Wanderlust เพราะชีวิตคือการเดินทาง

    บทที่ 19 การเดินทาง

            ระหว่างทางที่ทั้งสองเดินทางกลับเชียงใหม่บรรยากาศที่เย็นตามมาจากดอย ลมหนาวที่พัดเข้ามาในรถ กินไอของดินที่ชื้นจากละอองน้ำเจมส์นั่งมองออกนอกหน้าต่างข้างคนขับ ทั้งภูมิและเจมส์ไม่พูดอะไรกันเสียงเพลงคลอภายในรถเบา ๆ ในใจของทั้งสองเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายหลายชนิดจากการเดินทางครั้งนี้           

            “ขอบคุณนะมึงที่มาเที่ยวเป็๞เพื่อนกู” พี่ภูมิเอ่ยปากพูดโดยที่ไม่หันไปหาเจมส์                      

            “ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณพี่”เจมส์หันไปมองภูมิ “พี่พาผมเที่ยวเป็๲อาทิตย์แถมยังทนกับความวุ่นวายอีก”

            “นั่นสินะ” ภูมิยิ้ม “อาทิตย์นี้ก็มีเ๹ื่๪๫เยอะพอตัวนะ”

            “แต่ก็สนุกดีนะ เวลาไปเที่ยวไปกันเยอะ ๆ แหละสนุก”

            “พี่คิดงั้นก็ดี ผมจะได้วางแผนทริปต่อไปเลย”เจมส์พยายามให้ภูมิหัวเราะ

    ภูมิไม่ตอบอะไร เขาเพียงแค่ยิ้ม ยิ้มเดิมของเขายิ้มที่เจมส์คิดมาตลอดว่าเป็๲ยิ้มที่แสดงถึงความสุขกลับกลายเป็๲ว่ามันคือรอยยิ้มที่มีไว้ห้ามใจไม่ให้ตัวเองพังทลาย ความรู้สึกต่าง ๆที่ภูมิเก็บไว้กับตัวมาตลอด นี่เป็๲ครั้งแรกที่เจมส์รับรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของเขาภายใต้รอยยิ้มภายใต้คำพูดทุกสิ่งทุกอย่าง

            เจมส์หันหน้าออกหน้าต่างอีกครั้ง “พี่นี่แม่ง...”

            “เข้มแข็งจังว่ะ...”เจมส์ใช้กำลังทั้งหมดที่มีเพื่อที่จะกลั้นตัวเองไม่ให้ร้องไห้ออกมาเขาคิดกับตัวเองว่านี่แค่เขารู้เ๱ื่๵๹เพียงเศษเสี้ยวเท่านั้นเขายังอยากจะร้องออกมาขนาดนี้คนที่ประสบเ๱ื่๵๹นี้กับตัวเองต้องเข้มแข็งแค่ไหนที่จะพยายามยืมอยู่ต่อไปได้

    ความเงียบปกคลุมภายในรถตู้อีกครั้ง รถตู้ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ความทรงจำ เ๹ื่๪๫ราวมากมาย กำลังแล่นตามถนนที่ดูเหมือนไม่มีจุดสิ้นสุด

    รถกลับมาจอดที่หน้าบ้านของภูมิอีกครั้งทั้งสองต่างช่วยกันขนของออกจากรถหลากหลายสิ่งอย่างที่พวกเขาขนออกต่างมีเ๱ื่๵๹ราวมากมายที่พวกเขาทั้งสองพบเจอมาในการเดินทางครั้งนี้

            “จะให้กูไปส่งที่หอเลยมั้ย?” ภูมิถามเจมส์

            “แล้วพี่จะทำอะไรเหรอ?” เจมส์ถาม

            “กูว่าจะเก็บบ้าน” ภูมิมองไปรอบ ๆ บ้านของเขา“มันน่าจะถึงเวลาละ”

            “ผมไม่ได้รีบไปไหน ให้ผมช่วยนะ”เจมส์เอ่ยปากออกมาด้วยความเต็มใจเขาเข้าใจว่าการเก็บบ้านนี้มีความหมายมากมายสำหรับพี่ภูมิ

            “ขอบคุณนะ” ภูมิตอบไม่มีคำอะไรมากมายที่จะต้องสื่อถึงกันไปมากกว่านี้

    ภูมิหยิบไม้กวาดจากหลังประตูแล้วเริ่มปัดฝุ่นออกจากมุมห้องทีละนิด…ทีละมุม เหมือนการปัดเศษความเศร้าที่ค้างคาอยู่ในใจ

    หลายชั่วโมงผ่านไป กล่องกระดาษเก่า ๆ หลายใบก็ค่อย ๆถูกย้ายออกจากห้องนั่งเล่นไปไว้ที่มุมห้องเก็บของ รวมถึงกล่องหนึ่งที่มีป้ายเล็ก ๆเขียนว่า “ฝ้าย”

    ภูมินั่งลงหน้ากล่องนั้นนิ่ง ๆ สักพัก

    เขาลูบมือไปตามฝากล่องช้า ๆ

    ดวงตาเขา...ไม่ได้น้ำตา

    แต่กลับเต็มไปด้วยบางอย่างที่ยากจะอธิบาย

    เจมส์ไม่ได้พูดอะไรเขาเพียงปล่อยให้เวลาส่วนตัวกับภูมิและความทรงจำของเขา

            ตกเย็นอากาศเริ่มหนาวหลังจากที่สองพี่น้อยช่วยกันเก็บของ ทำความสะอาดบ้านจนเรียบร้อยบ้านที่ดูหนาวเหน็บดูอบอุ่นขึ้นมาเล็กน้อยเจมส์และภูมินั่งกันข้าวกันอยู่ที่โต๊ะอาหารที่ไม่ได้ถูกใช้มาเป็๞ปี

            “ค่อยดูเป็๲บ้านที่มีคนอยู่ขึ้นมาหน่อย”เจมส์พูดขึ้นในขณะที่เขากำลังล้างจาน

            “นั่นสิ” ภูมิยิ้มมองไปรอบ ๆ ตัว

            “ผมมาอยู่ด้วยได้มั้ย?” เจมส์ถาม“จะได้ไม่เปลืองเงินเช่าหอ”

            “มึงจะไปเรียนทันเหรอ” ภูมิแซว“ที่นี่มันไกลตัวเมืองไปหน่อยมั้ง”

            “ไม่ต้องห่วงหรอก พี่รู้สึกว่าพี่อยู่ได้แล้วแหละ”รอยยิ้มของภูมิในครั้งนี้เหมือนว่าเขาได้ทิ้งน้ำหนักที่เขาแบกอยู่ในอกออกไปบ้างแล้วถึงจะไม่หมด แต่ก็เพียงพอที่จะยืนหยัดก้าวหน้าต่อได้

            “เสียดายที่เราต้องไปส่งเฟิร์นก่อน จะได้มาช่วยกันเก็บของ”เจมส์พูดออกมา

            “เจมส์...” สายตาภูมิมองไปที่เจมส์อย่างจริงจัง

            “ไม่มีอะไรที่ทำให้เราเสียใจได้มากไปกว่าคำว่า ‘เสียดายที่ไม่ได้ทำ’หรอกนะ”

            “ถ้าแกชอบเค้าจริง ๆ อย่าพึ่งยอมแพ้ลองเอาจริงเอาจังดูสักตั้ง”

            “เราไม่มีทางรู้หรอกว่าผลจะออกมาเป็๞ยัง”

            “เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสุดท้ายแล้วจะไปได้ถึงไหน”

            “แต่ทุกสิ่งทุกอย่าง ความสุขความเศร้า ความเ๯็๢ป๭๨ ความทรงจำทุกอย่าง...”

            “มันคุ้มค่านะ”สายตาของเขาเหมือนมีอะไรบางอย่างในใจ “คุ้มค่ากว่าต้องมาคิดเสียดายทีหลัง”

    เจมส์ไม่พูดอะไร เขาเงียบ คิดถึงคำพูดของพี่ภูมิ คิดถึงความทรงจำที่เกิดขึ้นในการเดินทางครั้งนี้คิดถึงความรู้สึกของตัวเอง

    ภูมิเองก็เงียบไม่ได้พูดอะไร เขาเดินไปที่ห้องของเขา มองรูปภาพของเขาฝ้าย และ มิ้นในวัยมหาลัย

            “ขอบคุณนะฝ้าย...” เขากระซิบกับตัวเอง

    ภูมิคว้าเป้เดินทางของเขาและเดินลงมาจากชั้นสอง

            “อ่าว...พี่จะไปไหน?” เจมส์ถามด้วยความสงสัยที่เห็นภูมิถือกระเป๋าเดินทางเหมือนจะออกไปไหน

            ภูมิไม่ตอบ เขาเพียงแค่ยิ้มและเดินเอากุญแจรถตู้มาใส่มือเจมส์“มึงรู้สึกยังไง จะทำอะไร มึงต้องเป็๲คนหาคำตอบนั้นเอง”

    เขายิ้มและออกจากบ้านไปด้วยรถยนต์อีกคันของเข้าในโรงจอดรถปล่อยให้เจมส์ยืนจ้องมองกุญแจรถตู้ สมองเต็มไปด้วยความคิดและหัวใจเต็มไปด้วยความรู้สึก

    สายตาเจมส์เปลี่ยนไปจากตอนก่อนเริ่มออกเดินทาง เขายังคงเป็๲เขาแต่แววตาเขาดูอ่อนโยนและมั่นใจขึ้นกว่าเดิม เขาก้มมองโทรศัพท์ และรวบรวมความกล้าอยู่พักหนึ่ง

    จากนั้นก็ตัดสินใจกดโทรออก

    เสียงโทรศัพท์ดังอยู่สองครั้ง ก่อนที่ปลายสายจะรับ

            เจมส์ยิ้มกว้างขึ้นทันที“แค่คิดถึงเฉย ๆ…เลยโทรหา”

    ...

            หลายร้อยกิโลเมตรห่างออกไปเฟิร์นยืนอยู่หน้าถุงดำสองถุงในห้องนอนในถุงเต็มไปด้วยของขวัญสิ่งของที่ทำให้เธอนึกถึงแฟนเก่า ห้องของเธอดูโล่งพอ ๆกับใจของเธอที่พร้อมจะเริ่มต้นใหม่ด้วยตัวของตัวเอง

    ไม่นานนัก ในขณะที่เธอกำลังช่วยกันทำกับข้าวกับแม่หน้าตาเธอดูมีความสุขรอยยิ้มที่จริงใจ

    เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นบนโต๊ะ

    เธอเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหน้าจอแสดงชื่อที่ทำให้เธอหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง

    เสียงหัวเราะบางเบาเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปาก เธอกดรับสาย

            “ฮัลโหล…” เฟิร์นยิ้ม

    ...

            ณ โฮลเทล บริเวณชานเมืองเชียงใหม่มิ้นกำลังจัดของอยู่หลังเคาน์เตอร์ด้วยท่าทีคล่องแคล่วเหมือนทุกวันกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นลอยคลุ้งในอากาศ และแสงแดดยามสายตกกระทบประตูทางเข้า

    ประตูเปิดออกพร้อมเสียงกระดิ่งดัง มิ้นเงยหน้าขึ้นโดยอัตโนมัติ

    ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้นรอยยิ้มของเขาทำให้เวลาในใจเธอเหมือนหยุดนิ่งไปชั่วขณะ

            “ห้องยังว่างอยู่มั้ย?” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่เธอจำได้ทันที

    ดวงตาของมิ้นเบิกกว้างก่อนจะกลายเป็๲ยิ้มที่อบอุ่น…และเต็มไปด้วยคำพูดที่เธอไม่จำเป็๲ต้องพูดออกมาเลย

    ...

    ชีวิตของสามคนที่มาเจอกันโดยบังเอิญ และมาเดินร่วมกัน ความคิดความรู้สึก ความหวัง ความเศร้า รศชาติความรู้สึกต่าง ๆมากมายที่ได้แลกเปลี่ยนกันและกัน ทำให้ทั้งสามได้เติบโตเรียนรู้และยอมรับความรู้สึกของตนเอง

    ความสำเร็จ ความผิดพลาด ความสมหวัง ผิดหวัง ความสุข ความเศร้าทั้งหมดนั้นก็เป็๞ส่วนหนึ่งในชีวิตเราเช่นกันทั้งสามคนได้เรียนรู้ว่าควรที่จะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นและลุกขึ้นมาเผชิญหน้าสิ่งต่อไป       

    บางครั้งการเดินทางอาจจะสำคัญและมีค่ามากกว่าจุดหมายที่เราตั้งเป้าเอาไว้

    เพราะชีวิตคือการเดินทาง