สยบฟ้าเหนือราชัน

    ตอนที่ 44 ทูตกระบี่

    ตอนที่ 44ทูตกระบี่

    สองอิสตรีเผชิญหน้าไอลมปราณพุ่งทะยาน ถังเการุ่ยแสดงออกถึงพลังลมปรานหนาแน่นรุนแรงกว่าตอนที่สู้กับเสี่ยวไป๋มากนัก

      “ดี นึกหรือว่าข้าจะกลัวเจ้า?”

    สองสาวจ้องผสานสายตาถังเว่ยและ ถังฉินหยากำลังลังเลว่าจะห้ามพวกนางดีหรือไม่ทันใดนั้นก็มีเสียงบรุรุษวัยกลางคนดังขึ้น พวกมันฟังออกทันทีว่าเป็นซูเฉินนั้นเอง

      “หยุดได้แล้ว”

     พวกมันต่างมองไปที่ซูเฉินพร้อมกับเห็นชายวัยกลางคนชุดขาวสะพายกระบี่ไว้กลางหลัง ที่เสื้อคุมมีตัวอักษรคำว่า’เอกะ’ พวกมันทุกคนต่างตะลึงสองสาวที่กำลังอยู่ในสภาวะพร้อมสู้ก็ลดพลังปรานลงทันทีพวกมันทุกคนในบริเวณก็กลายเป็นยืนเรียบร้อยสองมือผสานทำความเคารพบุคคลเบื้องหน้า

    “คารวะท่านทูตกระบี่!”

      ทูตกระบี่ เป็นตำแหน่งทูตแห่งสำนักอันดับหนึ่งในแผ่นดินสำนักเอกะมรรคา ฟังว่าอย่างน้อยต้องอยู่จุดสูงสุดของขอบเขตก่อกำเนิดพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตปรมาจารย์ได้ทุกเมื่อกวาดตามองทั่วแผ่นดินไม่มีใครไม่เคารพนับถือ

     ทูตกระบี่วัยกลางคนเป็น1ใน33ทูตกระบี่ของสำนักเอกะมรรคา นามจิวเจินฉายาทูตกระบี่เมฆคล้อย มันกวาดตามองเหล่ารุ่นเยาวน์อย่างมีเมตตา พอมองไปที่เสี่ยวไป๋ก็ผงกหัวชื่นชม

      “รุ่นเยาวน์เหล่านี้ล้วนเป็นเมล็ดพันธ์ชั้นดี ในอีกไม่กี่ปีต่อไปนี้สำนักไผ่เขียวและสกุลถังคงได้ออกมาสร้างชื่อในยุทธภพแล้ว”

     พวกมันทุกคนต่างยินดีที่ได้รับคำชมของท่านทูตกระบี่เมฆคล้อยทูตกระบี่เป็นตัวตนระดับไหนกัน?ต่อให้มันชมเป็นพิธี หรือจากใจจริงล้วนไม่สำคัญ แค่นี้ก็สร้างความภูมิใจฮึกเหิมให้พวกมันอย่างมาก

      “ขอบคุณท่านทูตกระบี่ที่ชื่นชม!”

    หลังจากนั้นซูเฉินก็ได้เชิญทูตกระบี่จิวเจินและถังเว่ยเข้าไปพบกับเจ้าสำนักไผ่เขียวบนยอดเขาพวกมันที่เหลือต่างตื่นเต้นกับการมาของทูตกระบี่มาก

      “ท่านทูตกระบี่มาที่สำนักเราทำไม? ไปคุยอะไรกับท่านเจ้าสำนัก?”

      “หรือท่านจะมารับข้ากราบเข้าสำนักเอกะมรรคา?”ซูเฟิงฝันหวานเต็มไปด้วยความมั่นใจ เสี่ยวไป๋ได้ยินก็หัวเราะเยาะ

      “เจ้าลูกเต่าถ้าสำนักเอกะมรรคารับเจ้าไปจริง คงกะจะพาไปรับตำแหน่งคนดูแลบ่อปลา ฮิฮิ”

      “เจ้าว่าอะไร!”

      “เจ้าจะทำไม!” ซูเฟิงที่กำลังจะทะเลาะกับเสี่ยวไป๋ พลางนึกย้อนไปเหตุการน์ก่อนหน้าที่เสี่ยวไป๋นั้นแสดงฝีมือรับมือกับถังเการุ่ยได้หลายกระบวนท่ามันก็หน้าเสียไม่น้อย พลางกัดฟันนึกในใจว่า’รอบิดา เลื่อนขั้นก่อนเถอะแล้วจะได้เห็นดี!’

      เสี่ยวไป๋เห็นซูเฟิงไม่กล้าก็หัวเราะได้ใจก่อนหันไปกอดแขน ออดอ้อนเจียงหวู่เฉิน

    “หวู่เฉินเกอเกอท่านเห็นวิชาใหม่ของเสี่ยวไป๋หรือไม่ เป็นอย่างไร เสี่ยวไป๋ยอดเยี่ยมมากใช่หรือไม่?”

      เจียงหวู่เฉินพูดชมเด็กหญิงก่อนจะลูบหัวนางด้วยความเอ็นดู เสี่ยวไป๋หัวเราะฮิฮิ อย่างมีความสุข

      อาจารย์ป้าถังฉินหยาเห็นพวกมันสงสัยจึงกล่าวด้วยเสียงเรียบขึ้นมาว่า “ที่ท่านทูตกระบี่มาเยือนสำนักเรานั้นเพื่อส่งเทียบเชิญให้กับสำนักเราและสำนักสกุลถังส่งตัวแทนเข้าร่วมงานประลองยุทธ์รุ่นเยาวน์ในครั้งนี้”

      เสี่ยวไป๋และซูเฟิงพวกมันได้ยินต่างตื่นเต้นโหวกเหวกโวยวาย “งานประลองยุทธ์รุ่นเยาวน์อันใด”อาจารย์ป้าส่ายหัว

      “ตอนเรียนไม่ตั้งใจเรียนกันมัวแต่เล่น แค่งานประลองยุทธ์รุ่นเยาวน์ที่จัดขึ้นทุก10ปีก็ลืมเลือนแล้ว?”

       งานประลองยุทธ์รุ่นเยาวน์ที่จัดขึ้นทุก 10ปีจะจัดขึ้นที่สำนักเอกะมรรคาเป็นการรวมตัวของรุ่นเยาวน์อัจฉริยะจากพรรคและสำนักต่างๆในแคว้นลิขิตฟ้า เข้าชิงชัยโดยเกณฑ์ผู้สมัครต้องมีวรยุทธ์ขั้นต่ำที่ขอบเขตบำเพ็ญกาย อายุไม่เกิน20ปีผู้ที่ได้อันดับ1จะถูกบันทึกชื่อลงในประวัติศาสตร์ขนานนามว่าเป็นรุ่นเยาวน์อันดับ1ในทศวรรษนี้ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุดของรุ่นเยาวน์ทั้งแผ่นดิน

      ถังเการุ่ยและถังห่าวได้ยิน แววตาทอประกายต่อสู้“พอวันแข่งจริงมาถึงพวกเราจะได้รู้ว่าใครกันแน่ที่เหนือกว่า!”

      พวกมันกล่าวท้าสู้เสี่ยวไป๋น้อยก็แลบลิ้นล้อเลียนจนพวกมันโกรธยิ่งขึ้นหลังจากท่านทูตกระบี่และคนสกุลถังจากไป ซูเทียนก็เรียกให้หวู่เฉินเข้าพบ

      เจียงหวู่เฉินเข้ามาพบกับซูเทียนสายตาของชายชราเมื่อมองมาที่เด็กหนุ่มก็ทอประกายชื่นชมเจียงหวู่เฉินสองมือยกทำความเคารพ

      “คารวะท่านเจ้าสำนัก”

    มันใช้สายตาที่คมกริบจ้องสำรวจไปทั่วร่างกายเด็กหนุ่มสองสายตาเต็มไปด้วยความชื่นชม “ดีเด็กเอย ในที่สุดเจ้าก็สามารถเข้าสู่ขอบเขตบำเพ็ญกาย”

      “เป็นเพราะความเมตตากรุณาของท่านเจ้าสำนักหวู่เฉินถึงมีวันนี้ได้”

      “ในเมื่อเจ้าเข้าสู่ขอบเขตบำเพ็ญกายแล้วแม้ว่าจะเป็นขอบเขตต่ำสุดของผู้สมัคร ในเมื่อโอกาสมาถึงแล้วขอให้เจ้าทำอย่างเต็มที่”

      “หวู่เฉินจะไม่ทำให้อาจารย์ปู่เจ้าสำนักผิดหวัง”

       ซูเทียนยิ้มพอใจก่อนจะทอดถอนหายใจเล็กน้อย”อ่า...น่าเสียดายที่ขอบเขตเจ้าต่ำไปหน่อย ถ้างานจัดขึ้นตอนที่เจ้าอยู่ขอบเขตจุดสูงสุดของบำเพ็ญกายย่อมมีหวังคว้าอันดับ1มาเป็นเกียรติสูงสุดของสำนักเรา...ช่างน่าเสียดาย”

      “อีกอย่างยามกะทันหันเจ้ายังไม่ได้ฝึกกระบวนท่าของสำนักเราให้แตกฉาน...อาจารย์ปู่ก็ไม่มีเวลาชี้แนะเจ้ามากขอเจ้าอย่าได้ตัดพ้อ”

      “พระคุณอาจารย์ปู่มากล้นหวู่เฉินไม่กล้าตัดพ้อต่อว่า”

    ซูเทียนล้วงคำภีร์เล่มหนึ่งออกมาจากเสื้อคลุมยื่นส่งมาให้เด็กหนุ่ม หวู่เฉินสองมือประคองรับไว้

      “นี่เป็นเคล็ดฝ่ามือประทับไผ่ของสำนักเราแม้แต่ว่าจะเป็นวิชาพื้นฐาน แต่สอดรับกับรากฐานวิชาปรานน้ำค้างอรุณเรา”

      “ฝ่ามือประทับไผ่นี้มีทั้งหมด7ขั้นข้าฝึกได้ถึงขั้นที่6 ด้วยพรสวรรค์ของเจ้านับว่ามีหวังฝึกฝนสำเร็จขั้นที่7ยกระดับจนเป็นยอดวิชาฝ่ามือ ที่ปรมาจารย์หญิงเคยใช้เมื่อ500ปีก่อน”

      “ศิษย์พี่ใหญ่เจ้าใช้เวลา2ปีสำเร็จขั้นที่1อีก5ปีสำเร็จขั้นที่2 ตอนนี้มันอายุ30พึ่งก้าวเข้าสู่ขั้นที่3”

      “ยังพอมีเวลาเล็กน้อยก่อนพวกเจ้าจะออกเดินทางเจ้าก็ตั้งใจศึกษาให้ได้มากที่สุด ติดขัดอะไรตรงไหนสามารถเข้ามาถามอาจารย์ปู่ได้ทุกเมื่อ เอาล่ะเจ้าไปฝึกฝนได้แล้ว”

      เจียงหวู่เฉินรับคำ ย่อตัวคารวะก่อนจะจากมา มันมีเวลาอีก3วันก่อนจะถึงเวลาเดินทางมันเก็บตัวปรับสภาวะหลังเลื่อนขั้นให้นิ่ง ก่อนจะทุ่มเวลาศึกษาเคล็ดวิชาฝ่ามือประทับไผ่อย่างมุ่งมั่นไม่อยากทำให้คนที่คาดหวังในตัวมันต้องผิดหวัง

    ....................

      ในช่วงการปิดตัวฝึกฝนกาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วแค่พริบตาเดียวก็มาถึงวันกำหนดเดินทางพวกมันต่างเตรียมสำภาระเตรียมตัวออกเดินทาง หลังจากร่ำลาอาจารย์ปู่เจ้าสำนักก็มารวมตัวที่ลานข้างหน้าผา

     ศิษย์พี่ใหญ่จุ้ยกานสงทำสีหน้าตื่นเต้นที่หลังแบกด้วยสัมภาระมากมายมีทั้งของมันอาจารย์หญิง และของซูตันหยิน ซูตันหยินแต่งกายด้วยชุดเขียวงดงามเปล่งปลั่ง เมื่อนางเห็นหวู่เฉินก็เข้ามาเกาะแขนมันเบาๆอย่างสนิทสนม

      “หวู่เฉินได้ยินว่าเจ้าเก็บตัวฝึกวิชากับท่านปู่สามวัน การฝึกฝนก้าวหน้ามากขนาดไหน?”

      เจียงหวู่เฉินเผลอสูดกลิ่นหอมของนางไปเล็กน้อยท่าทางสนิทสนมของศิษย์พี่หญิงย่อมทำให้มันเขินอายอยู่บ้าง

      “เวลากระชั้นชิดย่อมไม่ได้ผลอันใดมาก”

      “หืมมหวู่เฉินน้อยเราถ่อมตัวอีกแล้วกระมัง?”

    ในขณะที่หวู่เฉินได้แต่หัวเราะแห้งๆเสี่ยวไป๋และซูเฟิงก็เดินเข้ามาที่ลาน สองมือถือสำภาระมามากมาย

      “เจ้าลูกเต่าเจ้าถือของข้าดีๆหน่อยมันจะตกแล้วเห็นหรือไม่?”

      “หึ่มเสี่ยวไป๋แล้วทำไมข้าต้องช่วยถือของให้เจ้าด้วย”

      “เจ้าลูกเต่าเช่นเจ้าไปงานก็ไม่มีประโยชน์อันใดอย่างน้อยช่วยถือสัมภาระ จะได้มีประโยชน์บ้าง”

    ซูเฟิงกัดกันกรอดเมื่อเด็กหญิงเดินเข้ามาเห็นซูตันหยินเกาะแขนพี่ชายนางเอาไว้นางรีบแทรกตัวเข้ามาเกาะแขนพี่ชายนางแทน ซูตันหยินหัวเราะกับท่าทางของเด็กหญิง

      “หวู่เฉินเกอเกอท่านมัวแต่ฝึกอยู่กับท่านตา เสี่ยวไป๋คิดถึงท่านจะแย่” หวู่เฉินลูบหัวน้องสาวเหลียวมองสัมภาระที่ซูเฟิงแบกมา

      “เจ้านำอะไรไปตั้งเยอะแยะหรือว่าเจ้าถึงวัยแต่งตัวรักสวยรักงามแล้ว?”

    เสี่ยวไป๋ได้ยินก็แก้มป่องไม่พอใจ“ทำไม? เสี่ยวไป๋ไม่ใช่เด็กเล็กๆแล้วเสี่ยวไป๋อยากแต่งตัวบ้างมันแปลกหรือ?”

      ซูเฟิงได้ยินก็พูดขัดออกมาว่า “รักสวยรักงามอันใด ของที่นางเอาไปส่วนมากมีแต่ขนมทั้งนั้น” เสี่ยวไป๋ได้ยินจึงแยกเขี้ยวให้มัน

      ซูเฉินและถังฉินหยามาถึงพวกมันกวาดตามองบรรดาลูกศิษย์ ซูเฉินนำเรือไม้ไผ่ขนาดเล็กออกมาบนมือปากถามพวกมันว่า “พวกเจ้าพร้อมกันแล้วใช่หรือไม่ถ้ามีใครลืมอะไรจะไม่กลับมาเอานะ?”

      เสี่ยวไป๋ได้เห็นก็หัวเราะ “ท่านลุงเฉิน ท่านจะให้เรานั่งเรือนั่นไปหรือ?”

    ซูตันหยินฉีกยิ้ม“เสี่ยวไป๋เจ้าอย่าบอกนะ ว่าไม่รู้จักเรือไม้ไผ่อันเป็นสมบัติประจำสำนักเรา?”

      ซูเฉินถ่ายลมปรานสีเขียวอ่อนเข้าไปที่ตัวเรือเรือไม้ไผ่ขนาดเล็กก็ลอยออกก่อนจะขยายใหญ่อย่างน่าอัศจรรย์ พวกเด็กๆมองอย่างชื่นชม

       พวกมันทั้งหมดเดินขึ้นไปบนเรือทันใดนั้นตัวเรือไม้ไผ่ก็ลอยขึ้นมาบนอากาศลอยออกจากหุบเขาไผ่เขียวมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปเมืองฮกหยง อันเป็นที่ตั้งของสำนักเอกะมรรคาอย่างรวดเร็ว

      

    คล้ายกับเรื่องสยบฟ้าเหนือราชัน ที่คุณอ่าน