“ต่อยเลย”
คนที่เอ่ยปากกลับเป็นไป๋ซิวจิ่นที่เพิ่งเดินออกมา
เขายังคงสวมเสื้อคลุมแพรสีขาวนวลราวแสงจันทร์เช่นเดิม เส้นผมยาวรวบขึ้น ดวงตาที่เคยเย็นชาในวันวานกลับอบอวลด้วยแสงอ่อนโยน
ทันทีที่เสิ่นม่านซูเห็นเขา ดวงตาของนางก็ราวกับมีแสงสว่างวาบผ่าน
นางรับกล่องอาหารมาจากมือเจ๋อหลันเดินเข้าไปหาไป๋ซิวจิ่น
ไป๋จี๋มองกล่องอาหารที่ค่อยๆ ห่างจากตนออกไปเรื่อยๆ ตาละห้อย...
ครั้นยกเท้าก้าวตาม จู่ๆ ก็มีหมัดหนึ่งพุ่งมาตรงหน้า!
หมัดนั้นมาพร้อมกลิ่นหอมอันคุ้นเคย
ไป๋จี๋เอนตัวหลบไปด้านหลังตามสัญชาตญาณ ชั่วพริบตาต่อมาก็พบว่าเจ๋อหลันเตะตามมาอีกหน
แม้หมัดเท้าของสาวใช้ตัวน้อยผู้นี้จะไร้แบบแผน แต่นางแรงเยอะมาก! โดนเข้าทีหนึ่งนั้นเจ็บสุดไปเลย!
อย่าถามว่าเขารู้ได้อย่างไร!
ไป๋จี๋ไม่กล้าดูแคลนอีกต่อไป เริ่มหลบหลีกอย่างจริงจัง
ส่วนทางด้านนี้ เสิ่นม่านซูเดินมาถึงตรงหน้าไป๋ซิวจิ่นแล้ว เอ่ยพร้อมแววตาเป็นประกาย “ท่านหมอเทวดาไป๋ วันนี้ข้าทำขนมแบบใหม่มานิดหน่อย จึงตั้งใจเอามาให้ท่าน ไม่ได้รบกวนใช่หรือไม่เจ้าคะ”
ไป๋ซิวจิ่นมองรอยยิ้มตรงมุมปากของเด็กสาวในชุดกระโปรงผ้าแพรสีชมพูแบบสาวใช้ มองกล่องอาหารที่นางถืออยู่ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่รบกวน”
“เช่นนั้นท่านรีบชิมเถิดเจ้าค่ะ”
“อืม”
ไป๋ซิวจิ่นมองขนาดของกล่องอาหารใบนั้น เห็นว่าเด็กสาวถือดูจะลำบากอยู่บ้าง จึงยื่นมือใหญ่ไปพลางกล่าว “ข้าถือเอง”
ครั้งนี้เสิ่นม่านซูไม่เพียงทำมาการอง นางยังทำโดนัทมาด้วย
ด้วยจำนวนขนมค่อนข้างเยอะ นางจึงหยิบกล่องอาหารใบใหญ่ที่สุดมา ทำให้เวลาถือหนักอยู่บ้าง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าด้านล่างยังมีเงินที่มารดาของนางฝากให้นำมาด้วย
ในเมื่อต้นขาทองคำไป๋จะช่วยถือให้ นางย่อมยินดีอยู่แล้ว
ไป๋จื่อที่ยืนอยู่ด้านข้างมองเจ้านายซึ่งเดินนำเสิ่นม่านซูเข้าไปในโถงรับรอง แล้วส่ายหน้าอย่างจนใจ
ดูท่าเขาคงต้องสั่งให้คนไปแจ้งจวนรุ่ยอ๋องว่านายท่านของพวกเขายังไม่สะดวกไปในตอนนี้เสียแล้ว
ไป๋จื่อรู้ว่าในสายตานายท่าน ขนมย่อมสำคัญกว่ารุ่ยอ๋องแน่นอน โดยเฉพาะขนมที่คุณหนูสามเสิ่นเป็นคนทำ
ตอนที่ไป๋จื่อจากไป ไป๋จี๋ยังคงวิ่งวนอยู่ในลานเรือน โดยมีเจ๋อหลันที่โหดร้ายอย่างยิ่งไล่ตามอย่างไม่ลดละ
ไป๋จี๋วิ่งไปวิ่งมาอยู่เช่นนั้นก่อนจะสะดุดล้มลงกับพื้น ไม่รู้ว่าเพราะมีขาข้างใดยื่นออกมาขัด หรือมีอะไรบางอย่างร่วงลงมาจากต้นไม้ฟาดลงบนหน้าเขาอย่างกะทันหัน จึงทำให้เขาอยู่ในสภาพเช่นนี้
แต่ผลสุดท้ายก็คือ เขาถูกเจ๋อหลันจับตัวกดลงกับพื้นแล้วซัดเสียยกใหญ่
ไป๋จี๋ด่ากราดไปทางพุ่มไม้เหล่านั้น “สารเลว! จงใจใช่หรือไม่! อิจฉาที่ข้าเดินไปไหนมาไหนได้ ส่วนพวกเจ้าได้แต่เป็นองครักษ์เงาละสิ!”
“โดนต่อยแล้วยังพูดมากขนาดนี้ได้อย่างไร!” เจ๋อหลันขมวดคิ้วก่อนจะปล่อยหมัดอีกครั้ง
ในลานเรือนวุ่นวายโกลาหลราวไก่บินสุนัขกระโดด แต่บรรยากาศในโถงรับรองกลับผ่อนคลายไม่น้อย กลิ่นหอมอ่อนๆ จากกระถางกำยานลอยอบอวลไปทั่วโถงรับรอง
เสิ่นม่านซูมองไป๋ซิวจิ่นกินขนมตาไม่กะพริบ ทั้งสองคนกินขนมพลางพูดคุยกัน เพราะเวลาคุยกันตอนกินขนม ย่อมทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนใกล้ชิดกันได้ง่ายที่สุด
ยังมีวัฒนธรรมบนโต๊ะสุรา ได้ยินว่าหากคุยธุรกิจตอนนี้ อัตราความสำเร็จนั้นสูงมาก
เสิ่นม่านซูพิจารณาอย่างจริงจัง
ต้นขาทองคำไป๋ผู้นี้สามารถกลายเป็นบุรุษงามอันดับหนึ่งในนิยายเรื่องนี้ได้ ย่อมมีเหตุผลจริงๆ
ตอนกินขนมยังสง่างามราวกับเป็นภาพวาด ทุกการเคลื่อนไหวล้วนงดงามอย่างยิ่ง เช่นนั้นจะให้องค์หญิงหย่าอันทำลายคนที่หน้าตาดีเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด!
อาจเป็นเพราะสายตาของเสิ่นม่านซูตรงไปตรงมาเกินไป ไป๋ซิวจิ่นจึงขมวดคิ้วเรียวงามของตนเล็กน้อย เขาค่อยๆ วางขนมในมือแล้วเงยหน้ามอง
“คุณหนูสามเสิ่น เหตุใดถึงไม่ดื่มชาเล่า”
“ดื่มเจ้าค่ะ ข้าดื่ม เมื่อครู่มันร้อนอยู่น่ะ” เสิ่นม่านซูยกถ้วยชาขึ้นเป่าเบาๆ แล้วดื่มไปหนึ่งอึก จากนั้นจึงกล่าวว่า “ที่ข้ามาในครั้งนี้ หลักๆ คืออยากมาขอบคุณท่านหมอเทวดาไป๋เจ้าค่ะ ท่านช่วยชีวิตข้าไว้อีกแล้ว”
บทที่ 72 น้ำตาล
“เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
“ท่านไป๋ แต่สำหรับข้าแล้ว การช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยของท่านสำคัญมากนะเจ้าคะ! หากตอนนั้นองค์หญิงหย่าอันกับบรรดาคุณหนูสูงศักดิ์พวกนั้นมาเห็นสภาพน่าสมเพชของข้า เกรงว่าคงโต้แย้งอันใดไม่ได้แล้ว ข้าไม่อยากเกี่ยวพันกับองค์ชายเจ็ดแม้แต่นิดเดียว”
เสิ่นม่านซูพูดมาถึงตรงนี้ สายตาก็เลื่อนไปหยุดตรงมุมปากของไป๋ซิวจิ่นพอดี
ไส้มาการองที่ผสมน้ำเฉ่าเหมยทำให้สีแดงสดเย้ายวนเป็นพิเศษ ยามนี้สีแดงสดนั้นแต้มอยู่ตรงมุมปากของไป๋ซิวจิ่น
พอบุรุษรูปงามผู้เย็นชาสูงส่งถึงเพียงนั้นมีสิ่งนี้ติดอยู่ตรงมุมปาก...
เสิ่นม่านซูพบว่าตนเองไม่สามารถละสายตาไปได้
ไป๋ซิวจิ่นรู้สึกได้ว่าสายตาของเสิ่นม่านซูผิดปกติ เขาขมวดคิ้ว ดวงตาดุจดารากวาดมองนาง “เป็นอะไรไป”
เสิ่นม่านซูกะพริบตาปริบ ขนตายาวดุจแปรงเล็กๆ ปัดผ่านไฝน้ำตาเม็ดเล็กตรงหางตาซ้าย
ทันใดนั้นนางก็นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นริมทะเลสาบในจวนองค์หญิงเมื่อวานขึ้นมา ไป๋ซิวจิ่นเคยยื่นมือหยิบสาหร่ายน้ำที่ติดอยู่บนใบหน้านางออกให้ เช่นนั้น...
เสิ่นม่านซูราวกับถูกผีเข้า นางยื่นมือออกไปโดยไม่รู้ตัว
ปลายนิ้วเรียวยาวเย็นเยียบค่อยๆ เช็ดสิ่งที่ติดอยู่ตรงมุมปากของไป๋ซิวจิ่นออกอย่างเบามือ
ไป๋ซิวจิ่น “...”
เขารู้ตัวตั้งแต่ที่เสิ่นม่านซูโน้มกายเข้ามา แต่อาจเพราะจิตใต้สำนึกรู้สึกว่าเด็กสาวผู้นี้คงไม่ทำอะไร เขาจึงไม่ได้ขยับหนี ผลคือนางกลับ...
ริมฝีปากบางสีชาดเม้มเข้าหากันเล็กน้อย แววตาพลันหม่นลึก ร่างเอนไปด้านหลังเล็กน้อย ทว่าเป็นการหลบที่ช้าเกินไป ขณะเดียวกันโคนหูกลับร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างมิอาจควบคุม ในใจบังเกิดความขุ่นเคืองบางอย่างที่ยากจะอธิบาย
เมื่อเสิ่นม่านซูเห็นต้นขาทองคำไป๋มีท่าทางเย็นชาราวกับปฏิเสธผู้คนให้อยู่ห่างพันหลี่ นางจึงเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองทำอะไรลงไป!
นาง...ถึงกับลวนลามต้นขาทองคำไป๋!
สวรรค์!
รูปโฉมงามทำให้คนหลงผิดได้จริงๆ!
“ขะ...ขอโทษเจ้าค่ะ! คือว่าไส้เฉ่าเหมยมันเลอะมุมปากท่าน หากไม่รีบเช็ดออกจะเช็ดไม่ออก จริงๆ นะเจ้าคะ” เสิ่นม่านซูพูดจาสับสน ลนลานจนต้องยกชาขึ้นดื่มรวดเดียวสามถ้วยติด
รสชาที่ขมฝาดเล็กน้อยทำให้นางค่อยๆ ตั้งสติกลับมาได้บ้าง แต่กลับไม่กล้าเงยหน้ามองไป๋ซิวจิ่นในทันที
อีกฝ่ายจะโมโหแล้วเอาเข็มเงินมาทิ่มนางหรือไม่...
เดิมทีอุตส่าห์ทำให้ความสัมพันธ์ใกล้ชิดขึ้นมาได้อย่างยากลำบาก นางยังไม่ทันได้พูดเรื่องบุญคุณเมื่อปีก่อนว่าไม่ควรนำมาหักล้างกัน
ผลกลับกลายเป็นเช่นนี้เสียได้...
ในนิยายต้นฉบับเคยบรรยายไว้ว่า ไป๋ซิวจิ่นผู้นี้ไม่เข้าใกล้สตรี เย็นชาสูงส่งราวยอดเขาหิมะแห่งแดนเหนือ
ครั้งนั้นที่เขาตกหลุมพรางขององค์หญิงหย่าอัน แม้อีกฝ่ายจะทำไม่สำเร็จ แต่ก็ทำให้ไป๋ซิวจิ่นเดือดดาล เขาชักกระบี่ฟันแขนข้างหนึ่งขององค์หญิงหย่าอันขาดตรงนั้นทันที!
พอนึกถึงฉากนั้น เสิ่นม่านซูก็หดมือข้างที่ไม่อยู่สุขกลับเข้าไปในแขนเสื้อโดยไม่รู้ตัว
บรรยากาศพลันกระอักกระอ่วนและเงียบงัน
ไป๋ซิวจิ่นนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง มองเด็กสาวที่ก้มหน้าจนแทบจะมุดลงไปใต้โต๊ะก่อนกล่าวเสียงเย็น “ข้ายังมีธุระ คุณหนูสามเชิญกลับเถิด”
ถึงกับไล่แขกตรงๆ เช่นนี้...
แต่ก็โชคดีที่เขาไม่ได้เอามีดมาฟันและไม่ได้เอาเข็มเงินมาทิ่มนาง
เสิ่นม่านซูที่สติกลับคืนมาบ้างแล้วเงยหน้ามอง ก่อนจะตัดสินใจพูดออกไปตรงๆ “ท่านไป๋ ที่ข้ามาครั้งนี้ แท้จริงแล้วมีเรื่องสำคัญจะบอกท่าน พูดออกไปท่านอาจไม่เชื่อ แต่ดูเหมือน...องค์หญิงหย่าอันจะถูกใจท่านเข้าแล้วเจ้าค่ะ”
ที่ครั้งนี้เสิ่นม่านซูมาในครั้งนี้ หลักๆ ก็เพื่อเตือนต้นขาทองคำไป๋เรื่องนี้ เพราะองค์หญิงหย่าอันนอกจากจะมาขอให้เจ้าของร่างเดิมช่วยแล้ว ยังทำเรื่องอื่นไว้อีกมากมาย
ในนิยายต้นฉบับ หลังจากไป๋ซิวจิ่นฟันแขนข้างหนึ่งขององค์หญิงหย่าอัน ก็ทำให้ฮ่องเต้หย่งอันกริ้วอย่างยิ่ง เสิ่นม่านซูไม่อยากให้ไป๋ซิวจิ่นเกิดเรื่อง
ไป๋ซิวจิ่นไม่พูดอะไร เพียงมองนางด้วยแววตาเย็นชา
เสิ่นม่านซูกัดฟัน ตัดสินใจทุ่มสุดตัว “องค์หญิงหย่าอันเอาแต่ใจและดื้อรั้น นางอยากได้สิ่งใดล้วนต้องได้ ไม่ว่าจะได้มาครอบครองด้วยวิธีใดก็ตาม ตอนนี้ฝ่าบาททรงโปรดปรานนางมาก ดังนั้นท่านหมอเทวดาไป๋ ท่านต้องระวังตัวไว้นะเจ้าคะ!”