"เคนจัง"
"ครับรุ่นพี่?"
"เคนจังเชื่อเื่พรหมลิขิตหรือเปล่า?"
"..."
"เหมือนกับความจริงที่ดอกทานตะวันจะหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์อยู่เสมอ หรือแม้แต่เพลี้ยกับมดที่คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน...มันออกจะโรแมนติกว่ามั้ย?"
เคนจิพ่นลมหายใจอย่างหมดความอดทน พร้อมทั้งวางแท็บเล็ตที่อยู่ในมือลงบนโต๊ะเสียงดังตึง ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับรุ่นพี่ตัวแสบที่เอาแต่ขยับปากพูดไม่หยุดมาั้แ่เมื่อครู่นี้แล้ว
"มันก็แค่เื่ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็สัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิต ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความโรแมนติกนั่นเลย...ว่าแต่รุ่นพี่วาดสตอรี่บอร์ดของบทที่สามเสร็จหรือยังครับ...?"
คาร์ลเมินคำถามของเคนจิ
ชายหนุ่มร่างสูงที่มีเส้นผมสีอ่อนแบบชาวตะวันตกหันมองออกไปนอกหน้าต่าง นิ้วมือเรียวยาวไล่ไปตามใบหน้าหล่อเหลาได้รูปของตัวเอง ท่าทางขี้เก๊กของเขาชวนให้คนที่มองรู้สึกคลื่นเหียนอยากอาเจียนขึ้นมาทันที
ชายหนุ่มตัวโตลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินตรงไปยังหน้าต่าง ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนเปิดบานกระจกออก สายลมที่ร้อนอย่างกับไฟนรกจากภายนอกสาดพัดกระทบใบหน้าของคาร์ล
เคนจิจ้องมองการกระทำของรุ่นพี่หนุ่ม แล้วได้แต่กลอกตามองบน
...เขาคิดว่าทำแบบนั้นแล้วมันหล่อมากมั้ง...
เอาล่ะ ก่อนที่เราจะไปกันต่อในเื่นี้ เคนจิต้องขอแจ้งทุกคนให้ทราบก่อน เพราะนี่เป็เื่สำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
...รุ่นพี่ตัวดีของเขา คาร์ล ชายคนนั้นที่ยืนอาบลมร้อนอยู่ที่หน้าต่าง เป็จูนิเบียวแบบสามร้อยเปอร์เซ็นต์...
ถ้าจะถามว่า "เบียว" คืออะไร?
มันเป็ลักษณะนิสัยของคนที่มีพฤติกรรมหรือความคิดที่แตกต่างจากคนอื่นแบบสุดขั้ว ตัวอย่างเช่น คนที่พยายามทำตัวเป็คนเท่ ๆ คลู ๆ แต่ในสายตาคนอื่น มันกลับดูเป็การกระทำที่แปลกหลุดโลก พวกที่ชอบทำตัวเป็ผู้เชี่ยวชาญหรือแม้แต่ชอบแสดงตัวว่าตนเองเป็จอมมารที่มาจากต่างโลก อะไรทำนองนั้น...
...นั่นแหละคือสิ่งที่คาร์ลเป็...
เคนจิไม่อยากให้ทุกคนผิดหวังกับนิสัยแปลก ๆ ของพระเอกเื่นี้ จึงขอแจ้งให้ทราบเอาไว้ก่อน เขารู้ดีว่าการที่ต้องเห็นนิสัยที่ไม่เข้ากับหน้าตาของคาร์ล มันชวนให้เ็ปใจขนาดไหน...
...ถึงยังไงก็ตาม เคนจิคิดว่าคาร์ลที่เป็แบบนี้ ก็ดูน่ารักดี...
"เคนจังไม่เข้าใจความหมายที่ฉันจะสื่อเอาซะเลย เฮ้อ...ถึงได้บอกไง ว่านายยังศึกษาความโรแมนติกไม่มากพอ เพราะงี้ไงถึงได้บอกให้อ่านคัมภีร์พวกนั้นให้มากหน่อย"
คาร์ลชี้นิ้วโก่ง ๆ ไปทางกองหนังสือการ์ตูนที่วางทับถมกันเป็ูเาสูงที่อยู่มุมสุดของห้องสตูดิโอขนาดเล็ก
"ถ้ารุ่นพี่หมายถึงหนังสือการ์ตูนพวกนั้นละก็ ผมขอผ่านดีกว่าครับ...แล้วเื่บทที่สาม..."
"จิ๊ ๆ " คาร์ลจิปาก พร้อมทั้งส่ายหน้า
เขาหันมองออกไปนอกหน้าต่าง และผายมือออกไป ราวกับกำลังยืนอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก
"เคนจังตัวน้อยนี่ไม่เข้าใจอะไรเอาซะเลย"
"โทษแล้วกันนะครับที่ผมไม่เข้าใจ แล้วบทที่สาม..."
"ที่ฉันจะสื่อก็คือ การที่พวกเราสองคนได้มาพบกัน ในวันแรกของการเปิดวิทยาลัยเวทมนตร์ นั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตา!"
"..."
อันที่จริงวันนั้นเป็วันเปิดภาคเรียนวันแรกของมหาวิทยาลัย เคนจิที่เพิ่มจะขึ้นปีสาม ยังคงไม่คุ้นชินกับตึกใหม่ที่ต้องย้ายมาเรียน ดังนั้นเขาจึงเดินหลงทาง แล้วบังเอิญได้เจอกับคาร์ลที่กำลังยืนกอดอกเก๊กท่าอาบแดดอยู่หน้าระเบียงทางเดิน พอเขาเดินเข้าไปถามทาง สิ่งแรกที่ชายคนนั้นตอบกลับมาก็คือ
"ไม่ต้องจ้องมองความงดงามที่พระเ้าได้ประทานมาให้ฉันขนาดนั้นก็ได้ มองไปมันก็ไม่ซึมเข้าไปในิัของนายหรอกนะ"
...ใช่...น่าหมั่นไส้สุด ๆ ไปเลยใช่ไหมล่ะ...
ถ้าไม่ติดเื่ความสามารถในการวาดการ์ตูนของคาร์ลเป็สิ่งที่เคนจิสนใจ เขาคงไม่มีวันมานั่งจมปลักทนฟังคาร์ลแพร่มอยู่แบบนี้หรอก
...แต่พอได้รู้จักกันไปนานเข้า ชายคนนี้ก็พอจะมีข้อดีอยู่เหมือนกัน...
เคนจิในปัจจุบันได้แต่พ่นลมหายใจเป็ครั้งที่ร้อยของวัน พร้อมทั้งถามย้ำในสิ่งที่รุ่นพี่ตัวโตพยายามบ่ายเบี่ยง
"บทที่สามล่ะครับ?"
คาร์ลไม่ยอมหันมาสบตารุ่นน้องตรง ๆ เอาแต่จ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง ทั้งที่บนใบหน้าก็เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ
...แหงล่ะ สภาพอากาศร้อนตับแตกแบบนี้ คงไม่มีคนสติดีคนไหนยื่นหน้าออกไปแบบนั้นหรอก...
แค่เห็นปฏิกิริยาแบบนั้นของคาร์ล คนที่เป็รุ่นน้องก็พอจะเดาได้แล้วว่างานของรุ่นพี่ต้องไปไม่ถึงไหนอย่างแน่นอน
เคนจิลุกจากโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์วาดการ์ตูน แล้วเดินตรงไปยืนหน้ารุ่นพี่หนุ่มสุดเบียว
คนตัวเล็กกอดอกและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"บท-ที่-สาม-ล่ะ-ครับ?"
บรรยากาศอันตรายที่แผ่ออกจากร่างเล็ก ทำเอาคนที่ถูกไล่ต้อนจนมุมเริ่มทำตัวไม่ถูก
เคนจิได้ยินเสียงกลืนน้ำลายดังเอื้อก ลูกกระเดือกของคาร์ลขยับขึ้นลง อีกทั้งบนใบหน้าก็ยังเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อแห่งความวิตกกังวล
เมื่อเคนจิขยับเข้าไปใกล้ คาร์ลก็ได้แต่เดินถอยออกจากหน้าต่าง พยายามไม่สบตาของเคนจิตรง ๆ
"จะหนีไปไหนครับ?"
"ฉะ ฉะ ฉันััได้ถึงไอสังหารจากเคนจัง เพราะงั้นเลยต้องถอยไปตั้งหลัก..."
ปึง!
เคนจิยื่นแขนออกไปยันกำแพงเอาไว้ เพื่อปิดทางหนีของคาร์ลทั้งสองด้าน
"!!!"
รุ่นน้องฉีกยิ้มอันตรายให้รุ่นพี่ที่กำลังหวาดกลัว
"ถ้าวันนี้สตอรี่บอร์ดบทที่สามไม่เสร็จ ผมไม่ปล่อยให้รุ่นพี่กลับบ้านแน่"
แทนที่คำขู่ของรุ่นน้องจะทำให้คาร์ลสำนึกในความผิดของตัวเอง แต่ใบหน้าของเขากลับกลายเป็สีแดงเรื่อ คาร์ลยกนิ้วขึ้นมาเกาแก้ม ราวกับตนเป็สาวน้อยที่กำลังเขินอายเมื่อถูกสารภาพรัก
"คะ เคนจัง พูดแบบนี้มัน...ถึงพวกเราจะไม่ได้มีสถานะที่ชัดเจน แต่ถึงขั้นที่จะไม่ยอมให้กลับบ้านแบบนี้ อย่างน้อยก็ควรให้ฉันเตรียมใจก่อนหรือเปล่า"
"...หา?..."
เคนจิต้องเสียเวลาไปนั่งทบทวนรูปประโยค และความหมายโดยนัยของมันอีก
เมื่อรู้แล้วว่ารุ่นพี่ตัวโตกำลังเข้าใจผิด เคนจิไม่ได้พยายามจะอธิบาย เขาฉกคอเสื้อของคาร์ลและลากตัวรุ่นพี่จิตใจอกุศลคนนี้ไปวางลงบนเก้าอี้ทำงานของเขา
มือทั้งสองของเคนจิวางลงบนไหล่แข็งแกร่งของอีกฝ่าย
"ถ้ายังไม่ยอมทำงานอีกล่ะก็ ผมจะเอาเมาส์ปากกาเสียบพุงรุ่นพี่จริง ๆ แน่"
"ยะ อย่าพูดจาเหมือนจอมมารที่หลุดมาจากต่างโลกอย่างนั้นสิ!"
เคนจิเดินลงส้นเท้าเสียงดังตึงตัง กลับไปนั่งลงที่โต๊ะทำงานของตัวเอง ก่อนจะหันมาส่งยิ้มหวานให้คาร์ล
"ถ้าเดือนนี้งานไม่คืบหน้า ผมจะเป็ยิ่งกว่าจอมมารอีก รู้ไว้ด้วย!"
"ตะ แต่ว่า..."
"ทำงาน!"
ชีวิตประจำวันของนักเขียนอิสระอย่างพวกเขาก็มักจะจบลงแบบนี้แหละ
เริ่มต้นด้วยการทำงาน ต่อยตีกันสองสามครั้ง หลังจากนั้นก็กลับมาทำงานต่อ
นอกจากงานวาดการ์ตูนที่เผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ พวกเขาทั้งสองยังมีสถานะเป็นักศึกษาปีสามและปีสี่ที่งานยุ่งมาก ๆ เพราะงั้น่เวลาที่ทั้งสองจะได้มายังศูนย์บัญชาการลับแห่งนี้ จึงเป็่หลังจากเลิกเรียนไปแล้ว
อย่างไรเสีย เคนจิเคยเสนอให้คาร์ลมาทำงานต่อที่ห้องคอนโดของเขา เพื่อที่งานของทั้งสองจะได้คืบหน้าอย่างรวดเร็ว แต่คาร์ลกลับวิ่งไปหลบอยู่หลังเก้าอี้ทำงาน และทำท่าทำทางอย่างกับหญิงสาวที่กำลังจะถูกลวนลามอย่างไรอย่างนั้น
เคนจิคิดว่าบางทีคาร์ลคงจะมีงานของเด็กปีสี่เยอะมาก จึงจำเป็ต้องแบ่งเวลาสำหรับการทำโปรเจคจบไปด้วย
...ถ้าเป็เพราะเื่นั้นเคนจิก็พอจะเข้าใจได้...
ดังนั้น ต่อให้ก่อนหน้านี้เคนจิจะพูดข่มขู่ว่าจะไม่ปล่อยให้คาร์ลกลับบ้านหากงานของเขายังไม่เสร็จ แต่ในความเป็จริง เคนจิก็ไม่ได้ทำถึงขนาดนั้น
เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ก็เป็่เวลาที่เคนจิจะหลุดออกจากโหมดจริงจังในการทำงาน เขาเหลือบมองไปที่นาฬิกา ตอนนี้เป็เวลาหนึ่งทุ่มตรง
ชายตัวเล็กบิดี้เี พร้อมทั้งถูนวดข้อมือหลังจากก้มหน้าก้มตาทำงานมานานกว่าสี่ชั่วโมง
สายตาของเคนจิเหลือบมองไปยังโต๊ะทำงานของรุ่นพี่ เขาเห็นเส้นผมสีทองของคาร์ลเผยอขึ้นมาเล็กน้อย ไม่นานฝ่ามือหนาของคาร์ลก็ยกขึ้นเกาศีรษะ ตามด้วยเสียงถอนหายใจยาว
...เป็อะไรไปอีกล่ะทีนี้...
เคนจิเก็บข้าวของของตัวเองใส่กระเป๋าเป้ แล้วจึงลุกขึ้นไปดูอาการของคาร์ล
"เป็อะไรไปครับ งานไม่เสร็จงั้นเหรอ?" เคนจิเอ่ยถาม
สองมือของคาร์ลกุมศีรษะราวกับคนสิ้นหวัง
"ทำไม่ได้..."
"ครับ?"
"ฉันทำไม่ได้"
เมื่อคาร์ลเงยหน้าขึ้น เคนจิจึงได้เห็นว่าเปลือกตาของรุ่นพี่กลายเป็สีแดง และแก้มทั้งสองข้างก็ถูกอาบไปด้วยน้ำตา
"!!!" เคนจิผงะก้าวถอยหลังไปสองก้าว "รุ่นพี่ครับ เป็อะไรไป"
...นี่เรากดดันเขามากเกินไปจนถึงขนาดนั่งน้ำตาแตกแบบนี้เลยเหรอ?...เคนจิเริ่มวิตกกังวล
คาร์ลยกมือขึ้นปิดใบหน้าและฟุบลงไปร้องห่มร้องไห้บนโต๊ะทำงาน
เคนจิไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรกับสถานการณ์แบบนี้ เดิมเขาก็เป็พวกที่ไม่ถูกกับน้ำตาอยู่แล้ว แค่เห็นผู้หญิงร้องไห้ เขาก็แทบอยากจะกรีดร้อง ใครจะไปคิดว่าชาตินี้จะได้เห็นผู้ชายที่แมนทั้งแท่งร้องห่มร้องไห้เหมือนทารกแรกเกิดในระยะประชิดแบบนี้
"เอ่อ รุ่นพี่ครับ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า รุ่นพี่เล่าให้ผมฟังได้นะ หรือว่าโกรธที่ผมเ้ากี้เ้าการเกินไป ถ้าเป็อย่างนั้นวันหลังผมจะไม่พูดแบบนั้นอีกแล้ว..."
"ไม่ใช่นะ ไม่ใช่แบบนั้น!" คนที่ฟุบหน้าน้ำตานองก่อนหน้านี้รีบผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
มือแข็งแกร่งคว้าเอาข้อมือของเคนจิเอาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าเขาจะสลายหายไป
"ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ช่วยพูดเถอะนะ ถ้าไม่มีเคนจัง งานของฉันคงไปไม่ถึงไหนแน่"
...ผมก็ว่างั้นแหละครับ...เคนจิคิด
"ถ้าอย่างนั้น อะไรล่ะครับที่ทำให้รุ่นพี่ของผมร้องไห้งอแงแบบนี้" เคนจิเอื้อมมือออกไปเช็ดหยาดน้ำที่เอ่อคลออยู่ในดวงตาของคาร์ล
รุ่นพี่ตัวโตสูดจมูก แล้วชี้นิ้วไปทางจอวาดภาพขนาดใหญ่ที่อยู่ถัดออกไป
บนนั้นปรากฏภาพร่างหยุกหยิก เมื่อเพ่งมองดี ๆ จึงเห็นว่ามันเป็ภาพร่างตัวละครตัวหนึ่ง ซึ่งเป็ภาพของเด็กสาวผมสั้นที่มีดวงตากลมโต ร่างกายผอมบาง เด็กผู้หญิงในรูปสวมเครื่องแบบเป็กางเกงขายาว และเสื้อเชิ้ต ดูไปดูมาก็เหมือนกับชุดนักศึกษาที่เคนจิกำลังสวมอยู่ในตอนนี้เหมือนกัน
เคนจิหรี่ตา พินิจพิจารณารูปร่างของเด็กผู้หญิงในรูปอย่างจริงจัง
"รุ่นพี่ก็ยังวาดรูปได้ดีนี่ครับ ขนาดเส้นร่างยังคมกริบขนาดนี้เลย..."
แก้มของคาร์ลพองป่องราวกับเด็กที่กำลังงอน
"ไม่ใช่ตรงนั้นสิ! เคนจังคิดยังไงกับตัวละครตัวนี้..."
"อืม...ก็เป็เด็กผู้หญิงที่ดูมีเอกลักษณ์ดีนะครับ ถึงขนาดหน้าอกออกจะเรียบไปหน่อย แต่ถ้ามองเป็ผู้หญิงเท่ ๆ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร...ทำไมเหรอครับ เอ้ารุ่นพี่ ทำไมร้องอีกแล้วเนี่ย!!"
เป็อีกครั้งที่เคนจิรู้สึกใ เพราะเมื่อหันกลับไปหาคาร์ล เขาก็พบว่ารุ่นพี่ตัวดีกำลังเริ่มเปิดบ่อระบายน้ำตาอีกครั้ง
"โถ่ เป็อะไรไปอีกครับเนี่ย ไม่เอาสิไม่ร้อง"
เคนจิย่อตัวนั่งลงตรงหน้ารุ่นพี่ตัวโตที่กำลังแหกปากร้องแง ๆ
คาร์ลสูดจมูก และพูดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น ทั้งที่น้ำตายังคงไหลอาบแก้ม
"เขาเป็ผู้ชาย..." คาร์ลกล่าวขณะที่เคนจิกำลังพยายามเช็ดน้ำมูกให้
"ไงนะครับ?"
"เด็กคนนั้น เป็ผู้ชายต่างหาก ไม่ใช่เด็กผู้หญิง"
เคนจิหันมองไปตามนิ้วชี้ของรุ่นพี่ที่ชี้ไปยังภาพร่างตัวละครที่ปรากฏบนหน้าจอดิจิทัล
เปลือกตาของชายหนุ่มกะพริบปริบ ๆ
...หน้าสวยขนาดนั้น ดูยังไงก็ผู้หญิง...
"ผู้ชายเหรอครับ?"
"โฮฮฮฮฮ!!"
คาร์ลแหกปากอีกครั้ง มาถึงตอนนี้เคนจิพอจะเข้าใจแล้วว่าอะไรที่ทำให้คาร์ลจิตตก และเอาแต่งอแงอยู่แบบนี้
พอลองนึกย้อนกลับไปดี ๆ ที่ผ่านมาคาร์ลมักจะวาดแต่การ์ตูนยูริที่มีแต่สาวน้อยตาหวาน น้อยมากที่จะวาดผู้ชายจริง ๆ จัง ๆ แบบนี้
"รุ่นพี่ไม่ถนัดวาดผู้ชายสินะครับ"
คำพูดของเคนจิเป็เหมือนไม้กระบองขนาดเท่าเสาไฟ ฟาดเข้าที่หน้าของคาร์ลอย่างจัง รุ่นพี่ตัวดีส่งเสียงคร่ำครวญ
"ฉันพยายามแล้ว แต่วาดยังไงมันก็ดูไม่แมน ทั้งที่เวลาวาดผู้หญิงฉันสามารถจินตนาการทั้งรูปร่าง และท่าทางได้แม่นยำจากแค่อ่านหนังสือเอาแท้ ๆ "
"ของแบบนี้มันคงอยู่ที่ประสบการณ์และการฝึกฝนแหละครับรุ่นพี่" เคนจิพยายามให้กำลังใจ "ถ้ารุ่นพี่ฝึกทุกวัน เดี๋ยวก็คงวาดได้เองแหละครับ"
รุ่นน้องหนุ่มจ้องมองภาพสตอรี่บอร์ดที่วางกระจัดกระจายอยู่เกลื่อนโต๊ะทำงาน
"นี่เป็สตอรี่บอร์ดของเื่ใหม่เหรอครับ ผมไม่คุ้นมาก่อนเลย"
คาร์ลพยักหน้า
"เห็นว่า่นี้แนวชายชายขายดี ฉันก็เลยอยากลองวาดดูบ้าง คิดว่าคงไม่ต่างจากแนวยูริที่วาดอยู่เท่าไหร่หรอก แต่พอลองวาดเข้าจริง มันต่างกันลิบลับเลย"
"..."
"ทั้ง ๆ ที่ฉันเองก็เป็ผู้ชายแท้ ๆ ทำไมถึงได้วาดผู้ชายไม่ได้เื่เลยนะ เฮ้อ...สุดจะท้อ..."
บรรยากาศในห้องสตูดิโอขนาดเล็กเงียบสงัด ที่ด้านนอกหน้าต่าง แสงแดดในยามเย็นค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศความมืดยามค่ำคืนและแสงไฟจากหน้าถนน
เคนจิพ่นลมหายใจ
หากปล่อยไว้แบบนี้ ไม่เพียงแค่งานปัจจุบันจะไม่เดิน แต่งานใหม่ก็จะพังไปด้วย
"งั้นผมเป็แบบในการฝึกวาดผู้ชายให้รุ่นพี่ดีไหมครับ"
คนที่ก่อนหน้านี้ทำหน้าตาเป็หมาหงอย กลับมากระตือรือร้นอีกครั้ง
"จริงเหรอ! เคนจังจะยอมเป็นายแบบให้จริง ๆ เหรอ?"
"ครับ ๆ ถึงผมจะคิดว่ามันคงไม่ช่วยสักเท่าไรก็ตาม"
"ช่วยสิ! ช่วยแน่นอน!"
คาร์ลพุ่งตัวเข้ามากอดเอวของเคนจิแน่น ทั้งยังซุกใบหน้าลงกับหน้าท้องที่อุดมไปด้วยไขมันนุ่มนิ่มของเคนจิ
"ขอบคุณนะทูต์ของฉัน มุแงงงงง..."
เคนจิกลอกตา ได้แต่ลูบหลังปลอบใจรุ่นพี่ขี้แยของตัวเองอย่างช่วยไม่ได้
"รักเคนจังที่สุดเลย!"
"..."
ถึงเคนจิจะรู้ดีว่าคาร์ลไม่ได้หมายถึงความรักแบบนั้น แต่ก็ยังไม่ชินที่ได้ยินคำพูดนั้นจากปากของเขาเสียที
...คนซื่อบื้อเอ๊ย...
เคนจิกระแอมแก้เขินและดันตัวคาร์ลออกไป
"เอาล่ะ งั้นก็..."
"กลับบ้านกันเถอะ!" คาร์ลโพล่งขึ้นมา ใบหน้าดีอกดีใจ แต่เคนจิก็ช็อตฟีลเขาด้วยการฉีกยิ้มกว้างอันตรายและพูดว่า
"คืนนี้ส่งสตอรี่บอร์ดบทที่สามให้ผมด้วยนะครับ"
"..." ใบหน้าของรุ่นพี่ตัวโตบูดบึ้ง "เคนจัง...กลายเป็จอมมารอีกแล้ว"