายอีก”
“นั่นสินะ” ภูมิยิ้ม “อาทิตย์นี้ก็มีเื่เยอะพอตัวนะ”
“แต่ก็สนุกดีนะ เวลาไปเที่ยวไปกันเยอะ ๆ แหละสนุก”
“พี่คิดงั้นก็ดี ผมจะได้วางแผนทริปต่อไปเลย”เจมส์พยายามให้ภูมิหัวเราะ
ภูมิไม่ตอบอะไร เขาเพียงแค่ยิ้ม ยิ้มเดิมของเขายิ้มที่เจมส์คิดมาตลอดว่าเป็ยิ้มที่แสดงถึงความสุขกลับกลายเป็ว่ามันคือรอยยิ้มที่มีไว้ห้ามใจไม่ให้ตัวเองพังทลาย ความรู้สึกต่าง ๆที่ภูมิเก็บไว้กับตัวมาตลอด นี่เป็ครั้งแรกที่เจมส์รับรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของเขาภายใต้รอยยิ้มภายใต้คำพูดทุกสิ่งทุกอย่าง
เจมส์หันหน้าออกหน้าต่างอีกครั้ง “พี่นี่แม่ง...”
“เข้มแข็งจังว่ะ...”เจมส์ใช้กำลังทั้งหมดที่มีเพื่อที่จะกลั้นตัวเองไม่ให้ร้องไห้ออกมาเขาคิดกับตัวเองว่านี่แค่เขารู้เื่เพียงเศษเสี้ยวเท่านั้นเขายังอยากจะร้องออกมาขนาดนี้คนที่ประสบเื่นี้กับตัวเองต้องเข้มแข็งแค่ไหนที่จะพยายามยืมอยู่ต่อไปได้
ความเงียบปกคลุมภายในรถตู้อีกครั้ง รถตู้ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ความทรงจำ เื่ราวมากมาย กำลังแล่นตามถนนที่ดูเหมือนไม่มีจุดสิ้นสุด
รถกลับมาจอดที่หน้าบ้านของภูมิอีกครั้งทั้งสองต่างช่วยกันขนของออกจากรถหลากหลายสิ่งอย่างที่พวกเขาขนออกต่างมีเื่ราวมากมายที่พวกเขาทั้งสองพบเจอมาในการเดินทางครั้งนี้
“จะให้กูไปส่งที่หอเลยมั้ย?” ภูมิถามเจมส์
“แล้วพี่จะทำอะไรเหรอ?” เจมส์ถาม
“กูว่าจะเก็บบ้าน” ภูมิมองไปรอบ ๆ บ้านของเขา“มันน่าจะถึงเวลาละ”
“ผมไม่ได้รีบไปไหน ให้ผมช่วยนะ”เจมส์เอ่ยปากออกมาด้วยความเต็มใจเขาเข้าใจว่าการเก็บบ้านนี้มีความหมายมากมายสำหรับพี่ภูมิ
“ขอบคุณนะ” ภูมิตอบไม่มีคำอะไรมากมายที่จะต้องสื่อถึงกันไปมากกว่านี้
ภูมิหยิบไม้กวาดจากหลังประตูแล้วเริ่มปัดฝุ่นออกจากมุมห้องทีละนิด…ทีละมุม เหมือนการปัดเศษความเศร้าที่ค้างคาอยู่ในใจ
หลายชั่วโมงผ่านไป กล่องกระดาษเก่า ๆ หลายใบก็ค่อย ๆถูกย้ายออกจากห้องนั่งเล่นไปไว้ที่มุมห้องเก็บของ รวมถึงกล่องหนึ่งที่มีป้ายเล็ก ๆเขียนว่า “ฝ้าย”
ภูมินั่งลงหน้ากล่องนั้นนิ่ง ๆ สักพัก
เขาลูบมือไปตามฝากล่องช้า ๆ
ดวงตาเขา...ไม่ได้น้ำตา
แต่กลับเต็มไปด้วยบางอย่างที่ยากจะอธิบาย
เจมส์ไม่ได้พูดอะไรเขาเพียงปล่อยให้เวลาส่วนตัวกับภูมิและความทรงจำของเขา
ตกเย็นอากาศเริ่มหนาวหลังจากที่สองพี่น้อยช่วยกันเก็บของ ทำความสะอาดบ้านจนเรียบร้อยบ้านที่ดูหนาวเหน็บดูอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อยเจมส์และภูมินั่งกันข้าวกันอยู่ที่โต๊ะอาหารที่ไม่ได้ถูกใช้มาเป็ปี
“ค่อยดูเป็บ้านที่มีคนอยู่ขึ้นมาหน่อย”เจมส์พูดขึ้นในขณะที่เขากำลังล้างจาน
“นั่นสิ” ภูมิยิ้มมองไปรอบ ๆ ตัว
“ผมมาอยู่ด้วยได้มั้ย?” เจมส์ถาม“จะได้ไม่เปลืองเงินเช่าหอ”
“มึงจะไปเรียนทันเหรอ” ภูมิแซว“ที่นี่มันไกลตัวเมืองไปหน่อยมั้ง”
“ไม่ต้องห่วงหรอก พี่รู้สึกว่าพี่อยู่ได้แล้วแหละ”รอยยิ้มของภูมิในครั้งนี้เหมือนว่าเขาได้ทิ้งน้ำหนักที่เขาแบกอยู่ในอกออกไปบ้างแล้วถึงจะไม่หมด แต่ก็เพียงพอที่จะยืนหยัดก้าวหน้าต่อได้
“เสียดายที่เราต้องไปส่งเฟิร์นก่อน จะได้มาช่วยกันเก็บของ”เจมส์พูดออกมา
“เจมส์...” สายตาภูมิมองไปที่เจมส์อย่างจริงจัง
“ไม่มีอะไรที่ทำให้เราเสียใจได้มากไปกว่าคำว่า ‘เสียดายที่ไม่ได้ทำ’หรอกนะ”
“ถ้าแกชอบเค้าจริง ๆ อย่าพึ่งยอมแพ้ลองเอาจริงเอาจังดูสักตั้ง”
“เราไม่มีทางรู้หรอกว่าผลจะออกมาเป็ยัง”
“เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสุดท้ายแล้วจะไปได้ถึงไหน”
“แต่ทุกสิ่งทุกอย่าง ความสุขความเศร้า ความเ็ป ความทรงจำทุกอย่าง...”
“มันคุ้มค่านะ”สายตาของเขาเหมือนมีอะไรบางอย่างในใจ “คุ้มค่ากว่าต้องมาคิดเสียดายทีหลัง”
เจมส์ไม่พูดอะไร เขาเงียบ คิดถึงคำพูดของพี่ภูมิ คิดถึงความทรงจำที่เกิดขึ้นในการเดินทางครั้งนี้คิดถึงความรู้สึกของตัวเอง
ภูมิเองก็เงียบไม่ได้พูดอะไร เขาเดินไปที่ห้องของเขา มองรูปภาพของเขาฝ้าย และ มิ้นในวัยมหาลัย
“ขอบคุณนะฝ้าย...” เขากระซิบกับตัวเอง
ภูมิคว้าเป้เดินทางของเขาและเดินลงมาจากชั้นสอง
“อ่าว...พี่จะไปไหน?” เจมส์ถามด้วยความสงสัยที่เห็นภูมิถือกระเป๋าเดินทางเหมือนจะออกไปไหน
ภูมิไม่ตอบ เขาเพียงแค่ยิ้มและเดินเอากุญแจรถตู้มาใส่มือเจมส์“มึงรู้สึกยังไง จะทำอะไร มึงต้องเป็คนหาคำตอบนั้นเอง”
เขายิ้มและออกจากบ้านไปด้วยรถยนต์อีกคันของเข้าในโรงจอดรถปล่อยให้เจมส์ยืนจ้องมองกุญแจรถตู้ สมองเต็มไปด้วยความคิดและหัวใจเต็มไปด้วยความรู้สึก
สายตาเจมส์เปลี่ยนไปจากตอนก่อนเริ่มออกเดินทาง เขายังคงเป็เขาแต่แววตาเขาดูอ่อนโยนและมั่นใจขึ้นกว่าเดิม เขาก้มมองโทรศัพท์ และรวบรวมความกล้าอยู่พักหนึ่ง
จากนั้นก็ตัดสินใจกดโทรออก
เสียงโทรศัพท์ดังอยู่สองครั้ง ก่อนที่ปลายสายจะรับ
เจมส์ยิ้มกว้างขึ้นทันที“แค่คิดถึงเฉย ๆ…เลยโทรหา”
...
หลายร้อยกิโลเมตรห่างออกไปเฟิร์นยืนอยู่หน้าถุงดำสองถุงในห้องนอนในถุงเต็มไปด้วยของขวัญสิ่งของที่ทำให้เธอนึกถึงแฟนเก่า ห้องของเธอดูโล่งพอ ๆกับใจของเธอที่พร้อมจะเริ่มต้นใหม่ด้วยตัวของตัวเอง
ไม่นานนัก ในขณะที่เธอกำลังช่วยกันทำกับข้าวกับแม่หน้าตาเธอดูมีความสุขรอยยิ้มที่จริงใจ
เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นบนโต๊ะ
เธอเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหน้าจอแสดงชื่อที่ทำให้เธอหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง
เสียงหัวเราะบางเบาเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปาก เธอกดรับสาย
“ฮัลโหล…” เฟิร์นยิ้ม
...
ณ โฮลเทล บริเวณชานเมืองเชียงใหม่มิ้นกำลังจัดของอยู่หลังเคาน์เตอร์ด้วยท่าทีคล่องแคล่วเหมือนทุกวันกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นลอยคลุ้งในอากาศ และแสงแดดยามสายตกกระทบประตูทางเข้า
ประตูเปิดออกพร้อมเสียงกระดิ่งดัง มิ้นเงยหน้าขึ้นโดยอัตโนมัติ
ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้นรอยยิ้มของเขาทำให้เวลาในใจเธอเหมือนหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
“ห้องยังว่างอยู่มั้ย?” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่เธอจำได้ทันที
ดวงตาของมิ้นเบิกกว้างก่อนจะกลายเป็ยิ้มที่อบอุ่น…และเต็มไปด้วยคำพูดที่เธอไม่จำเป็ต้องพูดออกมาเลย
...
ชีวิตของสามคนที่มาเจอกันโดยบังเอิญ และมาเดินร่วมกัน ความคิดความรู้สึก ความหวัง ความเศร้า รศชาติความรู้สึกต่าง ๆมากมายที่ได้แลกเปลี่ยนกันและกัน ทำให้ทั้งสามได้เติบโตเรียนรู้และยอมรับความรู้สึกของตนเอง
ความสำเร็จ ความผิดพลาด ความสมหวัง ผิดหวัง ความสุข ความเศร้าทั้งหมดนั้นก็เป็ส่วนหนึ่งในชีวิตเราเช่นกันทั้งสามคนได้เรียนรู้ว่าควรที่จะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นและลุกขึ้นมาเผชิญหน้าสิ่งต่อไป
บางครั้งการเดินทางอาจจะสำคัญและมีค่ามากกว่าจุดหมายที่เราตั้งเป้าเอาไว้
เพราะชีวิตคือการเดินทาง