บทที่ 19 ท่านตา ท่านกำลังจะถูกลดขั้น
หม้อไฟ?
ของทอด?
องค์ชายห้าทำหน้างุนงง ในวังนั้นอาหารล้วนถูกกำหนดรายการไว้ล่วงหน้า ไม่เคยมีของพวกนี้ปรากฏมาก่อน
นี่มันคืออะไร?
แม้จะพอเข้าใจจากชื่อ แต่เขาไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อน
"ขอบคุณเว่ยกงกงที่แจ้งให้ทราบ"
องค์ชายห้าทำหน้าจริงจังเล็กน้อยขณะเดินตามหลังเว่ยเจิ้ง
ตลอดทางเขารู้สึกกังวลขึ้นมา
น้องหญิงเคยบอกว่า ราชวงศ์เซียวของพวกเขาจะเสื่อมถอยภายในสามปีในรัชสมัยของฮ่องเต้องค์ใหม่
เมื่อไม่นานมานี้ที่สำนักศึกษาหลวง อาจารย์เล่าให้ฟังว่าน้ำในแม่น้ำท่วม ทำให้ที่นาจมน้ำไปมาก อาจารย์ยังพูดถึงปัญหาผู้อพยพอีกด้วย
ตอนนี้ทุกที่้าใช้เงิน
ราชวงศ์เซียวมีความเสี่ยงที่จะล่มสลายอยู่แล้ว
เหตุใดฝ่าาถึงยังมีอารมณ์มาวุ่นวายกับเื่อาหาร ช่างฟุ่มเฟือยสิ้นเปลือง
องค์ชายห้าทำหน้าไม่พอใจเล็กน้อย แต่เมื่อเข้าตำหนักจ้งหัว เขาก็ได้ยินเสียงอ้อแอ้ของน้องหญิง ทำให้เขาชะงักฝีเท้า
‘โอ้ เห็ดทอดหอมอร่อย ที่ด้านหลังของเห็ดหนา ๆ ให้บากเป็รูปกากบาทแล้วทอดในน้ำมัน กัดลงไปทั้งนุ่มทั้งเด้ง ยังเก็บน้ำเอาไว้ข้างใน โรยด้วยผงยี่หร่า เกลือ…’
‘ผักกาดขาวทอดก็เยี่ยมไปเลย อุณหภูมิสูงไล่กลิ่นคาวของผักออกไปหมด เหลือแต่ความหวานกรอบ…’
‘ไก่ชิ้นทอดยิ่งเป็ของวิเศษ กรอบนอกนุ่มใน น้ำมันถูกห่อหุ้มอยู่ข้างใน นุ่มไม่แห้ง หอมไม่เค็ม กินเสร็จแล้วตามด้วยขนมเหนียวทอดราดซอสหวาน…’
ความไม่พอใจในใจขององค์ชายห้าหายวับไปในพริบตา
ที่แท้ของทอดเหล่านี้เป็ความคิดของน้องหญิง
ล้วนเป็ของราคาถูก เห็ด ผักกาดขาว ขนมเหนียว แม้แต่บ้านสามัญชนก็กินได้
เมื่อเขาก้าวเข้าตำหนักจ้งหัว ใบหน้าก็ฉายแววยิ้มอบอุ่น
"ฝ่าา องค์ชายห้ามาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ" เว่ยเจิ้งยิ้มพลางรายงาน
ในห้องรองของตำหนักจ้งหัว ฮ่องเต้เซียวอวิ๋นโจวกำลังพับแขนเสื้อคลุมลายัทั้งสองข้าง มือซ้ายถือของทอด มือขวาถือขวดหยกใส่ผงยี่หร่ากำลังโรยลงบนของทอด
เมื่อได้ยินเสียง เขาก็เงยหน้ามองไปที่ประตู
เมื่อมองดู เซียวอวิ๋นโจวก็ตาพร่าไปชั่วขณะ
แม้ปกติเขาจะไม่ได้สนิทสนมกับเด็ก ๆ แต่ก็ยังคอยเอาใจใส่ลูก ๆ ของตนเองอยู่
องค์ชายห้าเฉิงเฉียน ั้แ่เด็กก็ทำหน้าเคร่งขรึมตลอด ในบรรดาองค์ชายทั้งหมด มีเพียงเขาที่ทำหน้าเหมือนคนอื่นเป็หนี้ตนเองทุกวัน
ในฐานะฮ่องเต้ เซียวอวิ๋นโจวย่อมไม่ชอบดูสีหน้าคนอื่นเช่นกัน
ดังนั้นเขาจึงแทบไม่เรียกองค์ชายห้ามาร่วมโต๊ะเสวย เพื่อหลีกเลี่ยงอาการอาหารไม่ย่อย
แต่ไม่คิดว่าวันนี้เฉิงเฉียนจะเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มสดใสบนใบหน้า ความแตกต่างนี้ทำให้เซียวอวิ๋นโจวรู้สึกตื่นเต้นยินดี!
"เฉิงเฉียน รีบมาเร็ว กินของทอดที่บิดาปรุงรสเองดูเถิด"
ตอนนี้เซียวอวิ๋นโจวดูเหมือนสุนัขที่คอยเอาอกเอาใจ
ช่วยไม่ได้ เมื่อองค์ชายน้อยจู่ ๆ ก็มีสีหน้าดี ความแตกต่างนี้ทำให้เซียวอวิ๋นโจวรู้สึกตื่นเต้น!
ยิ่งไปกว่านั้น องค์ชายผู้กตัญญูคนนี้เพิ่งช่วยชีวิตเขาในตำหนักเฉียนชิงที่เกิดแผ่นดินไหวเมื่อคืน
เมื่อเทียบกับองค์ชายสามที่ 'จะเป็ฮ่องเต้องค์ใหม่ที่ทำให้บ้านเมืองล่มจม' เฉิงเฉียนยังดีกว่า
เซียวอวิ๋นโจวสั่งให้เว่ยเจิ้งคอยรับใช้องค์ชายล้างมือ แล้วให้รีบนั่งลง พร้อมส่งหนวดหมึกย่างให้หนึ่งไม้
"อันนี้เคี้ยวเพลิน มารดาของเ้าไม่ชอบ แต่บิดาว่าไม่เลว ลองชิมดู"
ข้าง ๆ นั้น หลิ่วผินกำลังแทะปีกไก่ทอด ที่คลุกด้วยผงไข่เค็ม
เค็มหอมกรอบนุ่ม พอกัดก็มีน้ำซึมออกมา
เซียวอวิ๋นโจวพูดพลางส่งปีกไก่ทอดที่เตรียมไว้ให้นางหนึ่งไม้ "เ้าเพิ่งออกเดือน อย่ารับกินของที่มีรสจัดนัก"
องค์ชายห้าเฉิงเฉียนมองดูด้วยความตกตะลึง
เพียงแค่ไม่ได้พบกันหนึ่งวัน ท่านแม่ก็มานั่งข้างฝ่าา กินของทอดที่ฝ่าาคอยปรนนิบัติ?
‘โอ้โฮ ท่านพ่อฮ่องเต้ดูแลท่านแม่อย่างละเอียดอ่อนถึงเพียงนี้ โอ๊ย ข้าอิจฉาจริง ๆ’
‘ทั้งที่ชอบเสวยปีกไก่ แต่กลับยกให้ท่านแม่!’
เซียวอวิ๋นโจวมีสีหน้าภาคภูมิใจ
ก่อนหน้านี้ก็มีคนประจบ แต่ล้วนรู้สึกเหมือนเกาไม่ถูกที่คัน
จะมีอะไรสุขใจเท่ากับการได้รับการชมเชยแบบทันท่วงทีเช่นนี้ ที่ทำอะไรก็มีคำชมตอบกลับมา
เขาไม่รู้ตัวเลยว่าตอนนี้ตัวเองดูเหมือนกับเด็กซน
พอได้รับคำชม ก็ตื่นเต้นเสียเต็มประดา
ยิ่งได้รับคำชม ก็ยิ่งทำงานด้วยความกระตือรือร้น
แต่ช่วยไม่ได้ เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็รัชทายาทั้แ่ตอนอายุสามขวบ ฮ่องเต้องค์ก่อนเข้มงวดกับเขามาก ทั้งยังแต่งตั้งอาจารย์สามท่านมาสั่งสอนเขา
ทั้งตำราสี่เล่มห้าคัมภีร์ การขี่ม้ายิงธนู และการปกครองบ้านเมือง อาจารย์ทั้งหลายล้วนเข้มงวด แทบไม่เคยชมเชยเขาเลย
ทั้งฮ่องเต้องค์ก่อนและฮองเฮาต่างหวังให้เขาเป็ผู้นำที่เข้มแข็ง หากเขาเล่นสนุกเพียงเล็กน้อย ก็จะถูกตำหนิในทันที
หลังจากขึ้นครองราชย์เมื่ออายุสิบห้า เขายังถูกไทเฮาตำหนิว่าหมกมุ่นในความสำราญจากการล่าสัตว์ในฤดูหนาว บังคับให้เขียนฎีกาสารภาพผิด
เมื่อเขาเริ่มบริหารราชการเองและให้ไทเฮาพักผ่อน ขุนนางและขุนนางตรวจการกลับคึกคัก คอยส่งฎีกาวิจารณ์ว่าเขาทำผิดอะไรบ้าง
แม้แต่เื่ที่นางไม่อยากคัดเลือกนางใน หรือไม่อยากเพิ่มคนในวังหลัง พวกเขาก็ยกเื่ธรรมเนียมโบราณมาสอน!
ขุนนางตรวจการไม่เคยส่งฎีกาชมเชยฮ่องเต้องค์นี้สักครั้งว่าทำได้ดี มีแต่ข้อผิดพลาดทั้งนั้น!
เซียวอวิ๋นโจวไม่เคยได้ยินธิดาชมเชยอย่างทันท่วงทีเช่นนี้มานานหลายปีแล้ว
‘โอ้โฮ เสด็จพ่อฮ่องเต้เก่งจัง โรยเครื่องเทศได้สม่ำเสมอ ท่าทางสง่างาม ลูกน้ำลายไหลเลย’
‘ช่วยด้วย ข้าก็อยากกิน~~~’
เซียวอวิ๋นโจวยิ้มกว้างทันที วางเนื้อย่างในชามของโอรสและหลิ่วผิน แล้วล้างมือก่อนอุ้มธิดาสุดที่รัก
"ฉู่ฉู่เด็กดี รอเ้าโตขึ้น พ่อจะทำเนื้อย่างให้เ้ากิน"
"ฉู่ฉู่ของเราอยากกินเท่าไหร่ก็ได้ พ่อจะทำให้เ้าทั้งหมด"
เซียวฉู่ฉู่ยิ้มกว้างด้วยปากน้อย ๆ ที่ยังไม่มีฟัน น้ำลายไหลยืด
องค์ชายห้าเฉิงเฉียนมองมารดาแวบหนึ่ง รีบเอาหมึกย่างที่ส่งกลิ่นหอมฉุยใส่ปาก
กัดคำใหญ่
ท่านพ่อได้ยินเสียงในใจของน้องหญิงจริง ๆ!
ครอบครัวของพวกเขาได้ยินกันทุกคนหรือ?
…
ตำหนักคุนหนิง
ฮองเฮากำลังตรวจการบ้านองค์ชายใหญ่ "เสด็จพ่อของเ้าถูกฮ่องเต้องค์ก่อนกวดขันให้เรียนหนังสือั้แ่เด็ก ทั้งบุ๋นและบู๊ล้วนเก่งกาจ"
"ดังนั้นเ้าต้องเชื่อฟังอาจารย์ในสำนักศึกษาหลวง บทความหนึ่งบท หากอาจารย์ให้อ่านหนึ่งรอบ เ้าต้องอ่านสามรอบ"
"เสด็จพ่อของเ้าจึงจะดีพระทัย เข้าใจหรือไม่?"
องค์ชายใหญ่พยักหน้ารับ
เสด็จพ่อเติบโตมาแบบนี้ ย่อมจะต้องเข้มงวดกับโอรสอย่างแน่นอน
ทันใดนั้นนางกำนัลก็เข้ามารายงานกระซิบข้างหูฮองเฮา
ไม่นานนัก ฮองเฮาก็ทั้งใและดีใจ
"กุ้ยเฟยถูกลงโทษให้ไปบำเพ็ญเพียร? ขุนนางผู้าุโฟู่ฉาก็ถูกตำหนิด้วย?"
นางไม่อาจซ่อนความยินดีไว้ได้เลย
กุ้ยเฟยและองค์ชายสามของนางคืออุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการสถาปนาองค์ชายใหญ่เป็รัชทายาท
กุ้ยเฟยและตระกูลมารดาของนางช่างดีเหลือเกิน!
แต่นางกำนัลก็รีบกระซิบข้างหูฮองเฮาอีกประโยค นางถึงกับใและโกรธขึ้นมา
"หลิ่วตาอิ้งได้เลื่อนขั้นเป็หลิ่วผิน?"
เลื่อนขั้นถึงสองขั้น?
"องค์ชายห้าและหลิ่วผินกำลังเสวยพระกระยาหารกับฮ่องเต้?"
เมื่อคืนฮ่องเต้ทรงาเ็ นางไปเยี่ยม แต่ฮ่องเต้ไม่มาพบหน้าด้วยอ้างว่าต้องรักษาพระวรกาย!
"หรือว่าฮ่องเต้ทรงทราบเื่ที่องค์หญิงสามถูกแม่นมทำร้ายแล้ว?"
สีหน้าของฮองเฮาซีดลง
เื่ที่องค์หญิงสามเกือบจะเป็หวัด นางไม่ได้ทูลฮ่องเต้
แต่เดิมฮ่องเต้ทรงยุ่งมาก อีกทั้งนางก็ยินดีที่เห็นสตรีในวังหลังที่มีบุตรต้องเคราะห์ร้าย
หลังจากไม่มีอะไรเกิดขึ้น นางก็ไม่ได้ทูลฮ่องเต้
ตอนนี้ ฮองเฮาเริ่มร้อนใจขึ้นมาแล้ว
คำพูดถัดมาของนางกำนัล ทำให้สีหน้าของนางยิ่งแย่ลง
"ฮ่องเต้เพิ่งมีรับสั่งว่า พิธีเฉลิมฉลองฤดูหนาวที่เขาชิวซาน ให้หลิ่วผินและองค์หญิงสามร่วมขบวนเสด็จด้วย"
…
จวนตระกูลหลิ่วในเมืองหลวง
ผู้เฒ่าหลิ่วและฮูหยินได้รับข่าวว่า บุตรสาวและหลานสาวจะร่วมขบวนเสด็จออกวังไปร่วมพิธีเฉลิมฉลองฤดูหนาว
ข่าวนี้เป็ผางหรูซงที่ออกจากวังมาพักผ่อน บอกให้เด็กรับใช้มาส่งที่จวนตระกูลหลิ่ว
"เหตุใดองค์ชายห้าถึงได้สนิทสนมกับองครักษ์ประจำตำหนัก? หากฮ่องเต้ทรงระแวง จะทำอย่างไรดี ช่างไม่รอบคอบเอาเสียเลย"
ผู้เฒ่าหลิ่วค่อนข้างระมัดระวังตัว
ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วกลับรู้สึกใจเต้นระรัว
นางกุมแขนสามีแล้วเอ่ยว่า "สามี ท่านพาข้าไปเขาชิวซานด้วยเถิด ครอบครัวขุนนางสามารถพักผ่อนที่เชิงเขาชิวซานได้ ปีก่อนฮูหยินจวนที่ว่าการอำเภอเมืองหลวงที่อยู่ข้าง ๆ ก็ไปเช่นกัน"
"ฮูหยิน พวกเราต่างกัน หลานชายของเราเป็องค์ชาย ตระกูลหลิ่วของเราเป็พระญาติฝ่ายใน ควรระมัดระวังจะดีกว่า"
ผู้เฒ่าหลิ่วไม่เห็นด้วย
แต่ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วไม่ยอม นางอยากไปพบหลานสาวอีกครั้ง
หลานสาวน่ารักกว่าทารกทั่วไป ทั้งยังมีคำเตือนจากเซียนว่าเป็ผู้กลับชาติมาเกิด
นับั้แ่คืนที่เกิดเหตุการณ์กับแม่นม ฮูหยินผู้เฒ่าหลิ่วก็ฝันถึงจุดจบอันโหดร้ายของตระกูลหลิ่วที่หลานสาวเคยกล่าวไว้อยู่เสมอ
บุตรสาวของนางต้องตายตามไปด้วย!
หลานสาวและหลานชายก็ไม่รอดชีวิต!
ตระกูลหลิ่วต้องพินาศทั้งตระกูล
นางจะยังสนใจเื่พระญาติฝ่ายในหรือการระแวงของฮ่องเต้ไปทำไมกัน?
อนิจจา ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันอีกสามปีก็จะสิ้นพระชนม์แล้ว!
"สามี ครั้งนี้ข้าต้องไปให้ได้ หลานสาวกับบุตรสาวออกวังมาได้ยากนัก ท่านปล่อยให้ข้าได้เห็นพวกนางแม้แต่ไกล ๆ ก็ยังดี"
ผู้เฒ่าหลิ่วทัดทานฮูหยินไม่ไหว จึงจำต้องยอม
ในวันพิธีเฉลิมฉลองฤดูหนาว เหล่าขุนนางรวมตัวกันที่หน้าประตูฉงหยางก่อน เพื่อถวายบังคม
จากนั้นต่างแยกย้ายขึ้นรถม้าและม้าของตน ตามขบวนเสด็จไปยังวัดชิวซาน
ขณะที่ผู้เฒ่าหลิ่วกำลังจะขึ้นรถม้าที่เช่ามาที่ทางเข้าประตูฉงหยาง จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเด็กดังขึ้นตรงหน้า
‘อ๊ะ? นั่นท่านตาของข้าหรือ?’
ผู้เฒ่าหลิ่วสะดุ้งโหยง
หันขวับมองไปด้านหน้าทันที
‘โอ้ ท่านตาก็หล่อเหลาดีนะ รูปร่างก็ยังดูดีไม่เปลี่ยนแปลง’
‘น่าเสียดาย ใน่ที่ท่านพ่อครองราชย์ ท่านตาถูกปลดและแต่งตั้งถึงสามครั้ง ท่านพ่อเห็นว่าโง่เขลา ใช้การไม่ได้ จนกระทั่งฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ ตระกูลหลิ่วถูกกล่าวโทษเจ็ดประการในราชสำนัก ถูกเนรเทศไปเป็ทหารไกลถึงสามพันลี้ แต่กลับไม่มีขุนนางคนใดออกมาพูดแทนตระกูลหลิ่วเลย’
ผู้เฒ่าหลิ่วผู้ระมัดระวังตัวเสมอมา “?”