บทที่ 17 สิ้นเนื้อประดาตัว
ฉินเหยียนจินกลับมาที่กองสุ่มแร่ดิบอีกครั้ง
หินที่เรียงอยู่ตรงนี้มีราคาแตกต่างกันออกไป ชิ้นที่เป็เศษมีมูลค่าน้อยกว่าพันหยวนและไม่มีใครอยากจะมาดูนักถูกกองไว้ที่มุมหนึ่งที่มีฝุ่นจับหนา แร่ดิบที่แพงกว่าพันหยวนและไม่เกินห้าพันที่อยู่ข้างกันก็ไม่เป็ที่นิยมมากนัก
ถัดจากนั้นก็เพิ่มราคาขึ้นไปเรื่อย ๆ หมื่นหยวน ห้าหมื่นหยวน และอื่น ๆ
ด้านหลังมีหินสุ่มราคาเป็แสน ซึ่งมีคำอธิบายคุณค่าระบุเอาไว้อย่างชัดเจน ทั้งยังมีหินราคาเป็ล้านและหลายสิบล้านอยู่ด้วย
แน่นอนว่าราคาของหินเหล่านี้ไม่ได้การันตีเลยว่าในนั้นจะมีหยกอยู่หรือไม่ การซื้อหินเหล่านี้ไม่ต่างอะไรจากการพนันที่ต้องอาศัยโชคลาภ และยังต้องอาศัยความชำนาญในการเลือกซื้ออีกด้วย
บางคนสะสมประสบการณ์นับสิบปีกว่าจะเชี่ยวชาญเื่การเลือกซื้อหินสุ่มหยกเหล่านี้
นี่เป็ครั้งแรกที่ฉินเหยียนจินมาเลือกซื้อหินสุ่มหยก แม้ว่าเธอจะไม่มีประสบการณ์ในเื่นี้เลย แต่หินเหล่านี้มีปราณิญญาที่แผ่ออกมาแตกต่างกันทำให้เธอััได้ ยิ่งมีปราณิญญาออกมามากเท่าไร หยกที่อยู่ภายในจะยิ่งมีคุณภาพสูงมากขึ้นเท่านั้น
เพียงแต่…
การเลือกซื้อหินสุ่มหยกของเธอนั้นมีวิธีที่ต่างออกไปจากคนอื่นมาก
อันไหนที่เธอคว้าได้ เธอก็หยิบเอาอันนั้นทันที
ฉินเหยียนจินเลือกหินเหล่านี้ไม่ต่างจากเลือกซื้อแตงโม
ในตอนแรกก็ไม่มีใครสนใจเธอ แต่ความเร็วในการเลือกซื้อก้อนหินสุ่มนั้นดูแปลกมากอย่างที่ไม่เคยเห็นใครทำแบบนี้มาก่อน
ท่าทางอย่างนั้น…
อาจจะได้มีสิ้นเนื้อประดาตัวเพิ่มมาอีกคนแล้วในวันนี้
มีคุณลุงหน้าตาท่าทางใจดีเป็ห่วงเธอและเริ่มเอ่ยเตือนขึ้นมา “แม่หนู หินสุ่มหยกพวกนี้ไม่เหมือนกับการเลือกซื้อแตงโมหรอกนะ ต้องเลือกดูดี ๆ อย่างชำนาญ ทำแบบนี้จะเปลืองเงินเปล่า ๆ ไปเลือกซื้อหยกสำเร็จน่าจะดีกว่านะ”
ฉินเหยียนจินมองดูเขา
พอมองดูแล้วก็เห็นว่าลุงคนนี้ดูแล้วมีชะตาที่เป็อริด้านการเงิน อาชีพการงานของเขากำลังได้รับผลกระทบจากเื่นี้จนทำให้มีปัญหาทางการเงินไปด้วย
เพื่อช่วยเหลือเขา เธอจึงชี้ไปทางหินหยาบสีเข้มที่ดูน่าเกลียดก้อนหนึ่ง “คุณเห็นหินก้อนนี้แล้วคิดว่ายังไงคะ?”
ลุงมองตามทางหินก้อนนั้นแล้วมุมปากกระตุกอย่างไม่รู้ตัว
นักพรตสาวคนนี้ล้อเล่นกับเขาเก่งมาก เห็นชัดว่าหินนี่ดูไม่ได้เลย จะเรียกว่าเป็ของดีได้อย่างไร
เขากำลังจะตอบ แต่กลับเห็นว่าเธอจ่ายเงินและเดินจากไปแล้ว เพราะเธอซื้อหินจำนวนมาก เ้าของร้านจึงเอาหินใส่รถเข็นให้
ลุงคนนั้นส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้และกำลังจะออกไป แต่หางตาของเขายังมองไปที่หินหน้าตาน่าเกลียดนั้นอย่างไม่รู้ตัว
เขากัดฟันพยายามจะลืมมันไปซะ แต่สุดท้ายก็เลือกเอาหินนั่นมา
“เถ้าแก่ เอาหินนั่นกะเทาะออกมาให้ผมหน่อย”
เ้าของร้านรีบรับคำทันที “ได้เลย”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ก็มีหยกเนื้อเทียนกึ่งแก้วสวยงามถูกกะเทาะออกจากหินก้อนนั้น ปรากฏแต่สายตาทุกคู่ที่กำลังมองดูอยู่
ลุงคนนั้นถึงกับอึ้งไป
นี่เขาได้เงินหลักแสนมาโดยที่แทบไม่ต้องทำอะไรเลย
เขาปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาบนใบหน้า และตระหนักขึ้นมาได้ในตอนนั้นว่านักพรตสาวคนนั้นกำลังท้าทายเขาอยู่ ความจริงเธอคงมองเห็นสิ่งที่อยู่ในหินนี้อย่างชัดเจนแน่นอน
…
ฉินเหยียนจินเข็นรถเข็นที่เต็มไปด้วยหินเนื้อหยาบออกมา เธอคิดว่าจะหยุดรอแท็กซี่กลับสำนัก แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นว่ารถโรลส์ลอยซ์ที่เธอนั่งมายังจอดอยู่ที่เดิม ตรงหน้าทางเข้าถนนกู่ว่าน
เมื่อคนขับรถของกวนอวิ๋นเซียวเห็นเธอเดินออกมาก็รีบลงมาจากรถแล้วเรียกด้วยความเคารพ “อาจารย์ครับ เ้านายผมให้รอรับอาจารย์กลับครับ”
พูดจบเขาก็ช่วยเธอเข็นรถเข็นหิน แล้วเอาหินทั้งหมดขึ้นรถทีละก้อน
ระหว่างที่รถเคลื่อนที่ไปได้ไม่ไกลนัก ก็รู้สึกได้ถึงไอพลังของศาสตร์ลับแห่ง์ ฉินเหยียนจินรู้ทันทีว่านี่คือพลังที่ได้จากการช่วยลุงคนนั้นให้ไม่ต้องอับโชคเื่เงิน
เธอยิ้มที่มุมปากและเริ่มซึมซับพลัง
หลังจากซึมซับปราณิญญาเรียบร้อย ก็เป็เวลาที่รถมาจอดหน้าสำนักชิงเหลียนพอดิบพอดี
เมื่อกลับมาถึงสำนัก ฉินเหยียนจินก็กะเทาะหินเ่าั้ไม่หยุด
หินแร่ดิบแข็ง ๆ ไม่ต่างจากลูกแตงโมที่สั่งซื้อได้ทางออนไลน์ในสายตาของเธอ หญิงสาวแกะผิวนอกออก ปรากฏว่ามีหยกอยู่ภายในทุกก้อน
การลงทุนครั้งนี้ได้กำไรมหาศาลอย่างไม่ต้องสงสัย
มีทั้งหยกแก้วแบบเจิ้งหยาง หยกเพียวฮวา หยกโต้วจ่ง มีหยกหมึกดำโม่ชุ่ยหนึ่งชิ้น ส่วนชิ้นที่สุ่มออกมามีมูลค่าที่สุดและมีเพียงชิ้นเดียวคือหยกเขียวจักรพรรดิขนาดหนึ่งกำปั้น
หากคนที่ร้านหินสุ่มนั้นมาเห็นว่าหยกที่เธอเปิดได้ทั้งหมดมีมูลค่ามากขนาดนี้ ไม่รู้ว่าสีหน้าของพวกเขาจะเป็อย่างไร
ฉินเหยียนจินคาดคะเนน้ำหนักหยกเขียวจักรพรรดิด้วยการถือไว้ในมือพร้อมกับผุดรอยยิ้มพอใจขึ้นมาบนใบหน้า
“เอาละ ชิ้นนี้เก็บไว้ก่อนก็แล้วกัน ถ้าฝึกฝนจนพลังพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นจะได้เพิ่มความสามารถในการคุ้มภัยทั่วทั้งสำนักได้มากยิ่งขึ้น หากมีคนไม่ดีบุกเข้ามา เราก็จะรู้ได้ทันที”
“ส่วนชิ้นอื่น ๆ....”
เธอครุ่นคิดอยู่นาน “โม่ชุ่ยน่าจะใช้สร้างเป็เครื่องรางได้ หยกแก้วเจิ้งหยางก็น่าจะใช้ทำเป็เครื่องรางอาณาเขตปราณิญญาขนาดเล็กได้เช่นกัน”
“ลงมือเลยดีกว่า!”
ฉินเหยียนจินเอาหยกแก้วเจิ้งหยางขนาดเท่ากับลูกบาสไปที่สระบัว หักออกมาเป็ชั้น ๆ ด้วยมือเปล่าประมาณสี่ห้าชิ้นแล้วโยนขึ้นไปในอากาศ
จากนั้นก็ดีดนิ้ว รัศมีของปราณิญญาสองสามสายก็พลันสาดไปที่ชิ้นหยกทั้งหมดในทันที หยกเ่าั้เรืองแสงสีเขียวอ่อนออกมาก่อนจะตกลงไปในมุมทั้งห้าของสระบัว
ทันทีที่กระทบพื้น หยกที่ถูกแบ่งเ่าั้ก็ดูราวกับกำลังซึมลงไปด้านล่าง
ไม่นานหลังจากนั้น รอบ ๆ สระบัวชิงเหลียนก็ราวกับถูกเติมเต็มชีวิตชีวาแสนสดชื่น
หญ้าต้นเล็ก ๆ เติบโตขึ้นมาตามร่องหิน บัวสีเขียวในสระเริ่มพากันออกดอกบานสะพรั่ง
ปลาในสระแหวกว่ายอย่างมีชีวิตชีวา ราวกับว่ามันจะะโออกมาจากสระอย่างไรอย่างนั้น
ต้นโพธิ์ที่อยู่ด้านข้างก็เขียวชอุ่มขึ้น ผลของมันก็ราวกับได้รับการใส่ปุ๋ยพิเศษ ดูอวบอิ่มกลมสวย มีสีเขียวดั่งหยกงาม
ภาพที่เธอเห็นในเวลานี้ราวกับเป็ภาพในภาพยนตร์ที่ใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกสร้างขึ้น ทุกอย่างงอกงามอย่างรวดเร็วและสีสันสดใสขึ้นมาอย่างน่าทึ่งจนเหลือเชื่อ
เมื่อเห็นผลลัพธ์เช่นนี้ ฉินเหยียนจินก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ
เธอเอาหยกที่เหลือมาแล้วเดินไปที่สวนด้านหลังซึ่งปลูกสมุนไพรเอาไว้ และยังมีผักผลไม้ รวมถึงดอกไม้ดอกตูมเล็ก ๆ กระจายอยู่รอบ ๆ
เ้าสำนักสาวใช้วิธีการเดียวกันเพื่อสร้างอาณาเขตแห่งปราณิญญาให้พืชพรรณรอบ ๆ นี้
เมื่อเริ่มสร้างอาณาเขตแห่งปราณิญญา ทั้งสมุนไพร พืชผักในสวนพลันมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แม้แต่ดอกไม้ที่ตูมอยู่ก็บางสะพรั่งสวยงาม
ผักต่าง ๆ เติบโตอย่างบ้าคลั่งราวกับได้รับปุ๋ยวิเศษ ใบทุกใบมีขนาดใหญ่กว่าเดิมเพราะได้รับปราณิญญาไปเสริมความแข็งแรง
และที่น่าตื่นตาที่สุดคือ
อากาศรอบ ๆ บริเวณก็สะอาดสดใสขึ้นมาก เพียงแค่สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก็สามารถทำให้ผ่อนคลายได้ทั้งร่างกายและจิตใจ
หลังจากที่ทำทุกอย่างเสร็จแล้วหญิงสาวก็เข้าไปในสำนักเพื่อฝึกฝนเคล็ดวิชา
ที่นี่มีห้องสำหรับทำสมาธิแยกต่างหาก
อาจารย์ชอบนั่งสมาธิที่นี่เสมอ แต่ในเมื่อตอนนี้ท่านได้จากไปแล้ว เธอจึงเปลี่ยนให้ห้องนี้เป็ที่ฝึกวิชาของตนเอง
ฉินเหยียนจินจัดการให้หยกเพียวฮวาที่ลอยอยู่ไปกระจายตามจุดต่าง ๆ ของสำนักเพื่อเสริมปราณิญญา เพียงไม่นานอาณาเขตปราณิญญาก็กางเสร็จสมบูรณ์
ปราณิญญาอันศักดิ์สิทธิ์ไหลเวียนไปมาในอากาศ ฉินเหยียนจินเดินไปที่ประตูด้านหน้าสำนักด้วยสีหน้าพึงพอใจ
เธอโบกมือหนึ่งครั้ง หยกที่ลอยอยู่ก็ตกลงสู่พื้นเสียงดัง ด้วยการเสริมปราณิญญาเข้าไป อาณาเขตป้องกันก็ถูกกางออก
อาณาเขตศักดิ์สิทธิ์รูปแบบนี้จะช่วยคุ้มภัยให้สำนัก รวมถึงแยกผู้ที่มีชะตาร่วมกันและผู้ไม่หวังดีออกจากกันได้
ในอนาคตจะได้ไม่ต้องกังวลเื่คนที่เข้ามาอย่างไม่ทราบเจตนาอีกต่อไป
หลังจากยุ่งอยู่ทั้งวัน ฉินเหยียนจินก็หิวมากจนท้องแทบกิ่ว
แต่ระหว่างที่ทำอาหารอยู่นั้น ศาสตร์ลับจาก์ก็ส่งปราณิญญามาที่เธออีกครั้ง หลังจากที่ััได้อยู่ครู่หนึ่งก็พบว่าเป็พลังที่ได้จากคู่สามีภรรยากวนอวิ๋นเซียวและเซี่ยวชิงฮุ่ย
โชคชะตาของทั้งสองถูกเขียนขึ้นมาใหม่ เซี่ยวชิงฮุ่ยกลับมามีสุขภาพดีอีกครั้ง เมื่อทั้งสองเข้าใจกันแล้ว ก็วางแผนจะมีลูกอีกคนหลังเธอหายดี
ไม่เพียงแค่สามารถชดเชยความเสียใจที่มีต่อลูก ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้เท่านั้น ยังสามารถให้กำเนิดลูกชายมาเป็ทายาทของตระกูลได้อีกด้วย
เมื่อเซี่ยวชิงฮุ่ยได้มีโชคชะตาเช่นนั้น การให้กำเนิดทารกหนึ่งคนจึงให้ผลตอบแทนเป็ปราณิญญาจำนวนมาก
ฉินเหยียนจินวางมีดทำครัวแล้วกลับไปที่ห้องสำหรับฝึก หลังจากที่ทำการฝึกสำเร็จ ระดับของเธอก็เข้าสู่ขึ้นที่สองแล้ว
เวลาเพิ่งผ่านมาไม่นานเท่านั้น
กว่าจะถึงเวลาไลฟ์ครั้งต่อไป บางทีเธออาจจะเลื่อนขั้นไปถึงระดับสามแล้วก็ได้
ฉินเหยียนจินเริ่มชะล่าใจขึ้นมาแล้วว่า การฝึกฝนศาสตร์ลับนี้อาจไม่ได้ซับซ้อนยากเย็นอย่างที่คิด
หากท่านอาจารย์ยังอยู่และรู้เื่นี้เข้าเธอคงโดนตำหนิแน่ ๆ
เหตุผลที่การฝึกของเธอดำเนินไปอย่างรวดเร็วขนาดนี้ก็เป็เพราะศาสตร์ลับแห่ง์นั้นมีพลังอำนาจมาก แม้ว่าอาจารย์ของเธอจะฝึกฝนวิชานี้เช่นกัน แต่ก็ใช่ว่าทุกคนเชี่ยวชาญได้อย่างเท่าเทียม
ต่อให้มีอายุยืนยาวถึงร้อยสามสิบปี แต่คงจะเข้าถึงศาสตร์ลับได้เพียงผิวเผินเท่านั้น
ระหว่างมองท้องฟ้าค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาว ฉินเหยียนจินก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ รอยยิ้มของเธอค้างไปในชั่วขณะ
หืม?
นั่นมัน… อะไรน่ะ?