แสงเช้าสีหม่นทาบลงบนเมืองชายม่านที่ยังพยุงตัวจากกองเถ้า กลิ่นไหม้จางลงแล้วแต่ยังไม่หมดไปจริง ป้าซูยืนหน้าแผงก๋วยเตี๋ยวที่ต่อขึ้นใหม่ได้เพียงครึ่งหลัง โบกมือให้สองหนุ่มจนสุดสายตา เสี่ยวถาววิ่งตามมาส่งจนสุดถนนก่อนถูกเรียกกลับ หลิงเฟิงหันมองบ้านเกิดเป็ครั้งสุดท้าย กล้ำกลืนความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก—ทั้งโล่งใจที่คนที่รักรอด ทั้งหนักอึ้งที่รู้ว่าศึกเบื้องหน้าจะไม่ปรานีใคร
ทว่าเมื่อถึงทางแยกที่ควรเลี้ยวขึ้นเหนือสู่แนวหน้า ป๋ายเหอกลับชักม้าออกนอกเส้นทาง มุ่งเข้าหาแนวสันเขาเตี้ยที่หมอกสองสีลอยเรี่ยพื้นไม่เคยจาง “ารอเราอยู่อีกสามวัน” เฒ่าผู้พิทักษ์ม่านเอ่ยโดยไม่หันหน้า “แต่ถ้าเ้าทั้งสองไปถึงแนวหน้าในสภาพนี้ เ้าจะเป็เพียงเด็กสองคนที่ถือไพ่ใบใหญ่ที่สุดในมือ แต่ไม่รู้วิธีเล่นมัน ก่อนอื่น มีบทเรียนหนึ่งที่ต้องเสร็จสิ้นเสียก่อน”
ปลายทางคือโพรงหินใต้สันเขา ที่ผนังศิลาบางจนแสงม่านสีทองและครามซึมลอดเข้ามาเป็ริ้ว ราวสายน้ำสองสายไหลเคียงกันบนเพดานถ้ำ อากาศในนั้นหนาแน่นด้วยพลังบริสุทธิ์ทั้งชี่และมานา ปะปนกันโดยไม่ผลักไส ป๋ายเหอวางมือบนผนัง “นี่คือจุดที่ม่านบางที่สุดแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งสองพลังอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ะเิใส่กัน เหมาะที่สุดสำหรับการ ‘หลอมแก่นกลางใจ’”
“ที่ผ่านมาข้าสอนให้เ้า ‘กด’ แสงดาวไว้” ป๋ายเหอหันมา ดวงตาแก่ฉายแววจริงจังกว่าทุกครั้ง “ลมหายใจกล่อมแก่นที่ข้าให้ เป็เพียงการซื้อเวลา กดสองสายมิให้แตะกัน แต่บัดนี้เ้าจะเผชิญเซวียนตู การกดอย่างเดียวไม่พอ เ้าต้องไปไกลกว่านั้น—ทำให้สองสายในกายเ้าโคจรเคียงกันลึกถึงระดับที่ไม่ต้องฝืนกดมันอีกต่อไป ปล่อยให้มันเต้นรำด้วยจังหวะของมันเอง จนกลายเป็แก่นเดียวที่นิ่งสงบกลางใจเ้า”
หลิงเฟิงขมวดคิ้ว “ถ้าสองสายโคจรใกล้กันขนาดนั้น มันจะไม่รวมกันจนเกิดแสงดาวหรือ” “นั่นแหละคือบทเรียน” ป๋ายเหอตอบ “ความต่างระหว่าง ‘กด’ กับ ‘หลอม’ คือ กดคือบังคับให้สองสิ่งอยู่ห่างกันด้วยกำลัง แต่หลอมคือทำให้สองสิ่งไว้ใจกันมากพอจะอยู่เคียงกันได้โดยไม่กลืนกัน เหมือนคนสองคนที่ยืนชิดไหล่โดยไม่กลายเป็คนเดียว เ้าทำสิ่งนี้กับพลังในกายไม่ได้ ถ้าเ้ายังทำไม่ได้กับใจตัวเอง”
เฒ่าผู้พิทักษ์ม่านหันไปมองอาเดรียลที่ยืนเงียบอยู่ข้างหลัง “และเ้าทำลำพังไม่ได้ ผู้ถือแก่นที่ขาดผู้ประคองจะเผาผลาญตัวเองจนดับ—เ้ารู้กฎข้อนี้แล้ว แต่สิ่งที่ข้ายังไม่ได้บอกคือ ผู้ประคองไม่ใช่เพียงคนที่ยืนข้างเ้าในศึก เขาคือคนที่ลมหายใจของเขาต้องหลอมเป็หนึ่งเดียวกับเ้า จนระหว่างเ้าทั้งสองไม่เหลือกำแพงใดอีก ถ้ายังมีสิ่งใดที่เ้าปิดบังกัน แม้เพียงเสี้ยวเดียว การหลอมจะล้มเหลว และแสงดาวจะปะทุ—ที่นี่ ใกล้ม่านบางเพียงนี้ มันอาจฉีกม่านได้ด้วยมือเ้าเอง”
คำเตือนนั้นแขวนค้างในอากาศหนาวเย็น ป๋ายเหอถอยออกไปนั่งยองที่ปากถ้ำ หันหลังให้ทั้งคู่ “ข้าทำแทนเ้าไม่ได้ ข้าได้แต่เฝ้าม่านอยู่ตรงนี้ ที่เหลือ...อยู่ที่เ้าทั้งสองแล้ว” มือเฒ่ากำเหรียญทองแดงเก่าที่หลิงเฟิงพกติดตัวไว้ชั่วครู่ ก่อนคืนให้เขา ลายม่านคลื่นบนเหรียญเย็นเยียบราวลมหายใจหลับใหล
หลิงเฟิงกับอาเดรียลนั่งหันหน้าเข้าหากันกลางโพรงหิน เข่าเกือบชนเข่า มือประสานกัน—ฝ่ามือของหลิงเฟิงอุ่นด้วยชี่สีทอง ฝ่ามือของอาเดรียลเย็นด้วยมานาสีคราม สองอุณหภูมิที่ตรงข้ามกันจรดกันพอดี ทั้งคู่หลับตา เริ่มลมหายใจกล่อมแก่นพร้อมกัน หลิงเฟิงรู้สึกถึงสองสายในกายเริ่มขยับ—สายทองพวยพุ่งดั่งเปลวไฟ สายครามไหลเย็นดั่งสายน้ำ ค่อยๆ โคจรเข้าใกล้กันยิ่งกว่าครั้งใด
ครั้งนี้ต่างจากทุกหน เขาไม่ได้กดมันให้ห่าง แต่ปล่อยให้มันเข้าใกล้ ใกล้จนเขาััได้ถึงลมหายใจของอาเดรียลที่ค่อยๆ ปรับจังหวะให้ตรงกับเขา หายใจเข้าพร้อมกัน ผ่อนออกพร้อมกัน ราวกับหัวใจสองดวงนับจังหวะเดียวกัน สองสายในกายหลิงเฟิงโคจรเร็วขึ้น สอดประสานเป็เกลียวคู่ที่งดงาม พลังมหาศาลก่อตัวขึ้นโดยไม่มีแสงดาววาบแม้แต่น้อย—เป็ครั้งแรกที่เขาเข้าใกล้ ‘แก่นเดียว’ ได้ถึงเพียงนี้
แล้วทุกอย่างก็สะดุด ในห้วงที่ใจเปิดกว้างที่สุด ภาพเมืองชายม่านที่ลุกเป็เพลิงก็ผุดขึ้นมาเอง ความรู้สึกผิดที่กดทับมาหลายวันทะลักออก—บ้านเกิดไหม้เพราะพลังในกายข้า คนที่ข้ารักเกือบตายเพราะข้า ถ้าข้าเปิดแก่นนี้จนสุด ข้าจะต่างจากเซวียนตูตรงไหน ความคิดนั้นเหมือนก้อนหินขวางสายน้ำ จังหวะที่เคยกลมกลืนพลันแตกกระเจิง
สองสายที่กำลังโคจรเคียงกันพลันกระชากเข้าหากันอย่างรุนแรง เกือบรวมเป็หนึ่ง—แสงดาวสีขาวนวลวาบขึ้นกลางอกหลิงเฟิงราวดาวะเิ ผนังถ้ำสั่นะเื ริ้วแสงม่านบนเพดานกระเพื่อมราวผืนน้ำถูกขว้างก้อนหิน พลังตีกลับซัดเข้าเส้นพลังของเขาเอง เืกำเดาทะลักออกจากจมูก ร่างโยนไปข้างหลัง
“หลิงเฟิง!” อาเดรียลกระชากมือทั้งสองข้างออก ตัดวงพลังทันควัน ปล่อยมานาครามห่อหุ้มร่างหลิงเฟิงไว้ กดแสงดาวที่กำลังจะปะทุให้สงบลง เหรียญทองแดงในอกเสื้อหลิงเฟิงแผ่ลมเย็นเยียบออกมาเอง ช่วยกลบเสี้ยวแสงสุดท้าย แสงดาวหรี่ดับลง เหลือเพียงสองคนหอบหายใจอยู่กลางโพรงหินที่ยังสั่นระริก ความเงียบหลังจากนั้นหนักอึ้งยิ่งกว่าเสียงะเิ
“กำแพงยังอยู่” ป๋ายเหอเอ่ยจากปากถ้ำโดยไม่หันมา “และมันไม่ได้อยู่ระหว่างเ้าทั้งสอง มันอยู่ในใจเ้าเอง หลิงเฟิง เ้ากำลังปิดบังบางอย่างไว้—แม้แต่จากตัวเอง” เฒ่าผู้พิทักษ์ม่านลุกขึ้น “ตราบใดที่เ้ายังกลัวพลังของตัวเอง เ้าจะไม่มีวันหลอมมันได้ ความกลัวคือกำแพงที่หนาที่สุด” แล้วเขาก็เดินหายเข้าไปในหมอก ทิ้งสองคนไว้ลำพังอีกครั้ง
หลิงเฟิงเช็ดเืที่ริมฝีปาก เสียงสั่น “ท่านพูดถูก...ข้ากลัว” เขาก้มหน้า “ข้ากลัวว่ายิ่งข้าเปิดแก่นนี้มากเท่าไหร่ ข้าจะยิ่งกลายเป็เซวียนตูมากเท่านั้น เขาก็เคยเป็เด็กที่ถือแก่นดวงเดียวกับข้า เขาก็คงเคยมีคนที่เขารัก แล้ววันหนึ่งเขาก็เลือกฉีกม่าน...ถ้าข้าแข็งแกร่งขึ้น ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าจะไม่เดินทางเดียวกับเขา” เขาเงยมองอาเดรียล ดวงตาแดงก่ำ “และข้ากลัวยิ่งกว่านั้น...ว่าถ้าเ้าอยู่ข้างข้าต่อไป วันหนึ่งพลังนี้จะเผาผลาญเ้าไปด้วย ป๋ายเหอบอกว่าผู้ประคองอาจดับไปพร้อมผู้ถือแก่น ข้า...ข้าไม่อยากให้เ้าตายเพราะข้า”
อาเดรียลนิ่งไปนาน แสงม่านครามทาบบนใบหน้าคมเข้มที่เคยเ็าราวน้ำแข็ง ในที่สุดเขาก็เอ่ยเสียงต่ำ “เ้ารู้ไหม ข้าก็มีกำแพงเหมือนกัน” เขาสบตาหลิงเฟิง “ข้าบอกตัวเองมาตลอดว่าข้าอยู่ข้างเ้าเพราะ ‘ชะตา’ เพราะข้าเป็ผู้ประคองตามตำนาน เพราะมันเป็หน้าที่ ข้าซ่อนอยู่หลังคำว่าชะตา เพราะมันปลอดภัยกว่าจะยอมรับความจริง”
“ความจริงคืออะไร” หลิงเฟิงถาม อาเดรียลหายใจเข้าลึก ราวกำลังถอดเกราะที่สวมมาทั้งชีวิตออกทีละชั้น “ความจริงคือ ข้าไม่ได้อยู่ที่นี่เพราะชะตา ข้าเลือกเอง เพราะข้า ‘อยาก’ อยู่ ทั้งที่ข้าสาบานมาั้แ่เด็กว่าจะไม่รักอะไรอีก เพื่อจะไม่มีอะไรให้สูญเสีย แต่กับเ้า...ข้าทำตามคำสาบานนั้นไม่ได้ และนั่นคือสิ่งที่ข้ากลัวที่สุด หลิงเฟิง—ไม่ใช่ตาย แต่กลัวว่าจะมีบางสิ่งที่ข้ารักมากพอจะกลัวเสียมันไป”
คำสารภาพนั้นทำให้อากาศในถ้ำนิ่งสนิท หลิงเฟิงรู้สึกบางสิ่งในอกคลายตัวลง กำแพงที่ต่างคนต่างก่อมาทั้งชีวิตเพื่อเอาตัวรอด บัดนี้กลับกลายเป็สิ่งเดียวที่ขวางพวกเขาไว้ เขายื่นมือออกไป แต่คราวนี้ไม่ใช่เพื่อประสานพลัง “งั้นเราก็เลิกกลัวด้วยกัน” เขาพูดเบาๆ “ข้าจะไม่ปิดบังเ้าอีก ทุกความกลัว ทุกความลับ ข้าจะวางมันลงตรงนี้ ถ้าเ้าจะวางของเ้าด้วย”
อาเดรียลกุมมือนั้นไว้ แล้วทั้งคู่ค่อยๆ โน้มเข้าหากันจนหน้าผากจรดกัน หลับตา ไม่มีคำพูดใดอีก มีเพียงลมหายใจที่ค่อยๆ ปรับเข้าหากันในระยะที่ใกล้ที่สุดเท่าที่เคยมี หายใจเข้าพร้อมกัน ผ่อนออกพร้อมกัน จนแยกไม่ออกว่าลมหายใจไหนเป็ของใคร ในความมืดหลังเปลือกตา หลิงเฟิงไม่เหลือสิ่งใดให้ซ่อนอีกแล้ว—และเป็ครั้งแรกที่เขาไม่รู้สึกหวาดกลัวกับการถูกมองเห็นจนถึงก้นบึ้ง
แล้วการหลอมก็เริ่มต้นใหม่ คราวนี้ไม่มีก้อนหินขวางสายน้ำ สองสายในกายหลิงเฟิงโคจรเคียงกันลื่นไหล สายทองและสายครามเต้นรำรอบกันด้วยจังหวะลมหายใจที่หลอมเป็หนึ่งกับอาเดรียล ใกล้ขึ้น ใกล้ขึ้น จนเกือบัั—แต่ไม่รวม ทั้งสองสายไว้ใจกันมากพอจะอยู่เคียงกันโดยไม่กลืนกัน เหมือนคนสองคนที่ยืนชิดไหล่โดยไม่กลายเป็คนเดียว นี่คือสิ่งที่ป๋ายเหอหมายถึง
และในขณะที่สองสายโคจรเข้าที่ แสงดาวก็ไม่ปะทุ—แต่กลับเรืองขึ้นอย่างสงบ นุ่มนวล ราวแสงดาวยามรุ่งสางที่ไม่แผดเผาแต่ส่องสว่าง พลังมหาศาลไหลเวียนทั่วกายหลิงเฟิงโดยไม่ทำร้ายเส้นพลังของเขาเอง เขารู้สึกถึงบางสิ่งในกลางใจก่อรูปขึ้น—แก่นที่เคยเป็สองสายแยกกัน บัดนี้กลายเป็ดวงเดียวที่นิ่งสงบ หมุนวนช้าๆ เปล่งแสงนวลอ่อน หลิงเฟิงทะลุขีดจำกัดที่ตรึงเขาไว้มาตลอด—ก้าวข้ามเข้าสู่ขั้นที่ไม่มีตำราเล่มใดเคยบันทึก เพราะไม่เคยมีผู้ถือแก่นคนใดมาถึงจุดนี้พร้อมผู้ประคองที่ไว้ใจกันโดยสิ้นเชิง
ในห้วงลึกของการหลอม ภาพแปลกประหลาดผุดขึ้นในใจหลิงเฟิง—เขาเห็นฟ้าสองสีที่กว้างใหญ่กว่าที่เคยเห็น เห็นคนสองคนยืนประจันหลังกันกลางสมรภูมิโบราณ คนหนึ่งถือดาบส่องแสงทอง อีกคนกุมมานาสีคราม เป็ภาพเดียวกับในฝันที่ตามหลอนเขามาั้แ่วันพบอาเดรียลที่ด่านสามม่าน แต่คราวนี้เขาเห็นชัดขึ้น—ใบหน้าของชายถือดาบนั้นพร่าเลือน ทว่าแสงในอกของเขาคือแสงดาวดวงเดียวกับที่อยู่ในกายหลิงเฟิงตอนนี้
ภาพเลื่อนไหล เขาเห็นชายผู้นั้นคุกเข่าลงข้างร่างของผู้ประคองที่สิ้นลมในอ้อมแขน เห็นแสงดาวในอกชายผู้นั้นแปรเปลี่ยน—จากนวลอ่อนเป็แสบตา จากสงบเป็บ้าคลั่ง และในเสี้ยววินาทีนั้น หลิงเฟิงเข้าใจบางสิ่งที่ไม่มีใครเคยบอกเขา ผู้ถือแก่นที่สูญเสียผู้ประคองไป...จะไม่ดับลงเงียบๆ เขาจะลุกไหม้ เผาผลาญทุกสิ่ง รวมทั้งม่านที่เขาเคยปกป้อง เซวียนตูไม่ได้เกิดมาชั่วร้าย เขาเพียง...เหลืออยู่คนเดียว
แล้วภาพสุดท้ายก็ทำให้หัวใจหลิงเฟิงเต้นรัว—ในห้วงนั้น แสงดาวที่เรืองสงบมิได้พุ่งฉีกม่านดังที่เขาถูกสอนให้กลัว แต่กลับแผ่ตัวอ่อนโยนไปตามรอยร้าวบนม่านสองสี ราวด้ายทองสานปิดผ้าที่ขาด เป็เพียงเสี้ยววินาที ก่อนภาพจะสลายไป แต่มันเพียงพอจะปลูกคำถามที่สั่นคลอนทุกสิ่ง—ถ้าแสงดาวที่ป๋ายเหอสอนให้เขากลบเกลื่อนมาตลอด แท้จริงไม่ใช่เพียงกุญแจที่ใช้ทำลาย แต่อาจเป็กุญแจที่ใช้ ‘ซ่อมแซม’ ม่านได้ด้วยเล่า
หลิงเฟิงลืมตา ลมหายใจยังหลอมเป็หนึ่งกับอาเดรียลที่ลืมตาขึ้นในจังหวะเดียวกัน ทั้งคู่ถอยห่างเล็กน้อย แต่บางสิ่งระหว่างพวกเขาเปลี่ยนไปแล้วอย่างไม่อาจย้อนคืน หลิงเฟิงรู้สึกถึงสองสายในกายโคจรเคียงกันด้วยตัวมันเอง โดยที่เขาไม่ต้องฝืนกดอีกต่อไป—แก่นกลางใจที่หลอมสำเร็จเต้นเป็จังหวะสงบราวหัวใจดวงที่สอง เขายกมือขึ้น ร่ายท่าดาบเบาๆ พลังชี่ทองและมานาครามพวยพุ่งสลับกันในวงดาบอย่างกลมกลืน มหาศาลกว่าที่เคย—แต่แสงดาวยังคงสงบนิ่ง ไม่ปะทุแม้เสี้ยวเดียว
“ข้ารู้สึกถึงเ้า” อาเดรียลเอ่ยเบาๆ มือแตะอกตัวเอง “แม้ตอนนี้ ลมหายใจของเ้ายังอยู่ในจังหวะของข้า ข้าััได้ว่าชี่ของเ้าเคลื่อนไปทางไหน ราวกับ...” “ราวกับเราเป็เครื่องดนตรีสองชิ้นที่ถูกตั้งเสียงให้ตรงกันแล้ว” หลิงเฟิงต่อประโยค ทั้งสองมองตากันแล้วเข้าใจตรงกันโดยไม่ต้องอธิบาย พันธะของผู้ถือแก่นกับผู้ประคองไม่ใช่เพียงคำในตำนานอีกต่อไป มันกลายเป็พลังจริงที่ไหลเวียนระหว่างพวกเขา
ป๋ายเหอกลับเข้ามาในถ้ำ ดวงตาเฒ่ากวาดมองแก่นที่เรืองสงบในกายหลิงเฟิง ใบหน้าที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาทั้งชีวิตฉายแววซับซ้อน—ทั้งภาคภูมิใจ ทั้งหวั่นไหว เขาพึมพำเบาเกินกว่าใครจะได้ยินชัด “แสงดาวที่เรืองโดยไม่ปะทุ...ผู้ถือแก่นที่หลอมสำเร็จโดยมีผู้ประคองอยู่เคียงข้าง...คราวนี้...มันต่างจากครั้งก่อนจริงๆ” แววตาเฒ่าวูบไหวด้วยบางสิ่งที่คล้ายความหวัง—และความกลัวที่ลึกยิ่งกว่า ราวกำลังมองเห็นอนาคตที่เขาไม่กล้าจินตนาการ
เหรียญทองแดงในอกเสื้อหลิงเฟิงอุ่นขึ้นเอง ลายม่านคลื่นบนเหรียญเรืองแสงอ่อนๆ ตัวอักษรโบราณ ‘เซวียนหลิง’ ปรากฏชัดกว่าทุกครั้ง—แต่คราวนี้เหรียญไม่ได้แผ่ลมเย็นเพื่อกลบแสงดาวอย่างที่เคย มันกลับเต้นเป็จังหวะเดียวกับแก่นกลางใจของหลิงเฟิง ราวสองสิ่งกำลังขานรับกัน ป๋ายเหอจ้องเหรียญนั้นนิ่งงัน สีหน้าเปลี่ยนวูบ ก่อนเก็บอารมณ์ไว้ใต้ความสงบที่ฝึกฝนมาทั้งชีวิต
“ท่านป๋ายเหอ” หลิงเฟิงเอ่ย “ข้าเห็นบางอย่างในห้วงหลอมแก่น—เซวียนหลิงเคยมีผู้ประคอง และเซวียนตู...ไม่มี ใช่หรือไม่ และแสงดาว มันอาจไม่ได้มีไว้ฉีกม่านเพียงอย่างเดียว” เฒ่าผู้พิทักษ์ม่านนิ่งไปนาน ในที่สุดก็เอ่ยเสียงแหบ “มีบางสิ่งที่ข้าสาบานไว้ว่าจะไม่บอกเ้าจนกว่าจะถึงเวลา และเวลานั้นยังไม่มาถึง ข้าบอกได้เพียงว่า...สิ่งที่เ้าเห็น ไม่ใช่ความฝันลมๆ แล้งๆ และคำถามที่เ้าถาม ถูกต้องกว่าที่เ้ารู้ตัว จงจำมันไว้ให้ดี เพราะวันหนึ่งคำตอบของมันจะเป็สิ่งเดียวที่ตัดสินว่าเ้าจะเป็ราชันหรือทรราช”
คำนั้นแขวนค้างไว้ ไม่มีใครเอ่ยถามต่อ หลิงเฟิงรู้ว่าเฒ่ายังกั๊กความลับไว้อีกชั้น แต่เป็ครั้งแรกที่เขาไม่รู้สึกหวาดกลัวกับความไม่รู้นั้น เพราะคนที่ยืนข้างเขาในความมืดมิดแห่งคำถามทั้งปวง บัดนี้ไม่ได้ปิดบังสิ่งใดต่อเขาอีก ความกลัวว่าจะกลายเป็เซวียนตูคลายลง—ไม่ใช่เพราะเขารู้คำตอบ แต่เพราะเขาเข้าใจแล้วว่าความต่างระหว่างเขากับเซวียนตูไม่ได้อยู่ที่พลัง หากอยู่ที่คนที่เลือกจะยืนเคียงข้างกัน
พวกเขาออกจากถ้ำเมื่อตะวันคล้อย หมอกสองสีจางลงเผยฟ้ายามเย็นที่เรืองรองทั้งทองและคราม หลิงเฟิงสูดอากาศเข้าเต็มปอด รู้สึกถึงพลังในกายที่นิ่งสงบและมหาศาลกว่าที่เคย เขาไม่ใช่เด็กที่ต้องกัดลิ้นกระชากพลังกลับอีกต่อไปแล้ว แต่ในใจลึกๆ เขารู้ว่าศึกที่รออยู่จะทดสอบทุกสิ่งที่เพิ่งหลอมขึ้นมา และคำถามเื่แสงดาว เื่เซวียนหลิง เื่รากใต้บ้านเกิด ยังคงรออยู่เบื้องหน้า เหมือนเงาที่ทอดยาวขึ้นทุกขณะที่ตะวันลับ
ทันใดนั้นเสียงควบม้ารัวมาแต่ไกล ทหารม้าสวมเกราะผสมบูรพา-ประจิมพุ่งเข้ามาบนทางสันเขา หน้าซีดเซียว ในมือถือสารด่วนผนึกตราสองพิภพ “ท่านผู้ถือแก่นสองสาย!” เขาะโทั้งหอบ “รอยแยกที่ชายแดนเหนือแตกออกเต็มที่แล้วเมื่อคืน—ใหญ่กว่าทุกรอยที่เคยมี อสูรปนเปื้อนทะลักออกมาเป็กองทัพ เมืองด่านหน้าสามเมืองล่มสลายในคืนเดียว สำนักเทียนเหอกับอาณาจักรแวร์นาธตั้งแนวรับร่วมกันครั้งแรกในรอบร้อยปี ท่านเซินหรูฝากบอกว่า—าเริ่มแล้ว และพวกเขา้าเด็กสองสายที่แนวหน้าเดี๋ยวนี้”
หลิงเฟิงกับอาเดรียลสบตากัน ไม่มีความลังเลหลงเหลือ ไม่มีคำขอบคุณฟุ่มเฟือยระหว่างคนสองคนที่ลมหายใจหลอมเป็หนึ่งเดียวแล้ว เพียงพยักหน้าให้กัน ก่อนพลิกตัวขึ้นหลังม้า ป๋ายเหอมองตามร่างสองเงาที่ควบมุ่งสู่เหนือ ใต้ฟ้าสองสีที่เริ่มมืดลง มือเฒ่ากำแน่น เอ่ยกับสายลมเบาเกินใครได้ยิน “ขอให้คราวนี้...ต่างจากครั้งก่อนจริงๆ เถิด” เบื้องหน้าสุดขอบฟ้า เงาทะมึนเหนือม่านขยับช้าๆ ราวมีดวงตาคู่หนึ่งเฝ้ามองเด็กหนุ่มสองคนเคลื่อนเข้าสู่สมรภูมิ และกระซิบแ่ในความมืด ‘มาเถิด เด็กแสงดาว...ถึงเวลาที่เราจะได้รู้ว่าเ้าจะเลือกทางใด’