“ใครอยู่ตรงนั้นน่ะ !!”
กวีเปล่งเสียงะโเรียกร้องด้วยความสงสัย ฝีเท้าย่างก้าวออกไปเพื่อมุ่งตรงเข้าไปหาเป้าหมาย
บางสิ่งจากด้านหลังกล่องเก็บสินค้ายังคงเคลื่อนไหวอย่างเป็จังหวะ ราวกับว่ามันมิได้ยินเสียงของกวี หรือในอีกแง่มุมหนึ่ง คงต้องเอ่ยว่ามันมิได้สนใจสิ่งอื่นรอบตัวเลยแม้แต่น้อย
กวีก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าและระมัดระวัง และแล้ว ดวงตาคู่นั้นก็เบิกกว้างเมื่อได้เห็นถึงสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่อีกด้านของกล่อง
“อิลไค นายกำลังทำอะไรอยู่กันแน่ !!”
ภาพตรงหน้าของกวีคืออิลไคและหญิงสาวผู้หนึ่งที่กำลังร่วมทำกิจธุระส่วนตัว เมื่อลองนึกย้อนดูให้ดีแล้ว หญิงสาวผู้นี้ก็คือคนที่ส่งสายตาให้แก่อิลไคเมื่อครู่นั่นเอง
“จะ- เ้าโง่! หันไปทางอื่นซะ ชั้นใกล้จะ- โอ่ะ- โอ้วววว~”
น้ำเสียงของอิลไคราวกับกำลังขึ้นสู่สรวง์ชั้นเจ็ด เมื่อนั้นกวีได้เร่งเบือนหน้าหนีด้วยความเคอะเขิน ตัวเขาเองก็ไม่เคยนึกไม่เคยฝัน ว่าตนนั้นจะได้เห็นสิ่งที่ไม่ควรได้เห็นเช่นนี้จากริมระเบียง
พลันเสร็จสิ้นกิจกรรม หญิงสาวรูปงามจึงเร่งแต่งตัวและจากไปอย่างรวดเร็ว หลงเหลือเอาไว้เพียงชายหนุ่มทั้งสอง ที่ยังคงยืนอยู่ ณ มุมอับของริมระเบียงด้วยกันเพียงลำพัง
“นายกำลังทำอะไรอยู่กันแน่ ?” เมื่อนั้นกวีเริ่มต้นเอ่ยถาม
พลันได้ยินเสียง อิลไคที่ยามนี้กำลังสวมใส่กางเกงจึงเร่งเอ่ยตอบกลับไป
“ไม่เห็นจะต้องถาม เซ็กซ์ไงล่ะเพื่อน เซ็กซ์ยังไงล่ะ !!”
ไร้ซึ่งความลังเล ราวกับตนนั้นมิได้กระทำการอันใดผิดแม้แต่น้อย
“ชั้นหมายถึงนายทำไปเพื่ออะไรต่างหาก ?” กวีพลันเร่งเอ่ยถามกลับไปอีกครั้ง
บรรยากาศรอบกายของทั้งสองเริ่มต้นคุกรุ่นไปด้วยความอึดอัด ความเงียบงันเข้ามาเยือนและเลือนหายไปเมื่อสายลมเริ่มต้นพัดผ่าน
ทันใดนั้น อิลไคก้าวเดินเข้ามาหากวี ใบหน้าอันหล่อเหลาได้ยื่นเข้ามาใกล้พร้อมเปล่งเสียงกระซิบข้างหูของชายหนุ่ม
“ลองคิดดูให้ดีสิพวก หมามันยังกล้าผสมพันธุ์กันกลางถนนได้เลย แต่ก็ไม่มีใครมาจับพวกมันเข้าคุกเข้าตาราง แล้วชั้นจะทำบ้างมันจะเป็อะไรไปล่ะ นายเองก็เหมือนกัน อย่ามาโลกสวยให้มันมากเลย แล้วก็อย่าลืมสิ ว่านี่..”
‘มันก็แค่เกม’
เรือนร่างของอิลไคค่อย ๆ ห่างไกลออกไปอย่างเชื่องช้า ในขณะที่กวียังคงจ้องมองแผ่นหลังของเขาพลางบ่นพึมพำคนเดียวจนกระทั่งรูปลักษณ์ของอิลไคหายลับไป
“ก็แค่เกม.. สินะ”
เขาตระหนักได้ว่ายามนี้มีเพียงแค่ตนที่มีความคิดผิดเพี้ยนไปจากคนอื่น ชายหนุ่มพยายามลืมเลือนความสงสัยทั้งหมด ฝีเท้าเริ่มต้นก้าวเดินเพื่อกลับเข้าสู่งานเลี้ยง
แต่แล้ว..
“สายัณห์สวัสดิ์ค่ะพี่ชาย”
เสียงของเด็กสาวได้หยุดยั้งฝีเท้าของกวีให้ชะงักไปในชั่วครู่ขณะ
เมื่อเขาลองพยายามควานหาต้นเสียง แววตาของกวีพลันเบิกกว้างเพราะความตกตะลึงเมื่อได้เห็นถึงรูปลักษณ์ของอีกฝ่าย
“ชั้น.. ไม่สิ เธอเป็ใครกันแน่ ?” กวีเร่งเปล่งวาจาออกไปเพื่อเอ่ยถาม ใบหน้าของเด็กสาวตรงหน้าช่างดูละม้ายคล้ายคลึงกับตัวเขาเมื่อยามเป็เด็ก
เธอผู้นี้ปรากฏตัวขึ้นมาในชุดกระโปรงสีขาวแลดูเรียบง่าย เส้นผมของเธอมีสีดำราวไข่มุกและสั้นประบ่า แววตาเธอมีสีแดงฉานซึ่งกำลังจดจ้องมองมาพร้อมรอยยิ้มอันเปี่ยมเลศนัย
เด็กสาวคนนี้เป็ใครกันแน่?
เหตุใดใบหน้าของเธอจึงช่างละม้ายคล้ายคลึงกับเขา?
คำถามมากมายหลายร้อยหมื่นคำถามผุดขึ้นมาในชั่วขณะหนึ่ง แต่ยังไม่ทันที่กวีจะได้เริ่มต้นควานหาคำตอบ เสียงระฆังด้านนอกกลับเริ่มต้นดังก้องกังวาน อันเป็สัญญาณว่ายามนี้คือเวลาเที่ยงคืนแล้ว
“ขอโทษนะ แต่พี่ต้องรีบไปแล้ว หลังจากนี้พี่มีเื่จะคุยด้วย เมื่อจบเื่พี่จะกลับมาหานะ !”
กวีรีบตัดบทสนทนาพร้อมเร่งฝีเท้าก้าวเดินจากไป แต่แล้ว ก่อนที่ตัวเขาจะได้ไปไหนไกล เสียงของเด็กสาวกลับถูกเปล่งขึ้นอีกครั้ง
.
“จะดีหรือคะ..”
.
“เพราะเส้นทางที่พี่ชายกำลังมุ่งไป..”
.
“บางที..”
.
“มันอาจจะเป็เส้นทาง ที่จะนำพาพี่ชายไปสู่ขุมนรกก็ได้นะคะ”
.
ถ้อยคำที่ถูกร้อยเรียงด้วยน้ำเสียงอันลื่นไหลของเธอช่างเชื้อเชิญให้คล้อยตาม ทำให้กวีพลันหยุดยั้งฝีเท้าของตนให้ชะงักลง
แววตาของเธอช่างลึกล้ำยากเกินกว่าที่ผู้ใดจะหยั่งรากถึง รอยยิ้มที่ไร้เดียงสาได้ถูกเผยขึ้นกระนั้นกลับเปี่ยมล้นเอาไว้ด้วยเล่ห์กลอย่างน่าประหลาด
ทว่ากวีคงมิอาจได้พูดคุยกับเธอต่อ เขาหันหลังให้แก่เธอ และจึงเริ่มต้นฝีเท้าก้าวเดินจากไปในทันที
แผ่นหลังของกวีค่อย ๆ เลือนหายเข้าไปสู่ภายในงานพิธีเลี้ยงต้อนรับ ในขณะที่เด็กสาวร่างเล็กยังคงจ้องมองเขา จนเรือนร่างนั้นหายลับไปจากสายตา
ท่ามกลางแสงจันทราที่ส่องสว่าง มุมปากของเธอได้ค่อย ๆ ยกขึ้นมา แปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้า พร้อมหนึ่งวาจาได้ถูกเปล่งออกไปแม้ว่าไม่มีผู้ใดคอยเฝ้ารับฟังก็ตามที
“ฮุๆ ช่างน่าสนใจจริงๆ ว่าพี่ชาย.. จะกลายเป็ ‘ราตรี’ ที่มืดมิดได้เพียงใดกันนะ”
เสียงหัวเราะของเธอขับขานดังก้องกังวานอยู่ในความมืดมิด เรือนเงาของเธอสั่นไหวประดุจเปลวเพลิงเมื่อยามต้องกันกับแสงจันทร์ กระนั้นกลับมีสิ่งหนึ่งที่ผิดแปลกไป เพราะเงาที่สะท้อนภาพมือกลับมีเพียงกระดูก มิได้แตกต่าง ประหนึ่งว่าเป็มือของยมทูตผู้เชื้อเชิญความตายเมื่อยามใดที่ชีวิตใกล้สิ้นสุดลง
พิธีเลี้ยงต้อนรับเสร็จสิ้นไปด้วยดี เหล่าทหารจึงเร่งนำพาพวกกวีไปยังสถานที่แห่งใหม่ในเร็วพลัน
ห่างออกไปจากปราสาทราวครึ่งไมล์ ที่แห่งนั้นคือสถานที่ตั้งโบสถ์ใหญ่แห่งประเทศอินดูเอล
เมื่อเริ่มต้นย่างกรายผ่านบานประตู ภายในห้องได้ปรากฏบรรดาชนชั้นสูงราวห้าสิบชีวิตกำลังนั่งเรียงรายอยู่ ณ ที่นั่งของตน
สถานที่แห่งนี้มีไว้เพื่อสวดภาวนาและอ้อนวอน ด้านหน้าสุดมีแท่นบูชาใหญ่พร้อมจอกสีทองและมีมีดสีเงินอีกเล่มหนึ่ง
“สายัณห์สวัสดิ์ขอรับทุกท่าน”
เสียงของาาโรมันเนียดังก้องกังวานขึ้นมาจากด้านหลัง เมื่อทั้งสี่ได้เหลียวมองกลับไปตามต้นเสียง กลับพบว่าพระองค์ได้ร่วมทางมากับชายชราอีกหนึ่งคน
รูปลักษณ์ของชายผู้นั้นราวกับนักบุญ ชายเฒ่าปรากฏกายภายใต้ชุดบาทหลวงสีขาวบริสุทธิ์ ใจกลางของเสื้อสลักสัญลักษณ์คล้ายกางเขน หากแต่มันได้กลับหัวลงมาแตกต่างไปจากกางเขนทั่วไป
“สัญลักษณ์นั่นมัน !!”
ดวงตาของกวีเบิกกว้างในทันใด คลับคล้ายคลับคลาว่าตนนั้นเคยพบเห็นสัญลักษณ์ดังกล่าวมาจากที่ใดมาก่อน มันช่างคล้ายคลึงยิ่งนัก กับสัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่ ณ ใจกลางของั์ตาของชายผู้มีนามว่าอัลเบิร์ต แองเจลโล่
“นี่คือสัญลักษณ์ของนิกายกางเขนกลับหัวของพวกเราขอรับ”
บาทหลวงเฒ่าเอื้อนเอ่ยขึ้นเมื่อได้เห็นท่าทีอันแลดูลุกลี้ลุกลนของกวี
“เช่นนั้นก่อนอื่นก็ขอให้กระผมได้แนะนำตัวให้แก่พวกท่านได้รู้จัก” ชายชราเริ่มต้นกล่าวอีกครั้ง “กระผมมีนามว่าฮูโม่ ไรเดส ผู้นำหรือบาทหลวงใหญ่แห่งนิกายกางเขนกลับหัว อันเป็ศาสนาเพียงหนึ่งเดียวที่บรรดาผู้คนในประเทศอินดูเอลล้วนศรัทธาขอรับ”
กางเขนกลับหัว
ตัวกวีแทบจะลืมเลือนไปหมดแล้ว ในคราแรกนั้นนึกว่าตนเพียงตาฝาด ทว่าเมื่อได้เห็นสัญลักษณ์ดังกล่าวอีกเป็ครั้งที่สอง ทำให้ตัวเขาจึงเริ่มต้นตั้งข้อสงสัยขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
เหล่าผู้ถูกขนานนามว่าผู้กล้าได้ยืนอยู่ ณ ตรงหน้าแท่นบูชาหลัก พวกเขาทั้งสี่คือตัวละครเอกในงานพิธีครั้งนี้
บรรดาชนชั้นสูงต่างเฝ้ามองจากที่นั่งของตน เหล่าทหารหลายสิบคนเรียงรายอยู่ ณ ริมกำแพง เช่นเดียวกันฮูโม่และโรมันเนีย ทั้งสองต่างยืนเฝ้ามองทั้งสี่คนห่างออกไปไม่มากนัก
“อะไรเนี่ย น่าตื่นเต้นชะมัดยาด !!”
อิลไคเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีตื่นตัวจนเนื้อเต้น นับั้แ่ที่ตนนั้นได้สำเร็จความใคร่ไปเมื่อครู่ ใบหน้าของเขาในยามนี้นับว่าอิ่มเอมเปี่ยมสุขเหนือล้ำยิ่งกว่าผู้ใด
“นี่คงจะเป็การเลือกคลาสหรืออะไรเทือกนั้นสินะ เข้าใจคิดเหมือนกันนะ FEAR !!”
โมมิยะเอ่ยชมในขณะที่หัวใจเต้นแรงมิได้แตกต่างไปจากอิลไค
เพียงแต่ว่า ใน่เวลาที่ทุกคนต่างเฝ้ารอว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น ใบหน้าของเซโน่กลับยังคงนิ่งเฉยราวกับปลาตายเฉกเช่นทุกครา
ครู่ต่อมาเพียงไม่นาน บาทหลวงฮูโม่ได้ก้าวเดินเข้ามาหา ริมฝีปากเริ่มต้นสั่นไหวเป็ระลอกและจึงเอ่ยขึ้น
“จากนี้ไปกระผมจะอธิบายสิ่งที่พวกท่านจะต้องกระทำในพิธีครั้งนี้ ขั้นตอนแรก ให้หนึ่งในพวกท่านก้าวเดินไปยังเบื้องหน้าของแท่นบูชา ขั้นตอนต่อมา จงใช้มีดสีเงินเล่มนั้นกรีดนิ้วของตนเพื่อให้หยดเืไหลรินลงสู่จอกศักดิ์สิทธิ์ เพียงเท่านี้พิธีก็เสร็จสมบูรณ์แล้วขอรับ”
พิธีกรรมในครั้งนี้ช่างง่ายดายไร้ซึ่งความซับซ้อน
“งั้นชั้นเป็คนแรก !” อิลไคเร่งเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเปี่ยมความมั่นใจ ก้าวแรกย่างไปข้างหน้าทันทีโดยไร้ซึ่งการรีรอ
เรือนร่างของเขาหยุดอยู่ ณ เบื้องหน้าของแท่นบูชา ชายหนุ่มเริ่มต้นหยิบมีดขึ้นมาด้วยมือขวา ครู่ต่อมาจึงเริ่มกรีดนิ้วชี้ข้างซ้ายจนสายโลหิตเริ่มต้นหลั่งไหล
พลันหยดเืร่วงหล่นลงสู่ภายในจอกศักดิ์สิทธิ์ ประกายแสงสีรุ้งพลันสว่างด้วยเจ็ดสีไปทั่วทุกหนแห่งในฉับพลัน
แสงสว่างค่อย ๆ เลือนหายไป ไม่นานนักทุกสิ่งก็ได้กลับคืนสู่ปกติ ยกเว้นเพียงหนึ่งสิ่ง เมื่ออักขระประหลาดได้ปรากฏขึ้นมาอยู่เหนือจอกศักดิ์สิทธิ์จากพื้นที่อันว่างเปล่า
.
[ได้รับศาสตร์เฉพาะ ‘นักดาบตัดเปลวเพลิงแห่งต้นกำเนิด’]
.
“อะไรกัน แค่นี้เนี่ยนะ ?”
น้ำเสียงของอิลไคเจือแววความผิดหวังน้อยๆ มือขวายื่นออกไปข้างหน้าเพื่อหวังจะััอักขระเ่าั้
ทว่ากลับไร้ซึ่งผลลัพธ์ มือของเขาทะลุผ่านอักขระไปราวกับภาพตรงหน้าเป็เพียงภาพลวงตาเท่านั้น
“นักดาบตัดเปลวเพลิงแห่งต้นกำเนิด ไม่ผิดแน่ มันคือศาสตร์เฉพาะลำดับที่ยี่สิบห้า !!” เสียงของฮูโม่ดังก้องกังวานในฉับพลันประหนึ่งว่ามันคือเสียงฟ้าผ่า
อิลไคตื่นตระหนกใจนต้องหันมองกลับมาตามหาต้นเสียง ทว่าสิ่งแรกที่ตัวเขาได้พบเห็น มันกลับเป็ใบหน้าที่แลดูตกตะลึงของบาทหลวงฮูโม่ และไม่เพียงแค่เขา กระทั่งาาโรมันเนีย รวมไปถึงบรรดาชนชั้นสูงทั้งหลาย หรือแม้แต่เหล่าทหาร ทุกคนกลับมีใบหน้าตกตะลึงราวกับว่าพวกเขากำลังจดจ้องมองภูตผีหรือปีศาจมิได้แตกต่างกัน
“มันสุดยอดขนาดนั้นเลยรึไง ?” อิลไคนั้นมิได้เข้าใจอย่างถ่องแท้จึงได้เอ่ยถาม
“แน่นอนสิขอรับ!” ฮูโม่ที่ราวกับว่าตนล่วงรู้ถึงบางอย่างจึงได้เอ่ยขึ้น “ศาสตร์เฉพาะบนโลกใบนี้มีมากมายหลายร้อยหลายพันศาสตร์ ยิ่งได้รับศาสตร์ลำดับแรกๆ ย่อมแสดงให้เห็นถึงพลังและพร์อันกล้าแกร่ง กระนั้นท่านผู้กล้ากลับได้รับศาสตร์ลำดับหนึ่งในร้อย เป็ไปตามตำนานที่เล่าขานกันมาั้แ่เนิ่นนาน ว่าผู้กล้าที่เดินทางมาจากต่างโลกจะสร้างปาฏิหาริย์ให้ทุกคนได้เห็นประจักษ์ เช่นนี้การลงทุนลงแรงทั้งหมดก็มิได้เสียเปล่าอีกต่อไป !!”
เสียงะโโห่ร้องแห่งความปลื้มปีติดีใจเริ่มต้นกู่ก้อง กระนั้นตัวอิลไคกลับหาได้เข้าใจเท่าใดนัก หากแต่เมื่อลองสังเกตใบหน้าของบรรดาชนชั้นสูงในยามนี้ เกรงว่าสิ่งที่เขาได้รับมาคงเปรียบได้กับการซื้อหุ้นชั้นเลิศในราคาย่อมเยาอย่างแน่นอน !
อิลไคก้าวเดินกลับมาหากวีและทุกคนด้วยใบหน้าอันเอมอิ่ม และแล้วก็ถึงคราที่คนต่อไปจำเป็ต้องเริ่มต้นทำพิธี
เซโน่ก้าวเดินมาถึงแท่นบูชา มือขวาได้หยิบมีดขึ้นมาและกรีดเข้าที่นิ้วนางข้างซ้ายในทันที
พลันหยดเืหลั่งไหลลงสู่จอกศักดิ์สิทธิ์ แสงสว่างสีรุ้งได้เริ่มต้นส่องประกายเจิดจ้าด้วยประกายแสงทั้งเจ็ดสี
.
[ได้รับศาสตร์เฉพาะ ‘นักดาบคู่ดวงดาราแห่งต้นกำเนิด’]
.
“นี่มันศาสตร์เฉพาะลำดับที่สิบสอง !!”
เสียงของฮูโม่ดังก้องกังวานขึ้นมาอีกครั้ง เมื่ออ้างอิงจากสิ่งที่เขาได้เอ่ยออกไปก่อนหน้า ก็แสดงว่าศาสตร์เฉพาะของเซโน่เหนือล้ำยิ่งกว่าอิลไคขึ้นไปอีกขั้น
เพียงแต่ ไม่เพียงแค่คนอื่นที่ตกตะลึง กระทั่งตัวเซโน่เองก็มีใบหน้าที่แลดูงุนงงมิได้แตกต่างกัน
เซโน่มิได้เอ่ยสิ่งใด เมื่อสิ้นสุดพิธีกรรม ตัวเขาจึงเดินกลับมาหาทุกคนในทันที
“งั้นต่อไปก็คือชั้นสินะ”
โมมิยะเอ่ยขึ้นและจึงก้าวเดินไปข้างหน้า
พิธีกรรมได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง แสงสว่างเจ็ดสีส่องประกายไปทั่วทุกหนแห่ง และเมื่อแสงสว่างเลือนหายไป อักขระประหลาดพลันปรากฏขึ้นมาลอยเด่นอยู่เหนือจอกศักดิ์สิทธิ์ดั่งเช่นเดิม
.
[ได้รับศาสตร์เฉพาะ ‘พลซุ่มยิงอัคนีแห่งต้นกำเนิด’]
.
“สุดยอด! นี่คือศาสตร์เฉพาะลำดับที่ห้า !!”
ในบรรดาผู้กล้าที่ได้สำเร็จพิธีกรรม โมมิยะคือชายที่ฟ้าประทานพรมาให้มากที่สุด เขาเผยยิ้มออกมาอย่างเอมอิ่ม แม้มิได้พูดสิ่งใด ทว่าในใจคงเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขอันมากมายจนยากเกินที่ผู้ใดจะรับรู้
ห้องสวดภาวนาที่เงียบสงบจนถึงเมื่อครู่ได้เริ่มต้นคุกรุ่นไปด้วยเสียงโห่ร้อง ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้มิใช่โบสถ์ หากแต่เป็สถานที่ที่ผู้คนนับร้อยหมื่นต่างจอแจต่อราคาราวกับตลาดสด
สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ก่อให้เกิดแรงกดดันขึ้นลาง ๆ ในจิตใจของกวี เพราะยามนี้ตนนั้นคือคนสุดท้าย
พลันได้เห็นถึงท่าทีของชายหนุ่ม ฮูโม่จึงก้าวเดินเข้ามาหาพลางแตะไหล่เขาเบา ๆ และเอ่ยขึ้น
“อย่าได้กังวลไปเลยขอรับ ว่ากันว่าคนสุดท้ายมักโชคดีเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ยืดอกและเผชิญหน้ากับมันเถอะขอรับ”
เพียงหนึ่งถ้อยคำที่ไร้ซึ่งเจตนาร้าย แรงกดดันทั้งหมดในจิตใจของกวีพลันเริ่มต้นบรรเทาลงในชั่วพริบตา
“ผมเองก็คาดหวังให้เป็เช่นนั้นครับ”
เมื่อสิ้นเสียง ชายหนุ่มจึงเริ่มต้นย่างก้าวแรกตรงไปข้างหน้า พร้อมแววตาคู่นั้นช่างเปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง
แต่แล้ว..
.
< จะดีหรือคะ.. >
.
< เพราะเส้นทางที่พี่ชายกำลังมุ่งไป.. >
.
< บางที.. >
.
< มันอาจจะเป็เส้นทาง ที่จะนำพาพี่ชายไปสู่ขุมนรกก็ได้นะคะ >
.
กวีหยุดยั้งฝีเท้าของตนให้ชะงักลงในชั่วครู่ขณะ พร้อมเสียงของเด็กสาวที่ตนได้พบพานไปเมื่อยามดึกได้ดังก้องกังวานขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เขาเริ่มต้นก้าวเดินอีกครั้ง ร่างกายได้หยุดยั้งอยู่ ณ เบื้องหน้าของแท่นบูชา มือขวาหยิบมีดสีเงินขึ้นมากรีดนิ้วเพื่อเริ่มต้นพิธีกรรม
“ซุ่มม !!”
เสียงประหลาดดังก้องกังวานเฉกเช่นทุกครา ทว่าคราวนี้กลับมีบางสิ่งที่ผิดแปลกไป ไม่มีแสงสว่างใด ๆ ปรากฏขึ้นมาแม้ว่าเสียงประหลาดจะสดับเงียบลง
.
[ได้รับศาสตร์เฉพาะ ‘หมอผี’]
.
อักขระได้ปรากฏขึ้นเหนือจอกศักดิ์สิทธิ์
“ศาสตร์ของผมเป็ยังไงบ้างครับ”
กวีเหลียวมองกลับไปพร้อมกับเอ่ยถาม เพียงแต่ว่า กลับมีบางสิ่งบางอย่างที่ผิดแปลกไปจากคำว่าปกติอย่างมหันต์
“เอ๊ะ ?”
ชายหนุ่มััได้ถึงลางร้าย ใบหน้าของฮูโม่ยามนี้ราวกับว่าเขานั้นกำลังสิ้นหวัง
บาทหลวงเฒ่าเหลียวมองโรมันเนียอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วพวกเขาทั้งสองต่างส่ายหัว
“ทหาร จงจับกุมชายผู้นี้เสีย !!”
โรมันเนียเร่งสั่งการเหล่าข้ารับใช้ บรรดาทหารได้พุ่งตรงเข้ามาหากวีประหนึ่งว่าเป็สัตว์ร้าย
กวีถูกจับกุม เรือนร่างและใบหน้าแนบชิดกับพื้นลาน ร่างกายมิอาจเคลื่อนไหว เรี่ยวแรงของเขาเปรียบกับเหล่าทหารคงมิอาจเทียบเคียงได้ติด
“พวกคุณคิดจะทำอะไรกันแน่ ?!!” กวีเอื้อนเอ่ยถามในขณะที่ร่างกายยังคงดิ้นรนอย่างสุดชีวิต ความเ็ปแผ่ซ่านไปทั่วิั ประหนึ่งว่านี่คือโลกแห่งความเป็จริง
เพียงเรี่ยวแรงของเขาย่อมมิอาจต้านทานแรงกายของทหารทั้งสี่ สิ่งเดียวที่ตนสามารถทำได้ในยามนี้ กลับมีเพียงการดิ้นรนอย่างเปล่าประโยชน์
“ล้มเหลวรึเนี่ย สิ่งนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นเมื่อเทียบกับสิ่งที่เราต้องสูญเสียไป”
เหล่าชนชั้นสูงเริ่มต้นเอ่ยถ้อยคำเพื่อเสวนาโต้ตอบ หากแต่ว่าใบหน้าของพวกเขานั้นกลับแลดูผิดหวังยิ่งนัก
“อิลไค! โมมิยะ! เซโน่! ใครก็ได้ ช่วยชั้นที !!”
เสียงกวียังคงก้องกังวานเพื่อขอความช่วยเหลือ ทว่าทุกคนกลับเงียบปากไร้ซึ่งถ้อยคำโต้ตอบกลับไป
กวีราวกับกำลังตกลงสู่ขุมนรกอันมืดมิด ความสิ้นหวังได้บดบังดวงตาจนมืดบอดมิอาจมองเห็นถึงแสงสว่าง
ทันใดนั้นเอง ฮูโม่ได้ก้าวเดินมาหาพลางจ้องมองลงมาด้วยสีหน้าราวกับกำลังเย้ยหยัน
“ผมไปทำอะไรให้พวกคุณกันแน่ ?” กวีเริ่มต้นเอ่ยถาม
หากแต่ว่าบาทหลวงเฒ่ากลับเงียบสงบไม่พูดไม่จา
แต่แล้วก็ยื่นใบหน้าเข้ามาใกล้หูและจึงเอ่ยพูดขึ้น
“ท่านรู้หรือไม่ เพื่อให้การอัญเชิญผู้กล้าในครั้งนี้สัมฤทธิผล พวกเราจำต้องสูญเสียทรัพยากรในเชิงบุคคลและเงินทุนไปอย่างมหาศาล จนทำให้ประเทศยามนี้จำต้องมีหนี้สาธารณะที่ท่วมหัว เพราะฉะนั้นแล้ว ‘ความล้มเหลว’ แม้แต่เพียงครั้งเดียวก็มิอาจยอมรับได้ขอรับ”
ชายเฒ่าบ่นพึมพำอย่างไร้ซึ่งแก่นสาร
“แล้วมันหมายความว่ายังไงกันแน่วะ !!”
ความเดือดดาลเข้าแทนที่ในท้ายที่สุด เสียงที่กวีเอื้อนเอ่ยออกไปนั้นดังก้องกังวานประหนึ่งว่าเป็เสียงฟ้าผ่า
และแล้ว ฮูโม่ได้ยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีกครั้ง ดวงตาของทั้งสองจดจ้องมองกันและกันในระยะประชิด ริมฝีปากยกขึ้นเป็ริ้วอย่างชั่วร้าย เสียงถูกเปล่งออกมาเพื่อเอื้อนเอ่ยเป็ถ้อยคำอีกครั้ง
“ในบรรดาศาสตร์เฉพาะทั้งสามพันหนึ่งร้อยห้าสิบแปดศาสตร์ ศาสตร์หมอผีคือศาสตร์ที่อยู่ ณ ลำดับล่างสุด ก็หมายความว่า..”
‘แกมันก็แค่ขยะดี ๆ นี่เอง’