เมื่อกินเสร็จ หยางเอ๋อร์ก็ใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ดตามใบหน้าอาเสียอย่างเบามือเด็กน้อยครางด้วยความเจ็บ แผลกำลังระบม
“เดี๋ยวจะต้มยามาให้กิน แต่ต้องไปอาบน้ำก่อน...เหม็น”หญิงสาวย่นจมูก
อาเสียพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
“เ้ามีชื่อหรือไม่” หยางเอ๋อร์ถามขึ้นหลังจัดการเช็ดฝุ่นไคลออกจากใบหน้าน้อยๆจนเหลือแต่รอยฟกช้ำที่เห็นได้ชัดเจน...แผลคงไม่ได้มีแค่ที่หน้า หญิงสาวคิด
“แม่เรียกข้าว่าอาเสีย...เสียที่แปลว่าแสงยามรุ่งเช้า”นางบอกด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ อย่างน้อยชื่อก็เป็สิ่งยืนยันว่ามีตัวตนไม่ได้อยู่อย่างไร้ที่มา
“ข้าหยางเอ๋อร์...หยางที่แปลว่าพระอาทิตย์” แวบหนึ่งดวงหน้างดงามฉายแววเศร้าสร้อย
พระอาทิตย์ควรจะสดใสไม่ใช่หรือแต่ทำไมน้ำเสียงและสีหน้านางถึงได้เศร้านัก อาเสียคิดในใจ
“เ้าอยากจะอยู่กับข้าไหมแม่หนูน้อย” หลังจากพิศดูอยู่นาน หยางเอ๋อร์ก็เอ่ยปากตามความตั้งใจแต่แรกที่พาเด็กน้อยกลับมาบ้านด้วย“อยู่นี่...กับข้า หรือกลับไปที่เดิมของเ้า”น้ำเสียงเจือความปรานีล้น
อาเสียมองชามข้าวที่บัดนี้มีแต่ความว่างเปล่ามือน้อยลูบท้องซึ่งอัดแน่นไปด้วยอาหาร ก่อนเงยหน้ามองหญิงสาวผู้อารีอีกครั้งข้างนอกอด อยู่ที่นี่อิ่ม แต่...ไว้ใจได้หรือ
นางเป็เด็กเร่ร่อนที่ไม่มีใครเคยสนใจไยดี จู่ๆมีคนเมตตาอยากจะ ชุบเลี้ยง นางรู้สึกดีใจมากการได้อยู่เป็หลักแหล่งหมายถึงความปลอดภัยในชีวิต ไม่ต้องแย่งที่ซุกหัวนอนกับใครทว่าเื่ราวที่เคยได้ยินมา มีเด็กกำพร้าหลายคนถูกผู้ใหญ่พาไปจากข้างถนนแต่ชีวิตพวกเขากลับประสบเื่เลวร้ายยิ่งกว่าการเป็เด็กเร่ร่อนตัวคนเดียว
หญิงสาวอ่านแววตาเด็กน้อยออกแววตาที่ไม่ต่างจากนางนักเมื่อนานมาแล้ว
“ข้าสัญญาว่าจะเลี้ยงเป็ลูก ไม่ให้ทำอย่างอื่นข้าให้เวลาเ้าคิด อาบน้ำเสร็จข้าขอคำตอบ”แล้วหยางเอ๋อร์ก็จัดแจงให้เด็กหญิงไปอาบน้ำยังห้องน้ำด้านหลัง หญิงสาวอยู่ตามลำพังครู่หนึ่งก็มีหญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาในบ้าน
“มีคนบอกข้าว่าเ้าพาเด็กที่ไหนก็ไม่รู้เข้ามาอยู่ด้วย”เสียงคุ้นหูเอ่ยถาม ั้แ่อยู่หน้าประตู
...เื่ซุบซิบไวเสมอ
“จริงเ้าค่ะท่านแม่” หยางเอ๋อร์บอกแม่เล้าของหอฮวาหงตามตรง
“เอามาทำไมเด็กผู้ชาย พวกนั้นบอกว่ามอมแมมขี้ริ้ว”คนที่ถูกเรียกว่าแม่เดินเข้ามาภายในตัวบ้าน บ้านที่แม้เล็กแต่จัดเป็สัดส่วน สะอาดสะอ้านน่ามอง“อยู่ไหนแล้ว”
สาวงามอันดับหนึ่งของฮวาหงชี้ไปหลังบ้านไม่รู้ว่าตอนนี้เด็กหญิงกำลังยืนแอบฟังที่หลังประตู
“พามาทำไม ขายไม่ได้” แม่ยังสงสัย
อาเสียสะดุ้งกับคำว่า ‘ขายไม่ได้’ ใจหล่นไปที่ตาตุ่ม
“ข้าจะเลี้ยงเขา” เสียงนุ่มนวลของหยางเอ๋อร์เรียกสติของเด็กน้อยกลับมา
“เ้าก็มีเสี่ยวชุนคอยรับใช้แล้วนี่ เลี้ยงเด็กทำไมให้เปลืองข้าวสุกกว่าจะโตใช้งานได้ต้องสิ้นเปลืองไปมากเท่าไร”
“ข้าจะเลี้ยงเป็ลูก ไม่ใช่คนรับใช้ข้าคิดว่าค่าใช้จ่ายทุกอย่างข้ารับผิดชอบได้” หยางเอ๋อร์บอกเด็ดเดี่ยว น้ำเสียงค่อนข้างกระด้างนางทำเงินให้สำนักมากมาย เ้าสำนักนางโลมไม่ควรขัดนาง
“ตามใจเ้าเถอะ ข้าก็แค่มาถามใครจะอยู่จะไปข้าควรรู้ จริงไหม” เ้าสำนักเอ่ยอันที่จริงนางก็ไม่ได้คิดจะห้ามอันใดอยู่แล้ว คิดเสียว่าเลี้ยงๆ ช่วยกันไป สักวันเ้าเด็กนี่โตขึ้นคงจะช่วยงานในสำนักได้มากโขแม้สำนัก ฮวาหง้าสาวงามมาผลัดเปลี่ยนทำเงินแต่แรงงานชายก็เป็สิ่งจำเป็เช่นกัน
“ขอบคุณท่านแม่เ้าค่ะ รออีกสักพักข้าว่าจะพาเขาไปคารวะท่าน” หยางเอ๋อร์กลับมาใช้น้ำเสียงอ่อนโยนและนุ่มนวลเช่นเดิม
“เอาละๆ จะเลี้ยงจะทิ้งก็เื่ของเ้าเด็กนั่นคงมีวาสนาจริง เ้ามันคนใจบุญ เคยแต่เห็นให้ทานเงินกับอาหารไม่นึกว่าจะถึงขนาดอุปถัมภ์ค้ำชูคนขึ้นมา” พูดจบเ้าสำนักที่พอหลงเหลือเค้าความงามแต่หนหลังก็ออกจากบ้านหลังเล็กไป
หยางเอ๋อร์กำลังจะเข้าไปตามอาเสีย แต่ก็พบว่าแม่หนูน้อยโผล่ออกมายืนจ้องนางไม่วางตาแล้ว
“คงเดาได้ใช่ไหม ว่าข้าทำอาชีพอะไร ยังคิดอยากอยู่กับข้าหรือไม่” นางโลมสาวถาม สองสายตาสบกันนิ่ง
“ข้า...อยากอยู่” เด็กหญิงตอบออกไป นางโลมคงไม่ได้เลวร้ายเพราะนางบอกว่าจะเลี้ยงเป็ลูก
“ดี” หยางเอ๋อร์ยิ้มละมุน “ต่อไปนี้เ้าอยู่ในฐานะลูกชายข้า”
อาเสียทำหน้างุนงง “เอ่อ...ทำไมเป็ลูกสาวไม่ได้”
หยางเอ๋อร์ยิ้มอ่อนโยนอีกครั้ง ช่างซักท่าทางจะฉลาดไม่น้อย
“อยู่ที่นี่ ถ้าเป็ผู้ชายจะใช้ชีวิตได้ปลอดภัยและง่ายกว่าเ้าไม่ใช่คนขี้ริ้วอย่างใครว่า โตขึ้นถ้าแต่งตัวเสียหน่อยก็ดูดีข้างนอกข้าไม่พร้อมจะรับภาระเลี้ยงดูใครได้ แต่ที่นี่เป็บ้านข้า หากเ้าจะอยู่ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ว่าไว้ เ้าจะถูกเลี้ยงดูในฐานะลูกชายของข้ามีเพียงเราที่รู้ว่าเ้าเป็เด็กผู้หญิง ตกลงหรือไม่ เสี่ยวเสียของแม่” นางลูบฝ่ามือไปบนใบหน้าเล็กๆแ่เบา
“เสี่ยวเสีย...” เด็กน้อยทวนคำนานเท่าไรแล้วที่นางไม่ได้ยินคนเรียกด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“ต่อไปนี้เ้าชื่อว่าหยางเสีย” หยางเอ๋อร์ดึงเ้าของร่างเล็กเข้าสวมกอด
“เ้าค่ะ...เอ๊ย! ขอรับท่านแม่” หยางเสียรับคำมั่นเหมาะแม่ผู้ให้ชีวิตใหม่จิตใจดี อ่อนโยนไม่ผิดกับแม่ผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูมาตลอดเก้าปี
“เสี่ยวเสียอายุเท่าไรแล้ว บอกแม่มาซิ” หยางเอ๋อร์พา‘ลูกชายของนาง’มานั่งหน้ากระจกจัดการสางผมที่ยาวยุ่งนั้นด้วยความเอ็นดู
“สิบปีขอรับ” หยางเสียตอบฉะฉาน หน้านั้นยังบวมแต่ไม่นานก็จะหาย เด็กหญิงมองใบหน้าสวยหวานที่แลตอบมาผ่านกระจก แม่หยางเอ๋อร์ของนางสวยมากจะเรียกพี่สาวก็ยังได้...
กระจกทองเหลืองสะท้อนภาพสองแม่ลูกนั่งซ้อนกัน หยางเสียเป็ฝ่ายยิ้มให้หยางเอ๋อร์ก่อนคนเป็แม่จูบกลางศีรษะนางเบาๆ นับจากวันนี้ ชีวิตใหม่ที่มีความสุขของทั้งสองกำลังจะเริ่มขึ้นหยางเอ๋อร์คิดเช่นนั้น
ณพระตำหนักแสงจันทร์ พระวรกายสูงสง่าในฉลองพระองค์สีดำที่ทรงยืนกลางลานกว้างหน้าพระตำหนักเรียกความสนใจจากเหล่าขันทีและนางกำนัลซึ่งกำลังทำงานอยู่ใกล้บริเวณนั้นต่างคนต่างเคยได้ยินได้ฟังว่าตำหนักนี้เคยเป็ที่ประทับขององค์ชายพระองค์หนึ่งผู้ซึ่งทั้งทรงดื้อและทรงแสนซนเป็หนักหนา มีเหล่านางกำนัลและขันทีรุ่นใหม่บางคนเท่านั้นที่ได้มีโอกาสพบเห็นองค์ชายเป็บางคราว
ในอดีตหลายปีมาแล้วองค์จักรพรรดิมักเสด็จมาประทับตำหนัก แสงจันทร์อยู่เสมอพระสนมสองนางของตำหนักต่างก็รักใคร่ปรองดองราวกับพี่น้องคลานตามกันมา แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่พรากความสุขและเสียงหัวเราะขององค์ชายพระองค์นี้ไปตลอดกาล
ฝานจิ้ง...องค์ชายน้อยในวันวานบัดนี้ทรงเจริญพระชันษาเติบใหญ่ รั้งตำแหน่งหัวหน้านายกองที่ด่านเหวินจงของิอ๋องด้วยพระปรีชาที่มีจะทำให้ทรงก้าวสู่ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ได้อย่างเต็มภาคภูมิในอีกไม่นานเป็ที่รู้กันโดยทั่วไปว่าองค์ชายรองไม่โปรดที่ใครๆจะยกตำแหน่งแม่ทัพให้เพียงเพราะพระองค์เป็เชื้อพระวงศ์ ผลงานเท่านั้นที่ใช้เป็เครื่องชี้วัดว่าทรงเหมาะสมกับตำแหน่งหรือไม่เหล่าทหารร่วมกองประจักษ์ในข้อนี้ได้ดี
ณ ลานศิลาหน้าตำหนักแสงจันทร์ องค์ชายฝานจิ้งก้มพระพักตร์ทอดพระเนตรสระปลาข้างบันไดทางขึ้นห้องโถงกลางของตำหนักผิวน้ำใสกระจ่างเห็นทะลุถึงสีเลื่อมพรายอร่ามจากลำตัวของฝูงปลาเงินปลาทองที่กำลังแหวกว่ายผ่านใบบัวและรากเส้นสายของพืชน้ำที่ตรงนี้...เสียงร้องอย่างตกอกใของพระมารดาและพระสนมซูเมื่อครั้งอดีตยังแว่วติดในพระกรรณ
เพราะทรงอยากจะได้ปลาในสระจึงรับสั่งให้ขันทีหากระบวยไม้เล็กๆ มาถวาย ก่อนพระองค์จะจ้วงตักลงไปแม้นางกำนัลทูลห้ามอย่างไรก็ไม่ทรงฟังทรงแกว่งกระบวยกวาดเล่นไปมาจนน้ำในสระขึ้นสีขุ่นเหล่าปลาน้อยใหญ่ว่ายวนอลหม่านทั่วทั้งสระ เท่านั้นยังไม่พอ ทรงนึกสนุกะโลงไปกลางสระขณะนั้นพระองค์เพียงสี่พระชันษา ทรงว่ายน้ำเป็เสียที่ไหนกันเล่า ระดับน้ำในสระไม่ลึกมากไปกว่าพระอุระพระมารดาจึงได้เว้นโทษตี เหลือเพียงย้ำตักเตือนสอนสั่งว่าอย่าได้ทรงทำเช่นนั้นอีก
แต่ไม้เรียวของพระมารดาเหมือนจะทิ้ง่ห่างพระวรกายได้ไม่เคยนานหนที่หนักสุด ก็คงจะเป็ครั้งที่ทรงหลอกขันทีและนางกำนัลผละห่างจากพระองค์ให้อยู่ลำพังในห้องทรงพระอักษรก่อนจะทรงลอบปีนข้ามระเบียงตำหนักชั้นสองไต่ไปตามก้านกิ่งอันแข็งแรงของต้นสนซึ่งแผ่ขยายระชายขอบของระเบียงด้วยเสียงพระสรวลขบขันต่อสีหน้าท่าทางแตกตื่นของเหล่านางกำนัลและขันทีทั้งสองฝั่งตำหนักซึ่งถูกเกณฑ์เพื่อค้นหาองค์ชายที่อยู่ดีๆ ก็หายไปไม่มีใครได้พบเห็น พระมารดาและคนอื่นๆจึงได้รู้ว่าพระองค์นั้นอยู่สูงลิบบนสนต้นใหญ่เกือบจะพ้นหลังคาพระตำหนัก
ซนเกินเด็ก ทำอะไรไม่ทรงยั้งคิด…ครานั้นทรงโดนพระมารดาตีด้วยไม้เรียวเสียหลายที ความรู้ถึงพระบิดาในที่สุดต้นสนโชคร้ายรายรอบตำหนักจึงโดนตัดกิ่งเสียหมดซ้ำร้ายการเฝ้าติดตามทุกฝีพระบาทย่างก้าวไม่ให้คลาดสายตาจากขันทีทำให้ทรงรู้สึกอึดอัดราวกับเป็นักโทษอาญาอยู่นานทีเดียว
ตำหนักแสงจันทร์ที่เคยอยู่ เพียงเจ็ดปีเท่านั้น...เจ็ดปีเท่านั้นที่ลูกได้อยู่ในอ้อมกอดของเสด็จแม่ องค์ชายฝานจิ้งทรงถอนปัสสาสะกับพระองค์เอง
เป็ธรรมเนียมปฏิบัติที่เหล่าองค์ชายจะต้องย้ายออกจากฝ่ายในเมื่อเจริญพระชันษาครบสิบห้าแม้เป็เวลาหลายปีที่ต้องจากตำหนักแสงจันทร์ไปแต่เมื่อมีโอกาสพระองค์ยังทรงแวะเวียนมาเสมอ
...เพราะที่นี่ความทรงจำของเสด็จแม่ยังคงอยู่และยังคงมีคนที่รักเสด็จแม่รอพระองค์อยู่
เพราะเื่ราวอันเป็มลทินต่อราชวงศ์ระหว่างพระมารดากับเสด็จอาเฟยเสียนถูกกระพือจนล่วงรู้กันโดยทั่วทั้งส่วนใน
นั่นสินะองค์ชายในพระสนมเยว่เหลียง!
สนมที่ประชวร แล้วสิ้นตำหนักฮุ่ยเหรินน่ะหรือ
ข้อหาร้ายแรง...คบชู้
ไม่อยากทรงได้ยิน ไม่อยากถูกมองตามทุกที่ที่เสด็จฉะนั้น...จึงไปให้ไกล
เมื่อยังทรงพระเยาว์ก็เสด็จหนีออกนอกตำหนักในเมื่อเจริญพระชันษาขึ้นมาหน่อยก็เสด็จออกนอกกำแพงวังดูแลพระองค์เองได้ถึงสิบห้าชันษาก็เสด็จออกนอกกำแพงเมือง เมื่อเจริญพระชันษาได้สิบหกเต็มจึงย้ายออกไปไกลถึงชายแดน