หนานสวินเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่า ตอนนี้จวินหวงยังแต่งกายแบบสตรีอยู่จึงรีบปล่อยมือนาง แล้วส่งเสียงกระแอมเรียกสาวใช้ที่รอปรนนิบัติอยู่ด้านนอกเข้ามาสั่งให้ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ให้กับจวินหวง
จวินหวงก็ยอมให้สาวใช้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ตนเองกลับไปเป็นชุดแพรต่วนสีม่วงอีกครั้งผมที่ปล่อยสยายลงมาประบ่าถูกรวบขึ้นไปแล้วครอบด้วยกวานหยกขาวคืนสภาพกลับมาเป็นคุณชายผู้งามสง่าในตอนแรก
สาวใช้เห็นแล้วก็ตกตะลึงไปเล็กน้อย ตอนที่หนานสวินเรียกนางมาเปลี่ยนอาภรณ์ให้จวินหวงก่อนหน้านี้เรือนผมของจวินหวงปล่อยยาวยุ่งเหยิง นางก็มิได้สังเกตอะไรมากแต่จวินหวงภายใต้แสงเทียนส่องสว่างในเวลานี้ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเทพเซียนที่ถูกลงโทษให้มาจุติบนโลกมนุษย์อย่างแท้จริง
จวินหวงหันกายมามองสาวใช้ หัวเราะเบาๆ เสียงหนึ่งก้มลงมองการแต่งกายในลักษณะนี้ของตนเองแล้วก็พึงพอใจอย่างมากนางจัดแต่งชายอาภรณ์ที่มีรอยยับอยู่บ้างให้เรียบร้อย แล้วถึงจะเปิดประตูเดินออกมา
พอเปิดประตูมาก็เห็นหนานสวินยืนอยู่ที่หน้าประตู ทันทีที่ได้ยินเสียงเขาก็หันกลับมามองจวินหวง จิตใจอ่อนยวบลงหลายส่วน กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา"อยู่ที่ตำหนักเฉินอ๋องอย่าออกหน้ามากจนเกินไป ต้องระมัดระวังในทุกๆ เรื่องระวังอย่าให้ฉีเฉินพบตัวตนที่แท้จริงของเจ้าได้อย่างเด็ดขาด"
จวินหวงพยักหน้า "ผู้น้อยจะจดจำคำสั่งสอนของหวางเหย่เอาไว้ข้าต้องขอลาไปก่อน หวางเหย่ไม่จำเป็นต้องส่ง" กล่าวจบจวินหวงก็เดินลิ่วออกไปส่วนหนานสวินก็ยืนที่ระเบียงอยู่นาน สายตาทอดมองไปยังเงาร่างของจวินหวงที่ค่อยๆ ไกลออกไปอย่างเงียบๆ
ตอนที่สาวใช้ออกมาเห็นเข้าก็แอบปิดปากหัวเราะไม่เคยคิดมาก่อนว่าท่านอ๋องภูเขาน้ำแข็งของตนก็มีมุมแบบนี้ด้วยแต่เมื่อย้อนคิดถึงความสง่างามโดดเด่นของจวินหวง ก็รู้สึกว่าทั่วทั้งเป่ยฉีแห่งนี้คงจะมีเพียงจวินหวงเท่านั้นที่ได้รับความรักอย่างลึกซึ้งจากหวางเหย่
ขณะที่เดินอยู่ระหว่างทางกลับจวนเฉินอ๋องจิตใจของนางรู้สึกว้าวุ่นเล็กน้อย เดิมทีนางคิดว่าจะมาพบหนานสวินเพื่อกล่าวขอบคุณจากนั้นค่อยขอให้เขาช่วยตนเองแก้แค้น แต่ไม่คิดว่าหนานสวินจะตอบรับอย่างง่ายดายไม่มีความระแวงสงสัยหรืออิดเอื้อนเลยแม้แต่น้อย
อีกทั้งการถูกพิษครั้งนี้ หากไม่ใช่หนานสวินยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเกรงว่าตนเองคงจะตายไปแล้ว คิดๆ ดูแล้วก็นึกกลัวขึ้นมาภายหลังในโลกนี้มีใครบ้างที่ไม่กลัวความตาย?
บนถนนว่างเปล่าไร้ผู้คน เมืองหลวงในวันนี้เห็นชัดว่าเงียบเหงากว่าที่เคยคงเป็นเพราะว่ามีงานเลี้ยงร้อยสกุล เวลานี้งานเลี้ยงเลิกไปแล้วบนถนนในช่วงเวลานั้นจึงมีนางเดินเอ้อระเหยอยู่เพียงคนเดียว
เหลาสุราที่คึกคักในตอนกลางวัน ยามนี้ก็ยังมีแสงตะเกียงสว่างโล่งอยู่คงจะมีใต้เท้าท่านไหนเหมาสถานที่เลี้ยงฉลองกันอยู่กระมังหรือไม่ก็คงจะมีคุณชายท่านไหนได้เจอเนื้อคู่แล้ว วันนี้เป็นวันฤกษ์งามยามดีบรรยากาศก็เป็นใจ ไยจะดื่มสุราเฉลิมฉลองให้สำราญมิได้เล่า?
พื้นถนนปูด้วยแผ่นหินทอดยาวอยู่เบื้องหน้าไม่รู้ว่าสิ้นสุดที่ตรงไหนจวินหวงซวนเซเล็กน้อยแต่นางจะล้มลงที่นี่ไม่ได้ นางสูดลมหายใจลึกๆแหงนหน้าขึ้นมองไปบนท้องฟ้าที่เวิ้งว้าง หวนคิดถึงวันนั้นวันแห่งการนองเลือดฆ่าฟัน โลหิตอาบไปทั่วเมืองหลวง ทุกหนแห่งกลายเป็นสีแดงฉาน
"โอ้... คุณชายบ้านไหน ดึกดื่นขนาดนี้แล้วยังไม่กลับบ้านอีก? ค่ำคืนอากาศเย็น ระวังคุณชายจะเป็นหวัดเอาได้"ลุงตีเกราะบอกเวลาเดินเข้ามา ทำท่าหรี่ตามองแล้วถามขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"ขอบคุณท่านลุงมากที่เป็นห่วง อันที่จริงผู้น้อยกำลังจะกลับบ้านอยู่เดี๋ยวนี้ท่านลุงเองก็ระวังหน่อย ถนนมืดมองทางไม่ชัด ระวังจะหกล้มเอาได้"จวินหวงประสานมือคารวะแล้วยิ้มให้บางๆ ใบหน้าที่หล่อเหลาดวงตาสว่างสดใสภายใต้แสงจันทร์ยิ่งพิศยิ่งงามตา
หลังจากอำลาท่านลุงผู้นั้นแล้ว จวินหวงก็เร่งฝีเท้าขึ้นอีก ไม่นานก็มาถึงประตูจวนเฉินอ๋องประตูจวนปิดไปนานแล้ว จวินหวงจึงต้องเข้าไปเคาะประตูเรียกแล้วก็มีน้ำเสียงขุ่นมัวคล้ายว่ากำลังงัวเงียดังขึ้น "ใครน่ะ?"
"ผู้น้อยเฟิงไป๋อวี้"
บ่าวผู้เฝ้าประตูที่อยู่ด้านในไม่กล้าเพิกเฉยรีบรุดมาเปิดประตูให้จวินหวงเข้าไป ปากยังกล่าวทักทาย"คุณชายเฟิงกลับมาเสียที เมื่อครู่หวางเหย่เพิ่งมาถามถึงท่านอยู่"
"ขอบใจมาก" จวินหวงพูดจบก็เข้าไปในจวนเดินไปยังเขตเรือนที่พักของฉีเฉิน
ภายในห้องของฉีเฉินแสงเทียนยังจุดสว่างอยู่ นางเดินไปเคาะประตูไม่นานนักก็ได้ยินเสียงฉีเฉินเดินมาเปิดประตู ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มรีบเชิญจวินหวงเข้าไปนั่งในห้อง
น้ำใจล้นเหลือยากจะปฏิเสธ จวินหวงจึงต้องเข้าไปข้างในฉีเฉินลากจวินหวงมานั่งที่เก้าอี้เตี้ย แล้วรินน้ำชาให้นาง"น้องเฟิงรีบชิมดูเร็วๆ ว่าเป็นอย่างไร? นี่เป็นชาที่เปิ่นหวางให้คนไปหามาจากเขตหนาวโดยเฉพาะเชียวนะได้ยินคนที่รู้วิถีชาบอกมาว่าใบชาจากสถานที่ที่หนาวเย็นมีรสฝาดแต่เมื่อดื่มไปแล้วจะทิ้งรสชาติหอมหวานติดลิ้น ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่น้องเฟิงเป็นผู้รู้เรื่องชาดีที่สุดช่วยเปิ่นหวางชิมรสชาติหน่อยว่าเป็นอย่างไร"
จวินหวงรู้สึกอยากร้องไห้แต่ร้องไม่ออก ดึกดื่นป่านนี้ใครเขาดื่มชากันบ้างคงจะมีแต่ฉีเฉินเท่านั้นที่สามารถทำได้ แต่นางก็ไม่ได้ปฏิเสธยกถ้วยชาขึ้นมาสูดกลิ่น กลิ่นหอมของยอดชาโชยมาปะทะจมูกภายในรสชาติขมฝาดมีรสหวานติดมาด้วย
แววตาของฉีเฉินสว่างจ้าราวกับคบเพลิงคอยสังเกตปฏิกิริยาของนางอยู่นางจิบคำเล็กๆ ไปหนึ่งคำแล้วพยักหน้า "เป็นชาชั้นเลิศที่หาได้ยากจริงๆเพียงแต่เวลากลางคืนดื่มชาแต่น้อยจะดีกว่ามิเช่นนั้นอาจเป็นอันตรายต่อม้ามและปอดได้"
"โอ… ดูสมองของข้าเถิด น้องเฟิงกล่าวมีเหตุผล เปิ่นหวางแค่ตื่นเต้นมากเกินไปหน่อย เลยทำเกินขอบเขตที่เหมาะสมน้องเฟิงอย่าได้ถือสาเปิ่นหวาง" ฉีเฉินตบอกพูดอย่างจริงใจ
"ผู้น้อยมิได้นึกตำหนิหวางเหย่เลยผู้น้อยเสียอีกที่สมควรเป็นฝ่ายขออภัยจากหวางเหย่ วันนี้สนุกมากจริงๆเพลิดเพลินจนลืมเวลา ไม่คิดว่ากลับมาถึงก็ดึกมากแล้ว ทำให้หวางเหย่ต้องเป็นห่วงอยู่นาน"จวินหวงกล่าวอย่างนอบน้อม ดวงตากลับจับจ้องฉีเฉินเขม็งนึกหวั่นใจว่าคนขี้ระแวงอย่างฉีเฉินจะสงสัยอะไรเข้า
แต่ก็ฉีเฉินก็แค่หัวเราะ ยื่นมือมาตบบ่าจวินหวงเบาๆขยิบตาให้อย่างรู้กันแล้วกล่าวว่า "น้องเฟิงไม่จำเป็นต้องมาอธิบายอะไรกับเปิ่นหวาง พวกเราบุรุษเหมือนกันล้วนเข้าใจกันดี"
จวินหวงได้ยินเช่นนั้นใบหน้าก็รู้สึกร้อนวูบวาบกระอักกระอ่วนเล็กน้อยไม่คิดว่าฉีเฉินจะไม่คิดมากเรื่องนี้ แต่นางก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายเขาคิดแบบนี้ก็ดี โล่งอกไปที
"ไม่รู้ว่าคนที่น้องเฟิงถูกใจเป็นแม่นางจากสกุลไหน?" ฉีเฉินถาม
"อืม... ตอนนี้ยังเอาแน่ไม่ได้ รอจนกว่าตัดสินใจแน่นอนแล้วผู้น้อยจะต้องบอกให้หวางเหย่ทราบแน่นอน" จวินหวงอ้างส่งๆ ไปก่อน
ฉีเฉินพยักหน้า "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เปิ่นหวางก็จะไม่ถามอะไรมาก หากต้องการให้เปิ่นหวางช่วยเป็นพ่อสื่อให้น้องเฟิงก็บอกมาได้เลยตามสบาย"
จวินหวงกล่าวขอบคุณฉีเฉิน แล้วก็แสร้งทำเป็นง่วงนอนเดินออกมาจากนั้นก็ตรงไปที่เรือนข้างที่พักของตนเอง เว่ยเฉี่ยนยังคงรอนางอยู่
"เหตุใดจึงยังไม่นอน?" จวินหวงถาม
เว่ยเฉี่ยนเห็นจวินหวงกลับมาอย่างปลอดภัยก็นิ่งเงียบไม่ได้พูดอะไรหันกลับไปยังห้องด้านข้างของตนเอง จวินหวงยืนงง จับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่ครู่ใหญ่ถึงจะหันกลับเข้าห้องไป
นางนั่งอยู่บนตั่งหยิบยาเม็ดสำหรับระงับพิษชั่วคราวที่หนานสวินมอบให้นางก่อนหน้านี้ขึ้นมาแล้วเงยหน้าขึ้นใส่ยาเข้าปากกลืนยาลงท้องไป
เมื่อได้ทิ้งตัวนอนลง นางถึงเพิ่งรู้สึกว่าตนเองเหนื่อยมากหลับตาลงเพียงไม่นานก็หลับไป
...
วันหนึ่งขณะที่จวินหวงว่างๆ ไม่มีอะไรทำจึงไปเดินเล่นที่สวนด้านหลังก็เห็นว่าในจวนกำลังวุ่นวายไปหมด ปกติก่อนหน้านี้หากคนรับใช้เหล่านี้พบเห็นนางก็จะต้องหยุดคำนับทักทายแต่ตอนนี้กลับไม่มีใครไม่ว่างแม้แต่จะหยุดทำเช่นนั้น แต่ละคนเดินขวักไขว่ไหล่ชนกันวิ่งวุ่นอยู่กับการขนย้ายสิ่งของออกไป
จวินหวงมองไปที่สวนหลังบ้านที่ประดับประดาไปด้วยผ้าและโคมไฟ ในใจก็เกิดความสงสัยขึ้นแต่ไม่ได้ซักไซ้ไล่เรียงกับใคร เมื่อไปที่ห้องโถงรับแขกมองไปทุกที่ล้วนเห็นอักษรมงคลแขวนอยู่ ผ้าม่านสีแดงกลมกลืนไปกับระเบียงไม้จันทน์ขาวแกะสลักของจวนเฉินอ๋องให้ความรู้สึกเหมือนเข้าไปในแดนเทพ จวินหวงถูกดึงดูดให้เคลิบเคลิ้มนิ่งงันไปชั่วขณะ
"คุณชายขอรับ ที่นี่คนเยอะ ท่านไปนั่งพักผ่อนด้านข้างก่อนเดี๋ยวถูกชนเข้าจะยุ่ง" พ่อบ้านประจำจวนเดินมากล่าวกับจวินหวง
จวินหวงชี้ไปที่บรรยากาศมงคลรอบๆ สวนแล้วถามขึ้น"นี่กำลังจะมีงานอะไรกันหรือ?"
"คุณชายยังไม่ทราบอีกหรือขอรับ? หวางเหย่จะแต่งบุตรีของใต้เท้าเว่ยเป็นชายารองนี่เป็นสมรสพระราชทานพรุ่งนี้เป็นวันพิธีกราบไหว้ฟ้าดินของทั้งสองพระองค์คุณชายอย่าลืมนะขอรับ" กล่าวจบพ่อบ้านก็รีบไปทำงานของเขาต่อไม่มีเวลาจะมาชักช้าอยู่ที่นี่
จวินหวงย้ายไปยืนอยู่ตรงที่ว่าง ในใจกลับเต็มไปด้วยความประหลาดใจไม่คิดว่าเว่ยหลานอิ๋งจะได้สมหวังดังที่ต้องการจริงๆ นางอดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ ผ่านงานเลี้ยงร้อยสกุลมาปีแล้วปีเล่าเพียรพยายามสร้างความประทับใจมาครั้งแล้วครั้งเล่าเพิ่งจะมาชนะใจได้รับความโปรดปรานจากฉีเฉินก็ครานี้เองดูแล้วไม่มีเหตุผลเอาเสียเลยเบื้องหลังจะต้องมีแผนร้ายยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่แน่นอน
แต่นางคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าขุนนางบุ๋นขั้นเจ็ดจะทำประโยชน์อะไรให้ฉีเฉินได้ในที่สุดก็คิดหาเหตุผลไม่ได้ จึงได้แต่ถอนใจออกมาเฮือกหนึ่งก่อนจะกลับไปเรือนของตนเอง บังเอิญเห็นเว่ยเฉี่ยนผ่านมาจึงรีบเดินไปขวางไว้
"คุณชายมีธุระอันใดหรือ?" เว่ยเฉี่ยนมองจวินหวงและถามขึ้นด้วยความสงสัย
"เรื่องงานมงคลของหวางเหย่ไยข้าไม่เคยได้ยินเจ้ากล่าวถึงมาก่อน?”
"บ่าวนึกว่าท่านรู้แล้ว"
จวินหวงเห็นเว่ยเฉี่ยนหลุบตาลงต่ำก็รู้สึกสับสน หลังจากส่งเว่ยเฉี่ยนไปแล้วก็มานั่งตากแดดอยู่ในสวนแต่ทว่าในใจก็คิดฟุ้งซ่านไปหมื่นพันซึ่งแม้แต่ตัวนางเองก็ไม่รู้ว่าตนเองคิดอะไรอยู่
ไม่นานนักฉีเฉินก็มาด้วยตนเองเห็นจวินหวงนั่งเอามือเท้าศีรษะพักผ่อนอยู่ในสวน ก็หัวเราะเดินเข้ามา"เปิ่นหวางก็ว่าจะบอกเจ้าตั้งแต่วันนั้นแล้วแต่เพราะดีใจมากเกินไปหน่อยก็เลยลืมสนิท หวังว่าน้องเฟิงจะไม่ถือสา"
จวินหวงเงยหน้าขึ้นมองฉีเฉิน แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม"ผู้น้อยไหนเลยจะกล้า งานสมรสของหวางเหย่เป็นเรื่องมงคลขอให้หวางเหย่ได้คู่ครองที่รู้ใจ และไม่สร้างปัญหามาให้"
"ขอให้สมพรปากของเจ้าเถิด" ฉีเฉินประสานมือคารวะกล่าวเชิงหยอกล้อ
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้เหตุใดหวางเหย่จึงไม่ไปเตรียมตัวสำหรับงานสมรสล่ะขอรับ?" จวินหวงถามด้วยความสงสัย นางรินน้ำชาถ้วยหนึ่งแล้วส่งให้ฉีเฉิน"ชานี้แม้ไม่อาจเทียบกับชาชั้นเลิศของหวางเหย่ แต่ยังให้รสชาติที่ดี"
ฉีเฉินรับถ้วยชามาดื่มคำหนึ่งที่แท้ก็เป็นชาธรรมดาที่คนธรรมดาทั่วไปดื่มกันเพียงแต่ไม่คิดว่าจวินหวงจะดื่มชาจืดชืดแบบนี้ราวกับเป็นของดีล้ำเลิศแต่เขาก็ดื่มเข้าไปไปคำเดียวหมด แล้วถึงกล่าวว่า"ไยต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่วุ่นวาย ก็แค่แต่งอนุชายาเพียงคนเดียว ไม่คู่ควรให้เปิ่นหวางต้องมาพะว้าพะวงเพื่อนางถึงเพียงนั้น"
จวินหวงได้ฟังก็หน้าเปลี่ยนสี คำพูดของฉีเฉินช่างขัดหูคนฟังเสียจริงๆ แม้ว่านางจะรู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากับเว่ยหลานอิ๋งเสียเท่าไรแต่อย่างไรนางก็เป็นสตรี หากนางมาได้ยินคำพูดของฉีเฉินในวันนี้ ก็คงจะเสียใจมาก แต่ฉีเฉินมิได้รู้สึกสำนึกเลยสักนิดเขารินน้ำชาด้วยตัวเอง ค่อยๆ จิบชาอย่างพิถีพิถันตามอย่างจวินหวงเพื่อให้รู้รสชาที่ดื่มอย่างแท้จริง
"หวางเหย่กล่าวเช่นนี้ หากคุณหนูเว่ยมาได้ยินเข้าคงจะเสียใจมาก"จวินหวงหัวเราะเบาๆ ก้มหน้าดื่มชา คิดบางอย่างอยู่ในใจ
ฉีเฉินยักไหล่อย่างไม่แยแส "แล้วอย่าง? เราพี่น้องคุยกันนางจะมาได้ยินได้อย่างไร ต่อให้ได้ยิน เปิ่นหวางต้องกลัวนางด้วยหรือ? ก็แค่อนุชายาคนหนึ่งเท่านั้นเอง"
จวินหวงไม่ออกความเห็นอะไรอีก ฉีเฉินแล้งน้ำใจเช่นนี้พูดอะไรมากไปย่อมไม่เกิดประโยชน์มิสู้ดื่มชากล่อมเกลาความคิดและอารมณ์ให้สบายใจจะดีกว่า
ขณะที่พวกเขาดื่มชาเสร็จ พ่อบ้านก็เข้ามาหาฉีเฉิน เขาขมวดคิ้วและกล่าวว่า"เหตุใดหวางเหย่ยังอยู่ที่นี่ รีบตามบ่าวไปลองชุดเจ้าบ่าวที่ต้องสวมวันพรุ่งนี้เถิดขอรับ"