โหลวอี้หยางตื่นขึ้นมาได้รับข่าวแจ้งจากสาวใช้ทันทีว่าวันนี้ยามเที่ยง ฉีหวังโม่้านัดพบนางไปทานอาหารที่ร้านหล่าวต่าน โหลวอี้หยางรู้ได้ทันทีว่าชายผู้นั้น้าหว่านเสน่ห์นางอีกครั้ง ช่างเป็คนที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆเสียจริง ผลประโยชน์ที่ได้จากตัวนางดูแล้วก็มีไม่เบาทีเดียว ความรักที่นางมีให้เขานั้นดูไปแล้วก็ไร้สาระสิ้นดี เขาถึงเพียรพยายามถึงเพียงนี้ แต่ภพนี้นางมีโอกาสอีกครั้งอย่าหวังว่าจะมาหลอกลวงนางอีก โหลวอี้หยางเดินออกไปออกจากเรือนแล้วจึงไปขึ้นรถม้าที่หน้าจวน
โหลวอี้หยางนั่งรถม้าไปถึงร้านหล่าวต่านด้วยจิตใจสงบยิ่ง การได้พบเขาในภพนี้ช่างแตกต่างจากนางในภพที่แล้วมากเสียเหลือเกิน หัวใจที่คล้ายด้านชาไปแล้วของนางคงจะยากที่จะเกิดความหวั่นไหวให้ผู้ใดอีกเพราะเขา ฉีหวังโม่ บุรุษผู้ทำร้ายหัวใจนางต้องแหลกสลายคนนั้น
โหลวอี้หยางเดินออกจากรถม้าก็พบเข้ากับคนของฉีหวังโม่มารอต้อนรับนางคล้ายดูแลกีเสียเหลือเกิน โหลวอี้หยางมีเพียงสายตาเรียบนิ่งที่เจอการดูแลเช่นนี้ นางเดินตามเขาไปอย่างไม่ได้รู้สึกว่าตนเป็หญิงพิเศษอันใดที่ได้เห็นเขาใส่ใจนางเกินปกติ
"เชิญ ขอรับ"
โหลวอี้หยางเดินเข้าห้องอาหารที่ฉีหวังโม่จองเตรียมไว้นัดพบนาง
"แม่นางโหลว มื้อนี้ข้าขอเป็คนเลี้ยงเ้าที่นี่ดีหรือไม่"
โหลวอี้หยางเหยียดยิ้มมุมปากให้กับวาจาของฉีหวังโม่
"นานแล้วที่ข้าไม่ได้นัดหญิงสาวออกมาทานอาหารข้างนอก ร้านอาหารนี้มีแต่อาหารขึ้นชื่อของเมืองหลวง ข้าหวังอยากมาทานกับเ้าเท่านั้น"
"ท่านรู้สึกเหนื่อยหรือไม่ คุณชายฉีหวังโม่"
"ไม่เหนื่อยเลยสักนิด ข้ารู้สึกจิตใจเป็สุขเมื่ออยู่ต่อหน้าเ้า อี้หยางเ้าชอบหรือไม่"
"เราสนิทสนมกันถึงขั้นเรียกขานชื่อกันได้แล้วหรือ ข้ารู้สึกว่าท่านปรับเปลี่ยนได้ไวทีเดียว"
"เราเป็คู่หมั้นหมายกันมีอะไรไม่สนิทสนมได้อีกกัน"
ฉีหวังโม่ลอบมองสีหน้าของโหลวอี้หยางที่ยามนี้มีแต่เพียงความเฉยชาบนใบหน้า ไม่มีอาการเขินอายในวาจาหวานของเขาเลยสักนิด
"เช่นนั้นตามใจท่าน แต่ข้าขอเรียกท่านเช่นเดิม"
"อี้หยาง เ้าชอบทานชาที่ปลูกจากทางเหนือเป็ที่สุด วันนี้ข้าสั่งมาให้เ้าด้วย เ้าชอบหรือไม่ ลองดื่มดูสิ"
"ความชอบของข้านั้นเปลี่ยนแปลงได้เสมอถึงจะเคยชอบมากแต่เมื่อรู้สึกไม่ชอบแล้วก็คือไม่อีก"
โหลวอี้หยางกล่าวพลางเลื่อนน้ำชาที่อยู่ตรงหน้านางออกห่างจากตนแล้วส่งสายตาคมกริบไปให้ฉีหวังโม่
"แต่ของที่เคยชอบถ้าได้ลองเปิดใจอีกครั้งก็จะชอบง่ายกว่าเดิม"
"คนผู้นั้นคงไม่ใช้ข้า"
"ฮาฮ่าฮ่า ได้ งั้นก็เปลี่ยนชาเสีย"
ฉีหวังโม่มองเข้าไปในดวงตาของโหลวอี้หยางอย่างค้นหา เหตุใดถึงได้เปลี่ยนแปลงคล้ายกับว่าไม่เคยมีใจชอบเขามาก่อนทั้งที่ก่อนหน้ายอมทำเื่ตั้งมากมายให้ได้เป็คู่หมั้นเขา
ระหว่างทานอาหารมื้อนี้ทั้งคู่ไม่มีบทสนทนาใดต่อกันอีกคล้ายจะรอดูท่าทีของฝ่ายตรงข้าม แต่แล้วฉีหวังโม่ก็ต้องทำหน้าที่ของตนต่อไป
"อี้หยางข้าหวังมอบของเล็กน้อยให้เ้า หวังว่าเ้าจะพอใจ"
"ท่านไม่จำเป็ต้องมอบให้ข้าหรอก ข้ามีมากพอแล้ว"
"รับไว้เถอะ อาจจะถูกใจเ้า"
ฉีหวังโม่หยิบบางสิ่งออกจากอกเสื้อของเขา สิ่งนั้นคือของเล่นที่ต่อกันเป็รูปร่างได้แล้วเหมือนจะแกะออกมาอีกได้ เขายื่นมาให้นาง
"สิ่งนี้คืออะไร"
"ของเล่นตัวต่อน่ะ"
โหลวอี้หยางยามแรกไม่สนใจเท่าใดนึกว่าเป็พวกเครื่องประดับมีค่า แต่ตอนนี้ของเล่นนั้นน่าสนใจยิ่งนัก ช่างเป็ชายที่จับจุดอ่อนคนได้ดีเสียจริง รู้ว่านางกับเด็กกำพร้าทำอะไรบ้างก็เข้าทางเขาเสียแล้ว ดีที่เมื่อวานต้าเกอรู้ตัวคนที่แอบเฝ้าพวกเขาแล้วจึงไม่ได้รับรู้เื่เมื่อวาน
"น่าสนใจจริงเสียด้วย ถ้าท่านให้ข้าก็จะรับไว้"
โหลวอี้หยางยืนมือไปหยิบของสิ่งนั้นบนโต๊ะอย่างไม่รีบไม่ร้อนทั้งยังหมดความสนใจกับการอยู่ในห้องกับฉีหวังโม่แล้ว
"เช่นนั้น ข้าขอตัวลา ไม่ต้องไปส่งข้า ข้ากลับเองได้"
"อ้อ งั้นตามแต่เ้าว่าเถอะ"
ฉีหวังโม่ทำให้นางสนใจได้เช่นนี้ก็ถือว่าวันนี้ไม่เสียเปล่าที่แท้จุดอ่อนของนางก็คือความใส่ใจเด็กพวกนั้นจริงเสียด้วย ไปรู้จักกันได้อย่างไรนะ เด็กกำพร้าพวกนั้นทั้งขโมยของ ทั้งเป็ขอทาน แต่นางกลับให้ความสำคัญถึงเพียงนี้ หรือเบื่อการใช้ชีวิตแบบสุขสบายเสียแล้ว
ฉีหวังโม่ครุ่นคิดได้สักนิดก็ออกไปยืนอยู่ข้างหน้าตามองดูโหลวอี้หยางขึ้นรถม้าจากไปด้วยสายตาที่มองตามจนลับตา